รีวิวฉบับที่ 1543 … สวัสดีค่ะ ก่อนเปิดตัวให้ชมห้องตัวอย่างกันเราจะพาไปชมห้องตัวอย่างกันก่อนกับโครงการ Knightsbridge Space Ratchayothin คอนโด High Rise ติดถนนพหลโยธินใกล้แยกรัชโยธิน และห่างจากสถานีพหลโยธิน 24 เพียง 20 ตร.ม. มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ “Duo Space” การออกแบบเลย์เอ้าท์สไตล์ Loft เพดานสูง 4.2 เมตร ทั้งโครงการ

 

Fact @ 13 February 2018

  • Knightsbridge Space Ratchayothin (ไนท์บริดจ์ สเปซ รัชโยธิน)
  • บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)
  • LUXURY CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment บ้านได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ในเขต : จตุจักร
  • คอนโด High Rise 33 ชั้น 1 อาคาร 488 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด n/a ยูนิตที่อาคาร n/a
  • ที่จอดรถ Auto Parking 70%
  • ที่ดินประมาณ 2-2-74.1 ไร่
  • เริ่มก่อสร้าง : n/a
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : n/a
  • 1 Bedroom 22.7-30.9 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus 35-35.4 ตร.ม.
  • 2 Bedroom 54.3-61.8 ตร.ม.
  • ฝ้าเพดานสูง 4.2 เมตร (Duo Space) และชั้น Exclusive Floor ฝ้าเพดานสูง 4.5 ม.
  • ราคาห้องเริ่มต้น 4.59 ล้านบาท
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรเริ่มต้น (รวมพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด) 130,000 บาท/ตร.ม.
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรเฉลี่ย (รวมพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด) 150,000-160,000 บาท/ตร.ม.
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • Call Center : 02-030-0000

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วค่ะ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างครับ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.825124, 100.566853

ที่ตั้งโครงการ Knightsbridge Space Ratchayothin อยู่ติดถนนพหลโยธิน ข้างซอยพหลโยธิน 27 ตรงข้ามตึกช้าง และใกล้รถไฟฟ้าสถานีพหลโยธิน 24 เพียง 20 ม. โดยรอบมีความอุดมสมบูรณ์สูงอยู่ไม่ไกลจากอาคารสำนักงานอย่าง SCB และห้างสรรพสินค้าทั้ง เมเจอร์ รัชโยธิน เซนทรัลลาดพร้าว ยูเนี่ยนมอลล์

ที่ตั้งโครงการ Knightsbridge Space Ratchayothin จัดอยู่ในทำเลระหว่างห้าแยกลาดพร้าวและแยกรัชโยธิน ฝั่งมุ่งหน้าไปทางแยกรัชโยธิน การเดินทางจัดว่าเป็นอีกหนึ่งจุดชูโรงของโครงการด้วยความที่อยู่ติดกับถนนพหลโยธิน ซึ่งเป็นถนนใหญ่สามารถเดินทางเข้า-ออกเมืองได้สะดวก รวมทั้งอยู่ไม่ไกลจากจุดตัดกับถนนรัชดาภิเษก บริเวณแยกรัชโยธินจึงสามารถวิ่งเข้าถนนวิภาวดีรังสิต หรือตรงไปประชาชื่นได้สะดวก ในส่วนของสภาพการจราจรในย่านนี้ปัจจุบันค่อนข้างติดขัดพอสมควร นอกจากเป็นแหล่งงานขนาดใหญ่ที่มีพนักงานเดินทางเข้ามาทำงานในย่านนี้จำนวนมากแล้ว ก็ยังมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายอีก

สำหรับการเดินแบบไม่ใช่รถเรียกได้ว่าสะดวกมาก เพราะตัวสถานีพหลโยธิน 24 อยู่ห่างจากโครงการไปประมาณเพียง 20 ม. ซึ่งเป็นระยะที่เดินได้ง่ายมาก รวมไปถึงรถไฟสายสีเขียวนี้ยังมุ่งหน้าไปเข้าเมืองตรงไปถึงสยามได้เลย ไม่ต้องเปลี่ยนสายด้วย ส่วนในอนาคตอีกไกลหน่อยมีข่าวมาว่าจะมีการทำรถไฟฟ้าสายเหลืองมา Interchange ที่สถานีนี้ด้วยเช่นกันนะคะ แต่ยังไม่ได้คอนเฟิร์มชัดเจนนะคะ ต้องรอติดตามข่าวกันอีกที

สำหรับทำเลนี้เรียกได้ว่าเป็นแหล่งอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ใครที่ทำงานแถบนี้เช่น SCB, ตึกช้างต่างๆ หากกำลังมองหาคอนโดใกล้ที่ทำงาน เรียกว่าเดินไปทำงานยังได้ ที่ตั้งโครงการนี้ก็ตอบโจทย์นะคะ เพราะตัวโครงการอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตึกช้างเลยและห่างจาก SCB สำนักงานใหญ่ไปเพียง 400 ม. เท่านั้น เดินได้ง่ายมาก ประหยัดค่ารถและไม่ปวดหัวรถติดได้อีกด้วย

ส่วนเรื่องความอุดมสมบูรณ์ก็หายห่วง เพราะอยู่ใกล้แยกรัชโยธินที่มี Major รัชโยธิน และ Avenue รัชโยธิน จะกินข้าวดูหนังตรงนี้ก็ได้เลยค่ะ ขยับมาอีกหน่อยมีห้างใกล้ๆ เช่น Central ลาดพร้าว และยูเนี่ยนมอลล์ ซึ่งถ้ารถไฟฟ้าเสร็จแล้วนั่งรถไฟฟ้าไปลงแค่สถานีเดียวเท่านั้นก็ถึงแล้วสบายมาก

ในอนาคตพื้นที่ในบริเวณนี้กำลังจะมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จากข่าวการลงทุนแบบ Mega Project บนที่ดินแปลงใหญ่มากๆ แปลกแรกคือที่ดินตรงบริเวณถนนพหลโยธิน 19/1 ที่ทาง G Land และ BTS ร่วมทุนกันตั้ง Bay water ประมูลที่ดินขนาด 48.5 ไร่มาด้วยราคาสูงถึง 7,530 ล้านบาท ในเบื้องต้นนั้นมีแผนที่จะตัดถนนเชื่อมระหว่าง วิภาวดี กับ พหลโยธิน และทำโครงการ Mixed Used เพื่อสร้างแหล่งชุมชนขนาดใหญ่จะมีทั้งห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร ที่อยู่อาศัยพร้อมทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้า เรียกว่าทำแบบครบวงจรเลย ส่งผลให้บริเวณทำเลโครงการในอนาคตจะยังมีความเจริญอีกเยอะมากทีเดียว

สำหรับใครที่ทำงานบนถนนวิภาวดีรังสิตก็ง่ายเช่นกันเพราะมีทางลัดเข้าซอยพหลโยธิน 23 ไปออกถนนพหลโยธินแล้วเลี้ยวเข้าโครงการได้ง่ายเลย

การเดินทางในวันนี้เริ่มต้นจากถนนพหลโยธินบริเวณด้านหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว วิ่งมุ่งหน้าไปทางแยกรัชโยธินตรงไปประมาณ 1.2 กม. ก่อนถึงแยกรัชโยธิน บริเวณที่ติดกับซอยพหลโยธิน 27 ก็จะถึงโครงการแล้วค่ะ

เริ่มต้นที่ถนนพหลโยธินฝั่งมุ่งหน้าไปทางแยกรัชโยธิน บริเวณด้านหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่คึกคักมากๆ ในย่านนี้ ใครชอบช็อปปิ้งมาได้เลยค่ะ

ถัดมาหน่อยคือโรงเรียนหอวังนะคะ

ช่วงบริเวณนี้ที่กำลังทำรถไฟฟ้ากันอยู่รถจะค่อนข้างหนาแน่นทั้งวันนะคะ ในส่วนของการเดินทางเราจะมุ่งหน้าตรงไปกันต่อนะคะ ซึ่งตำแหน่งโครงการให้สังเกตที่ตึกช้างได้เลย เพราะจะอยู่ตรงข้ามกับตึกช้างนี่เองค่ะ

ตรงมาหน่อยเราจะเริ่มเห็นสถานีพหลโยธิน 24 แล้วนะคะ ตอนนี้ยังเป็นโครงอยู่ยังไม่ได้มีตำแหน่งขาขึ้น-ลงชัดเจน ซึ่งทางโครงการเคลมไว้ว่าจากโครงการถึงขาขึ้น-ลงสถานีจะมีระยะห่างเพียง 20 ม. เท่านั้นเอง เรียกว่าเดินได้ง่ายมาก

ถัดมาบริเวณหน้าปากซอยพหลโยธิน 23 เป็ยซอยที่สามารถวิ่งเข้า-ออกไปทะลุออกถนวิภาวดีรังสิต ได้นะคะ

จากนั้นตรงมาอีกหน่อยติดกับซอยพหลโยธิน 27 ก็จะเจอกับที่ตั้งโครงการ Knightsbridge Space Ratchayothin แล้วค่ะ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะคะ

สภาพแวดล้อมโครงการอยู่ติดกับโครงการพี่อย่าง Knightsbridge Prime Ratchayothin ที่มีความสูง 35 ชั้น ใกล้เคียงกับโครงการ ซึ่งตำแหน่งของอาคารจะอยู่เยื้องๆ กัน ไม่บล็อกวิวกันโดยตรงนะคะ โครงการ Knightsbridge Space Ratchayothin นี้ตัวอาคารจะอยู่ลึกเข้าไปอีกจากหน้าถนนพหลโยธิน เพื่อไม่บล็อกวิวกันและกันมากนัก แต่แน่นอนว่ายังสามารถเห็นเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามได้ระดับนึง ส่วนทิศอื่นๆ โดยรอบโปร่งโล่ง อยู่ใกล้กับอาคารแนวราบก่อนถึงอาคารสูงอย่าง SCB หรือตึกช้าง

  • ทิศเหนือ : Knightsbridge Prime Ratchayothin
  • ทิศตะวันออก : ติดถนนพหลโยธิน
  • ทิศใต้ : ติดซอยพหลโยธิน 27
  • ทิศตะวันตก : อาคารและบ้านพักอาศัยสูงไม่เกิน 2-3 ชั้น

 

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • Major รัชโยธิน ~ 300 ม.
  • SCB Park ~ 400 ม.
  • โรงเรียนหอวัง ~ 1.2 กม.
  • Tesco Lotus ~ 1.5 กม.
  • ยูเนียน มอลล์ + MRT พหลโยธิน ~ 2.2 กม.
  • โรงเรียนเซนต์จอห์น ~ 2.4 กม.
  • Central Plaza ลาดพร้าว ~ 2.8 กม.
  • สวนรถไฟ + สวนจตุจักร ~ 5 กม.
  • ตลาด อ.ต.ก. + ตลาดนัดจตุจักร ~ 5.7 กม.

 

 


เจาะลึกตัวโครงการ

โครงการ Knightsbridge Space Ratchayothin จัดเป็นโครงการรูปแบบใหม่ของทาง Origin  ที่มีจุดเด่นต่างจากโครงการอื่นๆในละแวกทั้งหมด ด้วยการออกแบบยูนิตห้องทุกห้องเป็นห้องฝ้าเพดานสูงถึง 4.2 เมตร ที่เรียกว่า “Duo Space” พบกับห้องที่มีความโปร่งโล่ง และสามารถใช้พื้นที่ใช้สอยได้อย่างเต็มที่มากมิติยิ่งขึ้น เพราะนอกจากความกว้างและยาวแล้วยังเป็นเรื่องของความสูงที่สามารถใช้งานได้อีกด้วย

ตัวอาคารตกแต่งภายในสไตล์โมเดิร์น โดยมีแนวคิด Vertical Ascendence Vertical Accent เล่นเส้นสายเพรียวบาง (The Thin Silver Line) ภายนอกอาคารสร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวอาคาร

คอนโด High Rise สูง 33 ชั้น มีจำนวนยูนิตทั้งหมด 488 อยู่บนเนื้อที่ดินทั้งหมดรวม 2 ไร่กว่า และมูลค่าโครงการร่วม 2,770 ล้านบาทเลยทีเดียวค่ะ

  • ชั้นล่าง (Ground Floor) – จัดให้เป็นพื้นที่สำหรับจอดรถแบบ automatic parking ซึ่งลักษณะของการใช้งานแบบนี้ทำให้เกิดฟังก์ชันคาเฟ่ร้านค้า และส่วน Co-working Space  เพื่อให้ลูกบ้านได้มีพื้นที่นั่งระหว่างรอรับรถได้
  • ชั้น 2 : เป็นยก Step ขึ้นมาเป็นส่วนล็อบบี้อาคาร โดยจะเชื่อมกับส่วน Drop-Off หน้าโครงการ
  • ชั้น 3-13 : เป็นพื้นที่ของ automatic parking ทั้งหมด โดยจำนวนช่องจอดรถทั้งหมดทางโครงการให้มา 70 เปอร์เซ็นต์
  • ชั้น 14-32 : เป็นพื้นที่ของห้องพักอาศัยทั้งหมด ซึ่งจะมีชั้น 31-32 ที่เป็นชั้น Exclusive Floor ที่ได้ฝ้าเพดานสูง 4.5 ม.
  • ชั้น 33 : เป็นชั้น Facilities หลักของอาคาร โดยยกทั้งชั้นให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมด สามารถใช้ Facilities ในขณะที่ชมวิวมุมสูงได้สบาย
  • ชั้น Rooftop : จัดเป็น Rooftop Garden ให้ทั้งชั้น ไว้ยืนชมวิวสวยบนพื้นที่สีเขียวแบบลอยฟ้า

เรามาดูส่วนภาพและบรรยากาศจำลองกัน เริ่มจากชั้นล่าง Ground Floor ในบริเวณ Cafe 24 ที่เชื่อมกับพื้นที่ Car Waiting จัดให้เป็นเสมือน Lounge ขนาดย่อมลงมาจากส่วน Lobby หน่อย เป็นพื้นที่ให้ลูกบ้านที่กำลังรอรถมีพื้นที่สำหรับนั่งเล่นสบายๆ ได้ ไม่ต้องยืนรอ ภายในตกแต่งเรียบหรูและได้ฝ้าเพดานสูงแบบ Double Volume ดูโอ่โถง ตรงกับแนวความคิดโครงการที่มาในแนวฝ้าเพดานสูงค่ะ

ถัดมาบริเวณทางขึ้นชั้น 2 จาก Drop-Off ขึ้นไปยัง Lobby ออกแบบให้เป็นขั้นบันไดแบบเล่นระดับจากพื้นชั้นล่างขึ้นมาชั้น 2 พร้อมกับแทรกทางลาดเอียงตรงบันไดด้วย สามารถขนของได้ง่ายหรือจะเข็นรถเข็นต่างๆ ก็ไม่ยากค่ะ สำหรับชั้น 2 นี้นอกจากจะเป็นพื้นที่ Lobby แล้วก็มีฟังก์ชันอื่นๆ อีกเช่น ห้องประชุม (Presentation Room), Co-Working Space เป็นต้น สะดวกมากขึ้นสำหรับลูกบ้านที่ทำงานที่บ้านแล้วต้องการติดต่อกับลูกค้าก็สามารถเรียกลูกค้ามาประชุมงานหรือคุยงานต่างๆ ที่คอนโดตัวเองได้เลย และการที่จัดไว้ในชั้นล่างทำให้ลูกค้าหรือแขกของลูกบ้านไม่จำเป็นต้องเข้าไปถึงพื้นที่ส่วนพักอาศัยด้านในที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเฉพาะลูกบ้านโดยเฉพาะอีกด้วย เพราะจะเห็นว่าส่วนใหญ่พวกห้องประชุมจะจัดให้อยู่ในพื้นที่ภายในอาคารด้านในที่ไว้สำหรับลูกบ้านใช้งานเท่านั้น

ส่วนภายใน Co-Working Space สามารถเข้าได้จากทั้ง 2 ทาง คือชั้นล่าง (Ground Floor) และชั้น 2 จาก Lobby ลักษณะการจัดวางฟังก์ชันภายในค่อนข้างน่าสนใจนะคะ เพราะเป็นห้องแบบ Double Volume โอ่โถง และโปร่งโล่งด้วยกระจกรอบด้านที่สูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานเลยทีเดียว พร้อมมีการตกแต่งด้านในโดยใช้ Step ขั้นบันได เป็นทั้งพื้นที่นั่งเล่นและทางเดิน เป็น Gimmick อีกอย่างที่ทางโครงการนำมาใช้ให้สอดคล้องกับแนวความคิดการออกแบบที่ใส่ใจพื้นที่แนวตั้งมากขึ้นอีกด้วย

ขยับขึ้นมาที่ชั้นบนสุดของอาคารกันต่อนะคะ ในบริเวณ Sky Relaxing Lounge จัดเป็นพื้นที่นั่งเล่นพักผ่อนพร้อมชมวิวมุมสูง และได้มุมมองที่เปิดกว้างมากขึ้นด้วยฝ้าเพดานแบบ Double Volume อีกเช่นเคยนะคะ สำหรับห้องนี้จะสามารถชมวิวได้ทั้งหมด 3 ฝั่งด้วยกันคือทิศเหนือที่หันไปทางแยกรัชโยธินเลยไปถึงสะพานใหม่ ฝั่งทิศตะวันออกหันไปทางถนนพหลโยธิน และทิศใต้ที่หันไปทางห้าแยกลาดพร้าว

สำหรับสระว่ายน้ำที่นี่มีความน่าสนใจตรงตำแหน่งของสระที่หันไปทางทิศตะวันตก บริเวณนี้จะได้วิวฝั่ง SCB Park ไปเต็มๆ นะคะ นอกจากนี้ยังเป็นตำแหน่งที่ว่ายน้ำไปแล้วยังชมพระอาทิตย์ตกดินได้อีกด้วยค่ะ จึงได้ชื่อสระว่า Sunset Swimming Pool

อีกภาพและบรรยากาศจำลองนึง เป็นมุมมองที่หันจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ แสดงส่วนชั้น Facilities หลักที่อยู่บนชั้นบนสุดของอาคาร รวมไปถึงชั้น Rooftop ที่จัดให้เป็น Rooftop Garden ได้พื้นที่สีเขียวในมุมสูง

สำหรับ Master Plan โครงการจะเห็นว่าจากถนนทางเข้าโครงการเข้ามาด้านในพอสมควร ถือว่ามีระยะ Set Back ให้ระดับนึงเลยทีเดียว จึงช่วยลดเรื่องของมลภาวะต่างๆ จากบนถนนใหญ่ได้ดี เพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้นได้อีกด้วย เมื่อเข้ามาด้านใน จุดแรกที่เจอคือส่วน Drop-Off ก่อนนะคะ คนลงจากรถแล้วก็เดินขึ้นบันไดไปยังชั้น 2 ที่เป็น Lobby อาคารได้เลย และสำหรับคนที่จะไปเก็บรถนั้นขับตรงเข้ามาหน่อยจะมีเจอกับลิฟต์จอดรถทั้งหมด 4 ลิฟต์ด้วยกัน มีติดกัน 3 ลิฟต์ และอีก 1 จะอยู่ใกล้กับจุด Loading Area ลักษณะการใช้งานคือเข้าไปจอดเลย แล้วลิฟต์จะเป็นผู้จัดการให้จอดในชั้นบนให้เองค่ะ ส่วนเวลาจะรับลิฟต์นี้ก็จะนำรถลงมาจอดให้ที่เดิมเช่นเดียวกัน ซึ่งจุดเด่นของ Automatic Parking ก็จะเป็นเรื่องความสะดวกสบายในการที่เราเองไม่ต้องมาหาช่องจอดเอง และพื้นที่ที่จะนำมาที่จอดรถน้อยลง แต่จำนวนช่องจอดรถเท่าเดิม ส่วนข้อด้อยก็มีเช่นเดียวกันคือเราอาจจะต้องมารอจอดที่ลิฟต์ และรอรับรถซึ่งใช้เวลาเหมือนกัน นอกจากนี้คือเวลาเราลืมของไว้ที่รถก็ไม่สามารถเดินไปหยิบของได้ง่ายนะคะ ต้องรอเรียกรถลงมาเพื่อหยิบของแทน ซึ่งเมื่อใช้เวลาแบบนี้ทางโครงการจึงมีพื้นที่ Car Waiting Area และ Cafe 24 ไว้รองรับลูกบ้านอยู่ด้านข้าง Automatic Parking เลยค่ะ ส่วนอีกฝั่งคือมุม Co-Working Space ที่สามารถมองออกไปยังส่วน Co-Living Garden ได้ จึงได้วิวต้นไม้พักผ่อนสายตาได้เวลานั่งทำงาน

ชั้น 2 ขึ้นมาเป็นพื้นที่ Lobby ขนาดใหญ่ มีชุดโซฟาต่างๆ รองรับแขกของลูกบ้านหรือผู้เข้ามาติดต่อได้ รวมไปถึงมีห้อง Presentation Room อยู่ด้านหน้าติดกับพื้นที่ Lobby เลยค่ะ ก่อนเข้าสู่ลิฟต์โดยสารจะมีประตูกั้นอีกโซนเพื่อให้ลูกบ้านเท่านั้นที่จะเข้าได้ผ่านการสแกนบัตร เพื่อความเป็นส่วนตัวของลูกบ้าน เข้ามาด้านในแล้วจะเห็นลิฟต์โดยสารขึ้นไปยังชั้นพักอาศัยได้เลย เลยมาอีกหน่อยมีห้อง Mail Box และทางเข้า Co-Working Space

ชั้น 14-30 เป็นชั้น Typical Floor Plan มีจำนวนยูนิตต่อชั้นอยู่ที่ 26 ห้องด้วยกัน ลักษณะผังเป็นรูปตัว L เน้นหันห้องไปทางเหนือ-ใต้มากที่สุดเพราะเป็นทิศที่เหมาะกับการอยู่อาศัย อย่างทิศเหนือเด่นในเรื่องของทิศทางแดด ไม่เจอแดดยามบ่าย และวิวดีเพราะสามารถมองเห็น SCB Park ได้ด้วยนะคะ ส่วนทิศใต้แม้จะแดดร้อนกว่าทางทิศเหนือ แต่ก็จะเด่นในเรื่องของทิศทางลมและวิวที่โปร่งโล่งมากกว่า สำหรับห้องส่วนใหญ่ของชั้นนี้เน้นเป็นห้อง 1 Bedroom ขนาดเริ่มต้นที่ 26 ตร.ม. มีมากที่สุด ห้องมุมจะเป็นห้อง 1 Bedroom plus ขนาดประมาณ 30-35 ตร.ม. ส่วนห้องทิศตะวันตกจะเห็นว่ามีการจัดผังแตกต่างจากทิศอื่นๆ หน่อย โดยการทำห้องให้มี Corner ยื่นออกมา เกิดเป็นมิติที่สามารถเบี่ยงแสงแดดตะวันตกได้ระดับนึง และยังเปิดมุมมองที่กว้างขวางมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

ชั้น 31-32 เป็นชั้น Exclusive Floor จำนวนยูนิตจะน้อยลงมาหน่อยอยู่ที่ 23 ห้องต่อชั้นแทน โดยเปลี่ยนห้องมุมเป็นห้องขนาดใหญ่ 2 Bedroom แทน ในส่วนของเรื่องความหนาแน่นลิฟต์อยู่ที่ประมาณ 122 : 1 จัดว่าให้มาประมาณนึง ไม่มากไปไม่น้อยไป เลยความพอดีของความหนาแน่นไปเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ

ชั้น 33 เป็นชั้น Facilities ยกชั้นเลยทีเดียวค่ะ แบ่งเป็น 2 โซนใหญ่ๆ คือ Indoor และ Outdoor ส่วน Indoor นี้ประกอบไปด้วย Sky Infinite Space โถงกลางที่ยกฝ้าเพดานสูงถึง 3 ชั้นทีเดีย พร้อมตกแต่งบันไดโค้งขนาดใหญ่ดูโอ่อ่าสวยงาม จากนั้นแจกไปยังห้องต่างๆ คือ Private Spa ห้องสปาแบบส่วนตัว, Sky Dinning Lounge ห้องรับประทานอาหาร พร้อมทำครัวเล็กน้อย ที่ลูกบ้านสามารถมาจองเพื่อจัดปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงในวันสำคัญต่างๆ ได้ค่ะ ถัดมาคือ Sky Social Fitness ห้องฟิตเนสขนาดใหญ่ พร้อมห้อง Studio ไว้จัดคลาสต่างๆ ได้ และสุดท้ายคือห้อง Sky Relaxing Lounge พื้นที่นั่งเล่นพักผ่อนขนาดใหญ่พร้อมเสพวิวมุมสูง

ชั้น Rooftop ไม่มีลิฟต์ขึ้นมาแล้วนะคะ หากจะขึ้นมาสูดอากาศพร้อมเดินเล่นในสวนชั้นดาดฟ้าที่จัด Landscape ออกมาได้น่าสนใจ จะต้องเดินขึ้นจากบันไดด้านข้าง 2 ฝั่งค่ะ

 

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • ชั้น Ground
    • Cafe 24
    • Car Waiting Area
    • Co-Working Space
    • Co-Living Garden
  • ชั้น 2
    • Lobby
    • Presentation Room
    • Mail Box
    • Co-Working Space (เชื่อมกับชั้น Ground)
  • ชั้น 33
    • Sunset Swimming Pool
    • Sky Infinite Space
    • Private Spa
    • Sky Dinning Lounge
    • Sky Social Fitness
    • Sky Relaxing Lounge
  • ชั้น Rooftop
    • Rooftop Garden
  • ลิฟท์โดยสาร 4 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟท์รวมทั้งโครงการ 122 :  1
  • Service Lift 1 ตัว
  • Automatic Parking 70%
  • ระบบ CCTV / Access Card

 


Product Walkthrough

จุดเด่นของโครงการเลยคือ ห้องพักอาศัยทั้งหมดเป็นห้อง Loft แบบ “Duo Space” ที่มีความสูงฝ้าเพดานถึง 4.2 ม. จะมีชั้นบน 2 ชั้นที่เป็นห้องฝ้าเพดานสูง 4.5 ม. นะคะ ทำให้ลักษณะการอยู่อาศัยมีความไม่ธรรมดาเหมือนห้องพักอาศัยความสูงทั่วไป เพราะสามารถมีพื้นที่ใช้สอยภายในห้องที่มากกว่าจึงสามารถจัดฟังก์ชันได้มากขึ้น หรือได้ขนาดของฟังก์ชันที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงความโปร่งโล่งของห้องที่จะมีความโปร่งโล่งมากกว่า เป็นไปตามปริมาตรของห้องที่มีมากกว่านั่นเองค่ะ

รูปแบบการขายของโครงการนี้จะเป็น Fully Fitted โดยมีเฟอร์นิเจอร์แบบ Built-in ให้ทั้งหมด ยกเว้นเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว ชุดครัว พร้อมสุขภัณฑ์จาก TOTO รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ชั้นบน (บันได พื้นชั้นบน การกั้นพื้นที่เป็นห้อง Walk-in Closet พร้อมชุด Built-in ภายใน)

นอกจากนี้ก็มีการให้ฟังก์ชัน Home Automation เข้ามาเพิ่มความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยมากขึ้นโดยสามารถควบคุมเครื่องปรับอากาศ, Digital Door Lock, แสงสว่าง และรางผ้าม่าน ผ่าน Application ใน Smart phone ได้อีกด้วยค่ะ

แบบห้องพักอาศัยมีทั้งหมดหลักๆ 3 แบบ ด้วยกันคือ

  • 1 Bedroom 22.7-30.9 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus 35-35.4 ตร.ม.
  • 2 Bedroom 54.3-61.8 ตร.ม.

โดยวันนี้เราจะพาไปชมห้อง 1 Bedroom ขนาด 26 ตร.ม. และห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 35 ตร.ม.กันนะคะ

ขอแนบลิ้งค์เพิ่มเติมสำหรับใครที่ยังสงสัยห้อง Loft กับ Duplex ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรนะคะ (คลิกที่นี่)

สำหรับห้องตัวอย่างห้องแรกที่เราจะพาไปดู คือห้อง 1 Bedroom  ขนาด 26 ตารางเมตร ฉันเป็นห้องที่มีจำนวนยูนิตมากที่สุดในโครงการ ลักษณะตัวห้องด้วยความที่เป็นห้องแบบ Loft ความรู้สึกจะแตกต่างกับห้องทั่วไปขนาด 26 ตารางเมตร มากทีเดียวนะคะ เพราะสามารถจัดฟังก์ชั่นได้เป็นสัดส่วนมากกว่า เริ่มต้นจากทางเข้าห้อง เข้ามาจะเป็นส่วนของห้องครัวก่อน ตัวห้องครัวนี้เป็นแบบครัวปิด มีประตูบานเลื่อน 3 ตอนกั้นไว้ให้เป็นสัดส่วน สำหรับใครที่ชอบทำอาหารหนักก็จะตอบโจทย์การใช้งานได้ดี ติดกับห้องครัวนั้นเป็นส่วนห้องน้ำ แยกโซน Service ไว้ชัดเจนเป็นสัดส่วนดี  แต่ในขณะเดียวกันหากมองในแง่ของการใช้สอยแล้วอาจจะไม่สะดวกมากนักเพราะอยู่แยกออกมาจากส่วน Common area และห้องนอนนะคะ

ถัดมาที่ส่วน Common area นี้เป็นพื้นที่เปิดโล่ง ได้ฝ้าเพดานสูงถึง 4.2 เมตร บริเวณนี้สามารถวางฟังก์ชันได้ทั้งหมด 3 ฟังก์ชั่นด้วยกัน ประกอบไปด้วย พื้นที่รับประทานอาหาร พื้นที่นั่งเล่น และพื้นที่ทำงานขนาดกะทัดรัด ติดกับส่วน Common area  เป็นส่วนระเบียงซักล้างค่ะ

ขึ้นมาที่ชั้นบน จัดให้เป็นพื้นที่ของห้องนอนทั้งหมด สามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุตได้กำลังดี ที่พิเศษกว่าห้อง Loft ทั่วไป คือมีการจัดฟังก์ชั่นของ walk in closet ให้ ตอบโจทย์การใช้งานภายในห้องนอนอย่างครบครัน

เริ่มจากส่วนทางเข้าห้องบริเวณพื้นที่ครัว มีขนาดประมาณ 2.25 x 2.5  เมตร  ฝ้าเพดานส่วนนี้สูงอยู่ที่ประมาณ 2.2 ม. จัดว่าเป็นความสูงฝ้าที่ไม่เตี้ยเกินไป ไม่ได้ให้ความรู้สึกอึดอัด ตัวพื้นของพื้นที่นี้ปูด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้เพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด และมีความคงทนในการใช้งานครัวมากกว่าพื้นลามิเนต ฝั่งซ้ายจัดให้เป็นส่วนพื้นที่เก็บของ เก็บรองเท้า และตู้เย็น ส่วนฝั่งขวาเป็นส่วนเคาน์เตอร์ครัว ถัดไปเป็นห้องน้ำค่ะ

สำหรับเคาน์เตอร์ครัวของที่นี่จะได้เหมือนกับห้องตัวอย่างเป็นมาตรฐาน ยกเว้นการกรุกระจกสีชาด้านหลังที่จะไม่ได้นะคะ จะได้เป็นผนังฉาบเรียบมาตรฐาน แต่หากใครที่ชอบทำครัวเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้วจะแนะนำให้กรุกระเบื้องหรือกระจกเพิ่มเติมบริเวณผนังนะคะ เพราะคราบน้ำมันจะได้ไม่ติดกับผนังและทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วย

ตัว Top Counter  ใช้เป็นหินเทียม ด้านล่างบานเปิดเป็น Soft Close ทั้งหมด มีช่องวางใส่ของให้ระดับนึง  ตรงกลางเว้นช่องว่างไว้ให้ลูกบ้านวางเครื่องซักผ้าขนาด 7.5 กิโลกรัม ได้กำลังดี

ส่วนด้านบนนั้นให้ เตาเซรามิคแบบ 2 หัว จาก HAFELE พร้อมเตาดูดควันด้านบนเป็นมาตรฐาน

ถัดมาเป็น Sink ล้างจานหลุมเดี่ยวฝั่งเข้าเคาน์เตอร์ครัวเรียบร้อย

ด้านบน Built in ให้บานเปิดแบบเดียวกับเคาน์เตอร์ครัวด้านล่างโดยปิดผิวเป็นแบบ Gloosy พร้อม Soft Close ทั้งหมด ที่ชอบคือมีพื้นที่ว่างสำหรับวางไมโครเวฟได้ และออกแบบให้มีที่พักจานด้านบนของซิงค์ล้างจาน

ฝั่งตรงข้ามจะได้ชุด Built-in ทั้งหมดเหมือนกับห้องตัวอย่างเลยค่ะ สเปคของชุดตู้เหมือนกับสเปคบานเปิดของเคาน์เตอร์ครัว มาในตีมเดียวกันดูสวยงาม

เริ่มแรกเป็นชุดตู้ไว้สำหรับวางของและเก็บรองเท้า ติดกันมีที่นั่งให้สามารถใส่รองเท้าได้สะดวกพร้อมลิ้นชักสำหรับเก็บของได้และชั้นวางของด้านบนที่สามารถเก็บของได้อีกเช่นเดียวกันหรือใครจะวางของตกแต่งก็ได้เช่นเดียวกัน

ถัดมาเป็นช่องว่างสำหรับวางตู้เย็นขนาดกลางได้กำลังดีเลยค่ะ

ถัดมานั้นเป็นประตูทางเข้าห้องน้ำ โดยมีการกั้นธรณียกขึ้นเล็กน้อยสามารถกันน้ำไหลย้อนได้ดีระดับหนึ่ง

ภายในห้องน้ำแบ่งเป็นโซนเปียกและโซนแห้งชัดเจน เริ่มจากโซนแห้งก่อนบริเวณผนังจะได้เป็นกระจกเงาขนาดใหญ่ติดผนังเลยนะคะ จะไม่เหมือนห้องตัวอย่างตรงที่ไม่มีการซ่อนไฟด้านหลังให้ ส่วนพื้นที่เคาน์เตอร์ทำเป็น Low Wall ให้เรียบร้อย สามารถวางของใช้ต่างๆได้ดีมาก อีกทั้งยังมีความสวยงามอีกด้วยนะคะ

พื้นห้องน้ำเป็นพื้นเซรามิคสีเทาเล่นลวดลายเล็กน้อย

สำหรับสุขภัณฑ์ห้องน้ำทั้งอ่างล้างมือและโถสุขภัณฑ์ใช้ยี่ห้อ TOTO ทั้งหมด

ถัดมาเป็นพื้นที่อาบน้ำการด้วยฉากกั้นกระจก ซึ่งจะได้แบบนี้เป็นมาตรฐานเลยค่ะ สามารถกันน้ำกระเด็นออกมายังโซนแห้งได้ดีมากและเป็นสัดส่วน

ภายในพื้นที่อาบน้ำกันด้วยธรณีที่ยกสูงเล็กน้อยเพื่อกันน้ำไหลย้อนออกมายังโซนแห้ง ขนาดพื้นที่อาบน้ำอยู่ที่ประมาณ x x x ม. เป็นขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปในการใช้งานจริง

ภายในพื้นที่อาบน้ำมีติดตั้งพัดลมดูดอากาศให้ นอกจากจะช่วยระบายอากาศแล้วยังสามารถระบายความชื้นได้ดี ในส่วนของฝักบัวให้มาทั้ง 2 แบบ ฝักบัวสายอ่อนและ Rain shower

พื้นที่ด้านข้างทำช่องไว้สำหรับวางครีมแชมพูต่างๆได้ดี

ถัดมาเป็นประตูบานเลื่อนกระจกแบบ 3 ตอนสามารถเปิดพื้นที่ได้กว้างขวาง

ในส่วนของ Common area เป็นพื้นที่เปิดโล่งเชื่อมต่อกัน บริเวณนี้นอกจากมีพื้นที่ขนาดใหญ่มากที่สุดของทั้งห้องพักอาศัยแล้ว ยังมีความโปร่งโล่งมากกว่าพื้นที่อื่นๆในห้อง เพราะได้ฝ้าเพดานสูงถึง 4.2 เมตร ด้านหน้าให้หน้าต่างกระจกจากพื้นถึงฝ้าเพดาน ส่งเสริมให้แสงสว่างธรรมชาติเข้ามาภายในได้ดี  ส่วนประตูหลังขวาที่เห็นนั้นเป็นประตูบานเลื่อนออกไปยังระเบียงซักล้าง

สำหรับรูปนี้คือห้อง Type เดียวกัน แต่เป็นห้องที่อยู่ฝั่งทิศตะวันตกซึ่งเป็นห้องที่จะต้องรับแสงแดดมากกว่าในทิศอื่นๆ ทางโครงการออกแบบให้เพิ่ม Corner เป็นลักษณะกระจกเข้ามุมเบี่ยงทิศทางตะวันตกเพื่อหลบแดดได้ระดับหนึ่งและยังได้วิวในฝั่งทิศเหนือมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ ส่วนรายละเอียดอื่นๆในห้องก็จะเหมือนกับห้อง 1 Bedroom ขนาด 26 ตารางเมตรของทิศอื่นๆเลย

สำหรับความยาวของส่วน Common area  มีความยาวประมาณ 4 ม. จัดสรรให้วางโต๊ะรับประทานอาหารขนาด 2 ที่นั่งได้ ชุดโซฟาสำหรับ 2 ที่นั่ง และด้านข้างติดมุมกระจกเป็นโต๊ะทำงานได้ 1 ที่นั่งกำลังดี ซึ่งในส่วนนี้ลูกค้าสามารถจัดวางฟังก์ชันภายในเองได้ตามไลฟ์สไตล์ของตนเอง เช่น เป็นคนชอบนอนดูทีวีไม่ซีเรียสว่าต้องมีโต๊ะทำงาน ก็สามารถเลือกวางชุดโซฟาขนาด 3 ที่นั่งได้ แผนการวางเป็นโต๊ะทำงานเหมือนในห้องตัวอย่างค่ะ

บริเวณสวนเข้ามุมนี้สามารถจัดเป็นฟังก์ชันได้ 1 ฟังก์ชันด้วยการอย่างที่เห็นคือเป็นพื้นที่ะทำงาน แต่ใครที่ชอบนั่งอ่านหนังสือชิวๆ ในห้อง ก็สามารถทำเป็นมุมชุดโซฟาขนาดเล็กไว้สำหรับนอนเล่นอ่านหนังสือได้

สำหรับระเบียงซักล้างนี้มีขนาดกะทัดรัดพอสมควรทีเดียวนะคะ มีขนาดอยู่ที่ประมาณ  1.4 x 0.6 ม.  สามารถใช้ตากผ้าได้เล็กน้อยไม่มากนัก ราวกันตกเป็นราวเหล็กพ่นสีมาตรฐาน

ด้านบนแขวนคอมเพรสเซอร์แอร์ต่อออกด้านนอกให้เรียบร้อย ข้อดีของห้องฝ้าเพดานสูงนี้คือบริเวณระเบียงไม่ร้อนเพราะคอมเพรสเซอร์แอร์อยู่ค่อนข้างสูงมากทีเดียว เลยระดับความสูงคนไปอีกเท่าตัว

กลับมาที่ส่วน Common area อีกรอบ ฝั่งตรงข้ามกับชุดโซฟาจะได้เป็นชั้นวางทีวีตามที่เห็นในห้องตัวอย่างเลยค่ะ ด้านข้างของบันไดที่ได้มีการทำเป็นช่องไว้สำหรับวางของเล็กๆน้อยๆได้ จัดว่าออกแบบมาได้ตอบโจทย์ อยู่อาศัยในคอนโดอย่างเต็มที่ ด้วยความที่การใช้ชีวิตในคอนโดนั้นมีพื้นที่ไม่มากนักการจัดสรรพื้นที่ต่างๆให้สามารถวางของ เก็บของหรือเกิดเป็นฟังก์ชันได้ ก็จะทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้พื้นที่ในห้องพักอาศัยของตนเองได้คุ้มค่ามากที่สุด

ถัดมาเดี๋ยวเราจะขึ้นไปชั้นบนกัน สำหรับโครงการนี้จะได้ชุดเฟอร์นิเจอร์เป็นบันได พื้น พร้อมตกแต่งชุดตู้ Built-in ชั้นบนให้ครบเหมือนในห้องตัวอย่าง แต่จะไม่ได้ถูกเคลมเป็นพื้นที่ในโฉนดเหมือนห้อง Duplex แต่ถูกเคลมเป็นเพียงชุดเฟอร์นิเจอร์ทั้งเซตแทน ซึ่งในความเป็นจริงนั้นการอยู่อาศัยของเราสามารถนับได้ว่ามีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มมากขึ้นจาก  26 ตารางเมตรได้ค่ะ

ตัวบันไดนี้ออกแบบมาได้น่าสนใจระดับหนึ่ง คือ มีลักษณะการใช้พื้นที่ใต้ท้องบันไดเช่นเดียวกับบ้านที่เรามักจะเห็นกันว่ามีห้องเก็บของใต้ท้องบันได ซึ่งที่นี่ก็เช่นกันค่ะ ในส่วนของบันไดมีขนาดความกว้างไม่มากนักอยู่ที่ประมาณ 0.7 เมตร การเดินจริงๆไม่ค่อยถนัดมากนัก ด้วยความที่มีความกว้างไม่มาก รวมถึงไม่มีราวจับให้ ลูกบ้านอาจจะต้องทำราวเพิ่มเติมในส่วนนี้จะสะดวกขึ้นเยอะมากเลยค่ะ

พื้นที่ใต้ท้องบันไดถูกจัดทำให้เป็นตู้ Built-in สามารถวางของได้พอสมควรเลยทีเดียว อย่างห้องตัวอย่างก็มีการวางเป็นกระเป๋าเดินทางให้ดู ส่วนด้านบนทำเป็นชั้นวางของได้

ขึ้นมาที่ชั้นบนก็จะเจอกับพื้นที่เตียงนอน ซึ่งบริเวณนี้มีขนาดประมาณ 3.45 x 2.35 ม. สามารถวางเตียงขนาด 5 ฟุตได้กำลังดี การวางเตียงจะมีด้านหนึ่งที่ติดกับผนังและอีกด้านมีพื้นที่ทางเดินได้สะดวก สามารถวางโต๊ะข้างเตียงได้

สำหรับปลายเตียงนั้นจะเป็นราวเหล็กให้กระจกใสตรงกลาง เป็นราวกันตกลงไปด้านล่าง บริเวณนี้เมื่อออกไปจะรู้สึกโปร่งโล่งเพราะกลับพื้นที่ส่วน Common area ที่ฝ้าเพดานสูงและยังสามารถมองวิวภายนอกได้เนื่องจากกระจกที่ได้เป็นกระจกที่สูงเกือบถึงฝ้า

การข้างเตียงจัดให้เป็น walk in closet  โดยกั้นด้วยประตูบานเลื่อนกระจกแบบ 3 ตอน เป็นสัดส่วนชัดเจน ทำให้พื้นที่ชั้นบนนี้เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ของห้องนอนได้อย่างสมบูรณ์จริงๆ เพราะตอบโจทย์การใช้งา