ช่วงนี้เชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ Covid-19 ระบาดอย่างรวดเร็ว ในหลายๆประเทศเองก็ติดกันไปเยอะจนต้องปิดประเทศกันให้เห็นมากมาย ซึ่งประเทศไทยของเราเองก็อยู่ในช่วงที่กำลังแย่อยู่เช่นกัน และคงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าพวกเราควรจะเก็บตัวอยู่ที่บ้าน ไม่ควรออกไปเจอกับความเสี่ยงภายนอก ซึ่งหากมองในอีกแง่ก็เป็นโอกาสดีๆที่จะได้มีเวลาหันมาดูแลสถานที่ที่เราอยู่อาศัยกันทุกวันอย่างบ้านหรือคอนโด แถมยังได้ใช้เวลาร่วมกันกับคนในครอบครัวด้วยนะ… เอาล่ะ เข้าเรื่องเลยแล้วกัน วันนี้ผมจะชวนทุกท่านที่เก็บตัวอยู่ที่บ้านมาหาอะไรทำเพื่อตัวท่านเองกันครับ กับการดูแลวัสดุและอุปกรณ์ภายในบ้านง่ายๆด้วยตัวท่านเองอย่างถูกวิธี เราไปดูกันเลย

พื้น ผนัง ฝ้าเพดาน

          พูดถึงวัสดุภายใน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน, คอนโด หรือที่พักอาศัยรูปแบบไหนก็ตาม จะมีสิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้เลย เพราะเป็นวัสดุที่เรียกได้ว่าถูกใช้งาน ”บ่อยที่สุด” และมักจะมีมาให้ในบ้านหรือห้องเปล่าๆก่อนเสมอ นั่นก็คือ “วัสดุปิดผิวพื้น” ทุกๆครั้งที่เราอยู่ภายในอาคารไม่ว่าจะตรงไหนก็ตาม เราจะต้องยืนอยู่บนวัสดุประเภทนี้ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมผมถึงพูดว่าเป็นวัสดุที่ถูกใช้งาน “บ่อยที่สุด” มาดูวิธีดูแลรักษาพื้นของคุณกันครับ

พื้นไม้ลามิเนต

เป็นวัสดุลายไม้ยอดนิยมที่มักจะเห็นกันได้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันทั้งโครงการบ้านและคอนโด เพราะมีลักษณะคล้ายไม้จริง มีลวดลายและสีสันให้เลือกเยอะ ติดตั้งง่าย สะดวก รวดเร็ว และที่สำคัญที่สุดคือมีราคาถูกกว่าไม้จริงหลายเท่าเลย ข้อดีของพื้นแบบนี้คือ ราคาไม่แพง มีสีสันและลวดลายให้เลือกเยอะ ติดตั้งง่าย ปูเสร็จไว ไม่ต้องปรับพื้นเดิมก่อนปู ส่วนข้อเสียคือโดนความชื้นมากไม่ได้ จะพองบวม ไม่ทนแรงกระแทก ถ้าวัสดุปูรองพื้นไม่หนาพอ เวลาเดินแล้วจะมีเสียงดัง แถมยังเป็นรอยง่ายด้วย ดังนั้นจึงต้องดูแลพิเศษกันหน่อย

วิธีการดูแลรักษา : จำไว้เลยว่าสิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดของพื้นลามิเนตนั้นก็คือ ความชื้น เพราะจะทำให้ไม้บวมได้ วิธีดูแลคือให้กวาดปกติ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดๆและเช็ด เพราะน้ำแทบจะไม่ทำลายสารเคลือบผิวของพื้นลามิเนต และไม่ควรใช้แปรงขัด เพราะจะเป็นรอยง่ายครับ ถ้ามีคราบมากหน่อยให้ใช้น้ำส้มสายชูหรือแอลกอฮอล์เป็นตัวช่วย ให้ใช้น้ำส้มสายชูประมาณ 1/4 ถ้วยตวง (60 มล.) ต่อความจุ 940-1000 มล. ผมแนะนำให้ผสมใส่ขวดที่มีหัวฉีดสเปรย์ จากนั้นค่อยๆฉีดและเช็ดไปทีละจุด เพราะถ้าทิ้งไว้นานน้ำส้มสายชูจะกัดผิวหน้าของลามิเนตได้ (ไม่ควรฉีดให้ทั่วทั้งห้องแล้วเช็ด) แถมยังเกิดความชื้นที่ตัวพื้นอีกด้วย ลองมาดูวิธีกำจัดคราบต่างๆกันดูครับ

  • คราบหมึก, เลือด – ให้ใช้น้ำยาเช็ดกระจกพ่นลงบนคราบเลือดจากนั้นเช็ดออกทันที
  • คราบรอยเท้า – ให้ใช้ยางลบ ถูที่รอยเท้าเบาๆ ถูวนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรอยหายไป
  • คราบไขมัน – ให้ใช้น้ำแข็งหุ้มด้วยผ้าวางไว้บนรอยจนคราบไขมันแข็งตัว จากนั้นให้เซาะคราบออกด้วยมีดพลาสติก แนะนำว่าอย่าใช้มีดโลหะเพราะจะทำให้พื้นเป็นรอยได้
  • คราบหมากฝรั่ง – จริงๆอะไรก็ตามที่เหนียวติดกับพื้นแล้วต้องเซาะออก ให้ใช้มีดพลาสติก หรือไม้บรรทัดพลาสติก ค่อยๆเซาะ จากนั้นใช้น้ำยากเช็ดกระจกพ่นแล้วเช็ดคราบที่เหลืออีกที

Engineering Wood

Engineering Wood  เรียกได้ว่าเป็นวัสดุลูกครึ่งไม้จริง มีความใกล้เคียงไม้จริงมากที่สุด โครงสร้างจะคล้ายๆกับพื้นไม้ลามิเนต แต่จะมีความสมจริงมากขึ้น เพราะใช้ไม้จริงๆหนาประมาณ 3.5 – 4 มม. มาใช้เป็นวัสดุปิดผิวหน้า ชั้นถัดไปจะเป็นแกนกลางและแผ่นรองปูพื้น จึงได้ผิวสัมผัสของไม้จริง มีความแข็งแรงคงทน นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนและกรรมวิธีการผลิตพิเศษต่างๆ เช่น กระบวนการอบไม้ และพ่นกันปลวกและมอด กระบวนการเคลือบผิวหน้าด้วยยูวี มักจะพบมากในโครงการบ้านและคอนโดที่มีราคาค่อนข้างสูง ข้อดีคือแข็งแรงทนทาน มีผิวสัมผัสเหมือนไม้จริง ชำรุดเสียหายเปลี่ยนเฉพาะแผ่นที่มีปัญหาได้ ส่วนข้อเสียคือราคาสูง แช่น้ำนานๆไม่ได้ ไม่ได้มีอายุการใช้งานเท่าไม้จริง

วิธีการดูแลรักษา : ทำความสะอาดประจำด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ ไม่ควรทำความสะอาดด้วยน้ำยาซักผ้า หรือผงซักฟอก เพราะน้ำยาสำหรับทำความสะอาดเหล่านี้ล้วนมีสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรด สามารถทำให้พื้นไม้เสียหาย เป็นรอยด่างหรือลอกได้ ควรเลือกใช้น้ำยาที่ใช้สำหรับพื้นไม้และหลีกเลี่ยงอุปกรณ์ทำความสะอาดที่มีหัวแหลม นอกจากนั้นยังมีวิธีป้องกันมาแนะนำด้วยครับ เช่น การหุ้มขาเฟอร์นิเจอร์ที่มีการเคลื่อนย้ายบ่อยด้วยลูกยาง หรือในบ้านที่มีการเลี้ยงสัตว์ก็อาจจะปูพรมช่วยป้องกันพื้นได้ ส่วนที่ง่ายที่สุดคือการถอดรองเท้าเดินในบ้าน เพราะรองเท้าบางชนิดอาจจะทำให้พื้นเป็นรอยได้ เช่น รองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าผ้าใบที่อาจมีเศษหิน เศษแก้ว ติดอยู่ใต้พื้นรองเท้าได้

กระเบื้องไวนิล

กระเบื้องไวนิล ในปัจจุบันเป็นวัสดุสังเคราะห์แทนไม้จริงที่ถูกพัฒนามาจากกระเบื้องยางลายไม้ที่เราเห็นกันบ่อยๆในสมัยก่อน มีความแตกต่างคือจะมีความหนามากกว่า เริ่มต้นที่ประมาณ 5 มม. (กระเบื้องยางจะอยู่ที่ประมาณ 3 มม.) ใช้การติดตั้งเป็นระบบเข้าลิ้น ไม่ใช้กาวเหมือนกระเบื้องยางในสมัยก่อน ติดตั้งง่าย สามารถย้ายการติดตั้งได้ โดยที่พื้นเดิมไม่เสียหาย และไม่มีปัญหากับน้ำและความชื้นเลยครับ ปัจจุบันได้รับความนิยมในการนำมาปูพื้นบ้านมากขึ้น คุณสมบัติเด่นๆเลยคือ ติดตั้งเองได้ง่าย รวดเร็ว ป้องกันปลวก กันน้ำ น้ำหนักเบา รอยต่อสนิท กันปลวก เมื่อเสียแล้วสามารถซ่อมได้เป็นจุดๆ มักจะพบได้มากในโครงการบ้านและคอนโดที่ค่อนข้างหลายระดับราคา ตั้งแต่ต่ำจนถึงสูง ส่วนข้อเสียคือ ขัดไม่ได้ อายุการใช้งานไม่นานนัก

วิธีการดูแลรักษา : สามารถใช้น้ำยาถูพื้นได้ตามปกติเลยครับ แต่แนะนำให้ใช้น้ำยาที่มีความเป็นกรดต่ำหน่อยนะ จะได้สีไม่จางเร็วครับ

กระเบื้องแกรนิตโต้

เป็นวัสดุพื้นที่มักจะเห็นกันในชั้นหนึ่งของบ้านแนวราบหรือบริเวณห้องน้ำและห้องครัว มีคุณสมบัติดูดซึมน้ำต่ำ รับน้ำหนักได้เยอะ และทนทานต่อการขีดข่วน มีผิวสำผัสให้เลือกทั้งแบบมัมวาว แบบนี้เป็นที่นิยมใช้ภายในบ้าน และแบบผิวหยาบหน่อยใช้ในพื้นที่ ที่ต้องการกันลื่น หรือใช้งานภายนอกอาคาร ผิวหน้าของกระเบื้องจะเป็นเนื้อเดียวกันทั้งแผ่น ข้อดีคือแข็งแรง ทนรอยขีดข่วนได้ดี อัตราการดูดซึมน้ำต่ำ รอยต่อระหว่างแผ่นจะน้อย ปูได้ทั้งภายในและภายนอก อายุการใช้งานยาวนาน ส่วนข้อเสียคือเปียกน้ำแล้วมักจะลื่น ค่าติดตั้งจะสูงกว่ากระเบื้องเซรามิค ตัวกระเบื้องเก็บความเย็น ถ้าอากาศหนาวจะได้ผิวสัมผัสที่เย็นหน่อยนะครับ

วิธีการดูแลรักษา : กวาดพื้นหรือดูดฝุ่นให้สะอาด และเช็ดถูทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดผสมกับน้ำยาถูพื้นทั่วไป ไม่สามารถใช้พวกน้ำยาล้างห้องน้ำได้นะ (ลองดูจากค่า pH) เพราะเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดและด่างที่มีค่าความเข้มข้นสูงเกินไป และสุดท้ายควรหลีกเลี่ยงการลากจูงหรือเข็นสิ่งของที่ไม่มีล้อไปบนพื้นนะครับ

ผนัง

มาถึงส่วนสำคัญของตัวบ้านอีกอย่าง ที่เรียกว่าขาดไม่ได้เลยกับ “ผนัง” จัดเป็นโครงสร้างทางแนวตั้ง โดยส่วนใหญ่แล้วผนังที่เราเห็นในคอนโดหรือบ้านพักอาศัยทั่วไปก็จะเป็นผนังทาสีฉาบเรียบ ไม่อย่างนั้นก็วอลเปเปอร์ ซึ่งวันนี้เราจะมาดูวิธีทำความสะอาดผนังเหล่านี้กันครับ

ผนังฉาบเรียบทาสี

ผนังฉาบเรียบทาสีก็เป็นแบบที่เราเห็นกันประจำสำหรับแนวราบและคอนโดอยู่แล้ว ซึ่งด้วยความที่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสีขาว จึงทำให้ค่อนข้างจะเลอะง่าย การทำความสะอาดผนังทาสีนั้นต้องระวังไม่ให้ขูดสีออก ยิ่งถ้าเรารู้ประเภทของสีที่อยู่บนผนังของเราก็จะทำให้เราทำความสะอาดผนังด้วยวิธีการที่เหมาะสมและถูกต้อง เช่น สีเคลือบเงามักจะล้างออกง่าย แต่สีทาปูนขาวจะหลุดลอกง่าย ฉะนั้นเวลาทำความสะอาดจึงต้องระวังเป็นพิเศษ

เริ่มต้นด้วยการปัดฝุ่นออกจากผนัง จากนั้นเช็ดรอยเปื้อนหรือคราบสกปรกออกแบบปกติก่อน แนะนำให้ใช้น้ำยาที่ทำจากผงฟูผสมกับน้ำ ฉีดน้ำผสมผงฟูนี้ใส่ผ้าสำหรับเช็ดทำความสะอาดและถูบริเวณที่มีคราบจนกระทั่งคราบนั้นหลุดออก จะสามารถขจัดรอยเปื้อนต่างๆ เช่น คราบดินสอสี ดินสอ ปากกาเคมี รอยต่างๆ ที่เกิดจากการเอาของถูกับกำแพง หมึก และคราบแบบเดียวกันนี้อื่นๆ

หรืออีกทางคือนำผ้าชุบน้ำมันสนหรือยาสีฟันสักเล็กน้อย จากนั้นก็นำไปเช็ดและทิ้งไว้สักพักจากนั้นเช็ดออกกด้วยผ้านุ่มที่เปียกหมาดๆ นอกจากนั้นยังสามารถใช้น้ำสบู่อุ่นๆ ทำความสะอาดได้ หรือเติมน้ำส้มสายชูลงในถังน้ำอุ่นนั้นจะยิ่งช่วยทำความสะอาดได้มากยิ่งขึ้น น้ำส้มสายชูจะไม่ทิ้งสารตกค้าง ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องล้างออกครับ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม เพราะอาจทำลายพื้นผิวสีและทิ้งรอยด่างดวงไว้บนผนังได้

ผนังติดวอลเปเปอร์

ก่อนอื่นเลยต้องทราบก่อนว่าวอลเปเปอร์ที่เราติดกับผนังของเรา เป็นวอลเปเปอร์ที่ทำมาจากวัสดุอะไร เพราะมีทั้งแบบที่ล้างน้ำได้และไม่ได้ ถ้าเรารู้ว่าวอลเปเปอร์ของเราเป็นแบบไหน ก็จะช่วยในการทำความสะอาดได้ถูกวิธีและไม่เป็นการทำลายผนังของเรา

  • วอลเปเปอร์ชนิดล้างน้ำได้ – เป็นวอลเปเปอร์ประเภทที่เป็นไวนิล จึงทำให้ทนทานต่อน้ำได้ เบื้องต้นก็ปัดฝุ่นกันก่อนแบบทั่วไป จากนั้นนำผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดธรรมดาได้ครับ หรือถ้ามีคราบสกปรกก็อาจจะผสมน้ำอุ่นกับสบู่หรือน้ำส้มสายชูแล้วเช็ด จากนั้นก็ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำธรรมดาเช็ดออกอีกที
  • วอลเปเปอร์ชนิดไม่สามารถล้างน้ำได้ – เป็นวอลเปเปอร์แบบนี้จะใช้การทำความสะอาดแบบมีความชื้นมากไม่ได้ ขั้นแรกเบื้องต้นคือการกำจัดปัดฝุ่น ใช้แปลงขนนุ่มหรือไม้กวาดปัดให้สะอาด ถ้าหากมีคราบไขมันแนะนำให้ใช้แป้งข้าวโพดผสมกับน้ำเล็กน้อย แล้วนำไปทาบริเวณที่มีคราบและปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง จากนั้นเช็ดออกด้วยผ้านุ่มๆคราบไขมันก็จะถูกขจัดออกไป หรือถ้าเป็นคราบสกปรกอย่างเช่น ลอยดำหรือดินสอจะลองใช้เป็นยางลบหรือเจลทำความสะอาดถูเบาๆที่คราบ

ฝ้าเพดาน

เป็นอีกส่วนที่ควรทำความสะอาดบ่อยๆ เพราะมีฝุ่นสะสมอยู่เรื่อยๆ แถมยังจะร่วงลงมาที่เฟอร์นิเจอร์และพื้นภายในห้องของเราอีกด้วย ดังนั้นจึงควรเลือกทำความสะอาดฝ้าเป็นอันดับแรก และควรจะต้องหาผ้ามาคลุมเฟอร์นิเจอร์ไว้ด้วย เบื้องต้นก็ใช้ไม้ปัดฝุ่น ข้อควรระวังอีกข้อคือระยะ เราควรจะใช้บันไดหรือเก้าอี้ต่อขึ้นไปเพื่อให้ทำความสะอาดได้สะดวก เพราะถ้าใช้ไม้ยาวอาจจะควบคุมแรงยากและทำให้ฝ้าเสียหายได้ เมื่อปัดฝุ่นเสร็จแล้ว เราก็มาผสมน้ำยาทำความสะอาดกัน อาจจะใช้พวกน้ำส้มสายชูหรือน้ำยาล้างจานในปริมาณ 2 ช้อนชา ผสมเข้ากับน้ำ 1 ถ้วยตวง จากนั้นก็เทลงไปในขวดสเปรย์แล้วเขย่าเบา ๆ เสร็จแล้วจึงนำไปฉีดใส่เพดานให้หมาด ๆ (แนะนำให้ทำไปทีละโซนนะครับ) จากนั้นก็นำลูกกลิ้งทาสีหรือไม้ม็อบที่สะอาดไปชุบน้ำเปล่า แล้วนำไปกลิ้งเกลี่ยบนเพดานในแนวเดียวกัน เพื่อล้างน้ำยาที่ฉีดไว้ออก แต่ถ้าเป็นฝ้าเพดานที่มีลวดลาย ให้นำผ้าไปซับออกแทน ถ้าสะอาดแล้วก็ให้เอาผ้าแห้งซับน้ำออกให้หมดได้เลยครับ

ห้องน้ำ

ห้องน้ำเป็นหนึ่งในห้องที่มีการใช้งานบ่อยที่สุด เพราะมีการใช้งานตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงก่อนนอนเลย มีหน้าที่สำหรับชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกายของเรา ซึ่งบ่อยครั้งที่สิ่งสกปรกเหล่านั้นยังคงตกค้างอยู่บนวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆในห้องน้ำ รวมไปถึงเป็นห้องที่มีความชื้นสูงซึ่งหากไม่ดูแลบ่อยๆ ก็จะยิ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียนะครับ ดังนั้นเราควรจะทำความสะอาดห้องน้ำกันบ่อยๆ ที่สำคัญคือทำให้ถูกวิธีด้วยนะครับ

อ่างล้างหน้า

อ่างล้างหน้ามักจะเป็นส่วนที่ตั้งอยู่หน้าสุดของห้องน้ำ เป็นหน้าเป็นตาของห้องเหมือนกันนะ ซึ่งหากใช้ไปสักระยะหนึ่งก็จะเกิดคราบสกปรกได้ง่าย ทั้งคราบยาสีฟัน คราบสกปรกที่ตกค้างตามซอกต่างๆ ดังนั้นหากเกิดคราบสกปรกบริเวรอ่างก็จะทำให้ไม่น่าใช้ ดังนั้นเราควรหมั่นทำความสะอาดอ่างล้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ โดยจะมีวิธีการดูแลรักษาต่างๆดังนี้

  • เริ่มด้วยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำส้มสายชูเล็กน้อย (ไม่ควรใช้วัสดุเนื้อแข็ง เช่น แปรง ขัดทำความสะอาดอ่างด้วย แต่ควรจะใช้ผ้าหรือฟองน้ำ) ถูให้ทั่วบริเวณพื้นผิวของอ่าง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นผสมสบู่ เบื้องต้นประมาณนี้ก็จะสามารถชำระคราบยาสีฟันและคราบสิ่งสกปรกคร่าวๆออกได้แล้วนะ จากนั้นค่อยล้างด้วยน้ำสะอาด เพราะน้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรด อาจจะทำลายพื้นผิวของอ่างให้ผุกร่อน หลุดลอกได้
  • แต่ถ้าเป็นคราบหินปูนหรือคราบสนิมเกาะ (ซึ่งจะเกิดจากการที่เราไม่ค่อยขัดและดูแลเป็นระยะเวลานาน) ให้ใช้ผ้าสะอาด และเช็ดพร้อมกับแอมโมเนียผสมกับน้ำมะนาว ถูบริเวณคราบต่างๆไปเรื่อยๆ ไม่นานคราบก็จะหลุดออกหมด
  • สุดท้ายเราสามารถเพิ่มความแวววาวให้กับอ่างได้นะ ให้ใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชู่แบบหนาชุปกับสารฟอกขาว แล้วนำไปแปะไว้ให้ทั่วอ่าง ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วเอาผ้าหรือกระดาษทิชชู่ออก จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่าอีกรอบ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้อ่างขาวสะอาดและเปล่งประกายแวววาวขึ้นแล้วครับ (ใช้เฉพาะกับอ่างสีขาวนะครับ)

โถสุขภัณฑ์

เป็นอุปกรณ์อีกชิ้นในห้องน้ำที่มีหน้าที่ชำระล้างสิ่งสกปรก มีซอกและเหลียมมุมที่ซับซ้อนมากกว่าอ่างล้างหน้า ทำให้มีโอกาสที่จะสะสมสิ่งสกปรกและแบคทีเรียได้ง่าย จึงต้องหมั่นดูแลรักษาอีกเช่นกัน ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าโถสุขภัณฑ์ของเรานั้นเป็นชนิดไหน เบื้องต้นจะแบ่งออกมา 2 แบบ ดังนี้

โถสุขภัณฑ์ชิ้นเดียว (ซ้าย)

แบบนี้จะมีโถสุขภัณฑ์เป็นชิ้นเดียวกันกับถังพักน้ำ สวยงาม ไม่มีรอยต่อ ทำให้สามารถทำความสะอาดได้ง่าย และไม่มีซอกหลืบที่จะสะสมสิ่งสกปรกเยอะนัก แต่มีข้อเสียคือ หากชำรุดจะต้องเปลี่ยนทั้งชิ้น มีราคาสูง ซึ่งเรามักจะพบในโครงการบ้านและคอนโดที่มีราคาสูงหน่อย

โถสุขภัณฑ์ 2 ชิ้น (ขวา)

มีส่วนโถสุขภัณฑ์แยกกันกับถังพักน้ำ การติดตั้งมีหลายขั้นตอน ต้องประกอบ หากชำรุดสามารถเปลี่ยนเฉพาะชิ้นได้ มีข้อเสียคือ ทำความสะอาดยากกว่า เพราะมีรอยต่อเยอะ จึงมักมีคราบสกปรกติดอยู่ตามซอกของรอยต่อ เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียได้ง่าย มีให้เห็นในโครงการทุกระดับครับ

ทีนี้เรามาดูวิธีการดูแลรักษากันดีกว่าครับ

  • เบื้องต้นให้ใช้แปรงชุบน้ำยาทำความสะอาดมาขัดจากนั้นแล้วล้างด้วยน้ำสะอาด แบบทั่วๆไปที่คงจะทราบกันอยู่แล้ว
  • ส่วนถ้าจะทำจริงจังหน่อย ก็คือขจัดคราบหินปูนที่ฝังแน่นอยู่ (หากเราทำข้อแรกเป็นประจำจะช่วยลดการสะสมของคราบหินปูนได้ดี ไม่ต้องมาทำจริงจังบ่อยๆ) เริ่มด้วยการใช้น้ำส้มสายชูประมาณ 1-2 แก้ว ราดให้ทั่ว (ให้โดนจุดสะสมคราบ) แล้วทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นมาขัดซ้ำ ทำสัก 2-3 รอบ จะช่วยขจัดคราบสิ่งสกปรกได้ลึกและเห็นผลได้ทันทีเลยครับ
  • หากชักโครกเป็นคราบปัสสาวะฝั่งแน่น ให้กดน้ำชักโครก ออก 2-3 ครั้ง (เพื่อให้น้ำในโถเหลือน้อย) จากนั้นใช้น้ำยาซักผ้าขาวเทลงไปแล้วขัดด้วยแปรง ทิ้งไว้สัก 30 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอีกครั้งคราบปัสสาวะที่เคยฝังแน่นก็จะหายไป

ฉากกั้นอาบน้ำ

เป็นส่วนที่มีปัญหาให้เห็นบ่อย เพราะเกิดคราบได้ง่าย ซึ่งหลายๆคนยังเข้าใจผิดอยู่นะกับเรื่องของการเคลือบกระจกแล้วจะช่วยให้ไม่มีคราบสบู่มาเกาะ แต่จริงๆแล้ว การเคลือบกระจกนั้นจะช่วยให้เราทำความสะอาดคราบสบู่ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ควรต้องทำความสะอาดอยู่ดี

  • เริ่มต้นง่ายที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดคราบน้ำและคราบสบู่บนกระจก โดยการใช้ผ้าแห้งเช็ดน้ำหลังใช้งานเสร็จ ทำความสะอาดในจุดที่เป็นบานกระจก และเฟรมอลูมิเนียม ไม่ควรปล่อยให้มีน้ำขังหรือเกาะที่กระจก เพื่อป้องกันการเกิดคราบน้ำ คราบสบู่ หรือการเกิดเชื้อราที่ขอบยางและซิลิโคนครับ
  • ส่วนการทำความสะอาดเบื้องต้นที่ง่ายที่สุดก็คือใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำสบู่หรือน้ำยาเช็ดกระจก จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ที่สำคัญที่สุดอย่าลืมเช็ดให้แห้งด้วยล่ะ
  • ส่วนถ้าจะทำความสะอาดแบบจริงจังสำหรับคราบฝังแน่น ให้ใช้น้ำยาล้างจานผสมกับน้ำส้มสายชูเช็ดที่ตัวกระจก ขัดไปที่รอยคราบต่างๆ จากนั้นล้างออกด้วยน้ำเปล่าและเช็ดให้แห้งครับ
  • ส่วนตัวกรอบบานที่เป็นอลูมิเนียมให้ใช้ผ้าแห้งสะอาดๆกับน้ำมันสนหรือใช้น้ำยาทำความสะอาดอลูมิเนียมโดยเฉพาะก็ได้ เช็ดไปที่กรอบบานครับ
  • สุดท้ายนี้สิ่งที่ควรระวังเกี่ยวกับการทำความสะอาดฉากกั้นอาบน้ำคือ อุปกรณ์ทำความสะอาดความมีความอ่อนนุ่ม เช่นผ้า สก็อตไบร์ท ฟองน้ำ หลีกเลี่ยงพวกที่สามารถทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้ ส่วนน้ำยาที่เลือกใช้ก็ไม่ควรมีสารเคมีรุนแรง เช่นน้ำยาถูพื้นห้องน้ำ เป็นต้น

ฝักบัว

อุปกรณ์ที่ใช้บ่อยๆและอาจจะเกิดความสกปรกได้ นอกจากส่งผลต่อความสวยงามน่าใช้งานแล้ว ยังเกี่ยวกับการใช้งานด้วย เพราะอาจจะไปอุดตันตามรูที่นำ้ไหลออกมาได้ วันนี้มาดูกันว่าจะทำความสะอาดด้วยวิธีใดได้บ้าง

  • เริ่มต้นง่ายที่สุดก็สูตรเดิมของเราครับ “น้ำส้มสายชู” ซึ่งถ้าเป็นฝักบัวทำมาจากโลหะแบบถอดได้ ให้ถอดหัวฝักบัวออกมาเลย แล้วนำฝักบัวไปต้มในน้ำส้มสายชูประมาณ 15 นาที  ถ้าเป็นฝักบัวที่ทำมาจากพวกทองเหลืองก็ให้ถอดมาแช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที โดยไม่ต้องต้มครับ หรือถ้าเป็นฝักบัวแบบถอดไม่ได้ เราก็ไม่ต้องถอดครับ ให้หาถุงพลาสติกมาครอบแล้วแช่มันในถุงนั่นแหละ หลังจากเราแช่ครบกำหนดเวลาแล้วให้ล้างน้ำเปล่าและใช้แปรงขนนุ่มขัดอีกสักที จากนั้นก็เปิดน้ำทิ้งไว้สักพักสำหรับไล่น้ำส้มสายชูออก คราบต่างๆก็จะหายไปแล้วล่ะครับ
  • อีกวิธีง่ายๆก็คือใช้ของใกล้ตัวในห้องน้ำนั่นแหละครับ “ยาสีฟัน” บีบลงไปที่ตัวฝักบัวจากนั้นใช้แปรงสีฟันที่ไม่ใช้แล้วขัดให้สะอาด จากนั้นลากออกด้วยน้ำเปล่าครับ

ห้องครัว

มาต่อกันที่อีกห้องที่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นห้องสำหรับชำระล้างสิ่งสกปรกมากนัก แต่ก็เป็นส่วนที่เลอะได้ง่ายเช่นกัน ห้องครัวนั่นเอง เพราะการประกอบอาหารมีหลายขั้นตอน ทั้งการเตรียมอาหาร การปรุงอาหารรวมไปถึงการกำจัดเศษอาหารและการล้างจาน ทำให้เลอะเทอะและมีโอกาสเกิดคราบสิ่งสกปรกสะสมได้ง่ายครับ เรามาดูกันดีกว่าว่าจะดูแลรักษาและทำความสะอาดแต่ละส่วนในห้องครัวกันอย่างไรได้บ้าง

วัสดุปิดผิวท็อปเคาน์เตอร์ครัว

เริ่มต้นที่ส่วนปิดผิวท็อปครัวกันก่อน ซึ่งบริเวณนี้จะมีวัสดุที่ค่อนข้างหลากหลาย การดูแลรักษาก็แตกต่างกันไป รวมไปถึงผนัง Backsplash ด้วย เพราะมักจะใช้วัสดุที่ใกล้เคียงกันกับท็อปครัวนี่แหละ ลองมาดูแต่ละชนิดกันเลยครับ

  • ท็อปลามิเนต – เป็นวัสดุที่เป็นพลาสติก ทำความสะอาดง่าย แต่จะไม่ทนความร้อน ไม่ทนความชื้น และไม่ทนต่อรอยขีดข่วนนะครับ ดังนั้นจึงไม่หั่นอาหารหรือทำอาหารบนพื้นผิวโดยตรง เพราะจะเกิดรอยขีดข่วนง่าย และอย่าให้สัมผัสกับภาชนะร้อนจัดๆโดยตรง รวมถึงถ้ามีน้ำนองก็ต้องรีบเช็ด อย่าปล่อยทิ้งไว้

วิธีการดูแลรักษา : ใช้ผ้าชุบน้ำผสมน้ำส้มสายชูหรือเบคกิ้งโซดาพอหมาดเช็ด จากนั้นให้ใช้ผ้าแห้งเช็ดให้แห้ง อย่าให้นำ้อยู่บนผิวลามิเนตนานครับ

  • ท็อปกระเบื้อง – ส่วนมากเราจะเห็นกันในบ้านแนวราบซะเป็นส่วนใหญ่ กับพวกเคาน์เตอร์ครัวที่ก่อมาให้ภายในบ้าน ซึ่งจะแบ่งเป็นกระเบื้องเซรามิคและกระเบื้องแกรนิตโต้ แต่คุณสมบัติหลักๆจะเป็นผิวมัน กันความร้อนและความชื้นได้ดี (แกรนิตโต้จะดีกว่า) วิธีทำความสะอาดก็จะเหมือนกับการดูแลพื้นที่บอกไปเลย เพราะเขาใช้วัสดุแบบเดียวกันนะครับ

วิธีการดูแลรักษา : ปัดฝุ่นให้สะอาด และเช็ดถูทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดผสมกับน้ำยาทำความสะอาดที่มีค่า pH น้อยกว่า 7.0 โดยไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี หรือน้ำยาทำความสะอาดทุกชนิดที่มีฤทธิ์เป็นกรดและด่างที่มีค่าความเข้มข้นสูง เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ, น้ำยาทำความสะอาดคราบไขมันทุกชนิด เป็นต้น

  • ท็อปหินแกรนิต – เป็นวัสดุที่มีลวดลายสวยงาม เฉพาะตัว มีความแข็งแรงสูง มีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำกว่าหินอ่อน ผิวจะลื่นและเย็น ทำให้ทำความสะอาดง่าย แต่มีข้อเสียคือเนื้อหินจะมีรูพรุนอยู่มาก ซึ่งจะทำให้สะสมเชื้อโรคและสิ่งสกปรกได้ง่าย สุดท้ายจะเกิดเชื้อราได้ อีกอย่างคือมีน้ำหนักเยอะ ต้องทำโครงการของเคาน์เตอร์ที่ค่อนข้างแข็งแรง

วิธีการดูแลรักษา : ใช้น้ำผสมน้ำมะนาวและน้ำยาล้างจานผสมกับผงฟูและบอแรกซ์ใส่ขวดสเปรย์ สำหรับฉีดลงบนคราบสกปรก แล้วเช็ด จากนั้นล้างด้วยน้ำและเช็ดให้แห้งครับ

  • ท็อปหินเทียมหรือหินสังเคราะห์ –เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่มีการเลียนแบบหินธรรมชาติ อย่างปราณีตบางชนิดมีการผสมสีและหินแท้ลงไปด้วยเพื่อความสวยงาม ข้อดีคือมีความแข็งแรงคงทนสูง และสามารถส่ังผลิตตามขนาดได้ ทำให้จะได้แผ่นขนาดใหญ่และไม่มีรอยต่อเลย ลดพื้นที่สะสมสิ่งสกปรก ข้อเสียคือ มีราคาสูง (ยิ่งถ้าแผ่นใหญ่ยิ่งแพง)

วิธีการดูแลรักษา : สามารถใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำสบู่หรือน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของแอมโมเนีย (Ammonia-based cleanser) ในการทำความสะอาดได้ ในกรณีที่มีรอยขีดข่วน ให้ใช้กระดาษทรายเบอร์ละเอียดขัดเบาๆ และใช้น้ำยาขัดเงาเช็ดตาม

  • หินควอทซ์ – หินควอทซ์ เป็นหินที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาเช่นกัน มีความแข็งและหนาแน่นสูงกว่าหินแกรนิต สามารถทนความร้อน กันไฟ ทนกรด ด่าง และรอยขีดข่วน ซึ่งการไม่เป็นรอยขีดข่วนนอกจากจะโดดเด่นในแง่ของความสวยงามแล้ว และในแง่ของสุขอนามัยด้วย เพราะทำให้ไม่มีร่องรอยสำหรับเก็บความสกปรกและแบคทีเรีย ข้อเสียคือราคาสูง

วิธีการดูแลรักษา : การทำความสะอาดหินชนิดนี้จะคล้ายกับหินชนิดอื่นแต่จะง่ายที่สุด เพราะมีความแข็งแรงสูงที่สุด ทนทานต่อความร้อนและรอยขีดข่วนมาก การเช็ดทำความสะอาดก็สามารถทำได้ง่ายๆด้วยการใช้ผ้าชุปน้ำอุ่นหรือน้ำยาเช็ดทำความสะอาดทั่วไป ถ้าเสร็จแล้วก็ลงน้ำยาขัดเงาให้คงความสวยงามครับ

อ่างล้างจาน

เป็นสิ่งที่ต้องมีกันในทุกห้องครัวแน่ๆแหละ ส่วนใหญ่จะทำมาจากสเตนเลสครับ การทำความสะอาดก็ไม่ยากเลยนะ ขั้นตอนแรกเก็บเศษอาหารต่างๆให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นโรยเบคกิ้งโซดาให้ทั่วอ่าง เอาแบบให้คลุมผิวสเตนเลสให้หมดเลยนะ ทิ้งไว้สักพักจนเบคกิ้งโซดาเริ่มจับตัวเป็นก้อน จากนั้นใช้ฟองน้ำหรือผ้าสะอาดขัด โดยให้ขัดไปในทางเดียวกับลายผิวสแตนเลส จากนั้นนำน้ำส้มสายชูมาเทให้ทั่วไปตามเบคกิ้งโซดาจนเบคกิ้งโซดาละลาย แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด เท่านี้จะทำให้อ่างสะอาดและช่วยลดกลิ่นตามท่อน้ำได้ด้วย

ห้องนอน

มาต่อกันที่ห้องนอนเลยครับ ห้องนี้ไม่ได้เป็นห้องชำระล้างอะไร แถมไม่ได้ประกอบอาหารให้ต้องสกปรกด้วย แต่การนอนเป็นสิ่งที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ควรจะต้องเป็นห้องที่สะอาดและอนามัยอยู่เสมอ แต่ทราบมั้ยครับว่าในทุกๆวันมีอุปกรณ์ในห้องหลายอย่างที่เก็บไรฝุ่นและสิ่งสกปรกไว้ ซึ่งในห้องนอนแต่ละห้องของแต่ละคนก็คงจะตกแต่งต่างกัน ดังนั้นผมจะยกเฉพาะส่วนหลักๆที่น่าจะมีกันในทุกๆห้องนอนมาให้ชมกันนะครับ

เตียงและชุดเครื่องนอน

  • วิธีแรกง่ายที่สุด คือเราจะใช้แสงแดดธรรมชาติช่วยกำจัดไรฝุ่น กลิ่นอับ สิ่งสกปรกในที่นอนได้ หากไม่สามารถนำที่นอนไปตากแดดได้ ก็ใช้วิธีดูดฝุ่นบนที่นอนบ่อยๆเพื่อทดแทนได้เช่นกัน และควรเปลี่ยนผ้าปูที่นอนอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้งนะครับ
  • สำหรับที่นอนที่เป็นแบบนอนได้สองด้านเหมือนกัน ให้หมั่นพลิกกลับด้านที่นอนและสลับด้านที่นอนหัว-ท้ายบ่อยๆ อาจจะทุก ๆ 2-3 เดือน เพื่อให้รูปทรงของที่นอนสม่ำเสมอเท่ากันทั้งสองด้าน ไม่มีด้านไหนยุบตัวถาวร
  • ในกรณีที่มีรอยเลอะบนที่นอนควรใช้น้ำผสมสบู่ขัดตรงรอยเปื้อนเบา ๆ ด้วยผ้าสะอาด แล้วต้องปล่อยไว้จนมั่นใจว่าแห้งสนิทก่อนถึงใช้งาน แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่า ด้วยความที่วัสดุเป็นผ้าหลายชั้นถ้าเป็นรอยเยอะก็อาจจะไม่ได้ขจัดได้แบบสะอาดทั้งหมด ทางที่ดีอย่าให้เลอะเลยจะดีกว่าครับ
  • ข้อควรระวัง หลักๆเลยคือ ไม่ควรทานอาหารและเครื่องดื่มบนที่นอน รวมไปถึงต้องระวังความชื้นด้วย เพราะจะทำให้เกิดกลิ่นอับชื้น และเป็นที่อยู่อาศัยของไรฝุ่นอีกด้วย ควรหลีกเลี่ยงการทำให้ที่นอนเปียก อย่างเช่น การนอนทั้งที่ยังผมเปียกอยู่

ผ้าม่าน

จริงๆส่วนของผ้าม่านนั้นมีใช้ติดกันในหลายๆห้องอยู่แล้ว การดูแลรักษานั้นก็ไม่ยากนะครับ แบ่งออกมาให้ดูง่ายๆ เป็นหลายๆขั้นตอนนะครับ

  • อย่างแรกเลยคือหมั่นดูดฝุ่นที่ผ้าม่านเป็นประจำ อาจจะทุกๆหนึ่งเดือนก็ดีครับ โดยให้เน้นไปที่ส่วนที่เป็นรอยพับ รอยจีบ เพราะจะเก็บฝุ่นเยอะเป็นพิเศษ
  • ในกรณีที่ถอดไปซัก ให้เริ่มที่นำผ้าม่านไปแช่น้ำเย็นผสมผงซักฟอกสัก 30-60 นาที ก่อน เพื่อให้ฝุ่นที่ฝังอยู่ในเนื้อผ้าได้หลุดออกมา แนะนำให้ใช้ผงซักฟอกที่อ่อนโยนต่อเนื้อผ้า เพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าหดตัว
  • นอกจากนั้นก็มีเคล็ดลับพิเศษเพิ่มให้ คือผสมน้ำส้มสายชูหรือเติมเกลือลงไปในระหว่างซักด้วยเล็กน้อย เพื่อช่วยให้คราบเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียที่ฝังแน่นหลุดออกง่ายขึ้นครับ จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาดอีกที (หลายน้ำหน่อยนะ) จากนั้นก็ทำให้ผ้าแห้งให้เร็วที่สุด นำไปตากแดดได้ยิ่งดี ถ้าผ้าแห้งแล้วก็นำไปรีดด้วยอุณหภูมิต่ำ หรือถ้าเป็นเตารีดไอน้ำได้จะดีมากครับ

เครื่องปรับอากาศ

  • วิธีแรกง่ายๆสำหรับการจัดการปัญหาแอร์ไม่เย็นด้วยตนเอง ก็คือการเช็ค Filter หรือแผ่นกรองอากาศที่คอยล์เย็น ปัญหาที่เกิดกับแผ่นกรองอากาศก็จะมีอยู่ปัญหาเดียว นั่นคือแผ่นกรองอากาศสกปรกนั่นเอง ซึ่งจะส่งผลให้แอร์เย็นช้าหรือไม่ค่อยเย็น แถมยังปล่อยลมที่มีความฝุ่นออกมาอีกด้วย วิธีแก้ไขสิ่งนี้ก็ไม่ยากเลยครับ เพียงแค่เราถอดออกมาล้าง แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ ก็จะช่วยให้เราได้อากาศเย็นๆกลับมา พร้อมสุขภาพที่ีขึ้นด้วยนะ เราควรทำกันทุกๆ 3 เดือน เพราะว่าจะมีฝุ่นมาเกาะแน่นอน ซึ่งมันก็ดีกับอากาศที่เราหายใจกันทุกวันนะ
  • ตรวจดู CDU หรือ Condensing Unit – หรือที่เรารู้จักกันในนามว่า คอยล์ร้อน อย่างที่บอกไปแล้วว่าแอร์จะเย็นได้ก็ต้องเกิดจากการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของทุกส่วน ซึ่งเจ้าคอยล์ร้อนนี้ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญไม่แพ้ตัว Fan Coil Unit (คอยล์เย็น) เลยนะครับ ตรวจดูว่าไม่มีอะไรมาบังตัวเครื่องในระยะประชิดทั้งช่องเป่าลมและช่องรับลมเพราะจะทำให้เครื่องทำงานหนักและแอร์ไม่เย็นได้ รวมถึงอายุการใช้งานก็จะสั้นไปด้วย จากนั้นให้ฉีดน้ำล้างฝุ่นได้ทั้งตัวเครื่องเลย

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าทุกท่านจะนำวิธีดูแลรักษาวัสดุและอุปกรณ์เบื้องต้นด้วยตนเองนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ หรือใครมีไอเดียอื่นๆในการทำความสะอาดหรือบำรุงรักษาวัสดุและอุปกรณ์ในบ้านอีก ก็มา Comment แบ่งปันกันได้นะครับ ขอบคุณครับ