Conner ราชเทวี คอนโด High Rise ติดถนนเพชรบุรี ห่าง BTS ราชเทวี 300 เมตร จาก The Creators HQ [รีวิวฉบับที่ 1666]

September 4, 2018 08:000 comments

รีวิวฉบับที่ 1666… Conner ราชเทวี คอนโด High Rise บนถนนเพชรบุรี ห่างจาก BTS ราชเทวีประมาณ 300 เมตร โครงการนี้มีความน่าสนใจอยู่หลายอย่างทั้ง Vertical Forest ที่สูงถึง 80 เมตรตั้งแต่ชั้น 4 -21 , สระว่ายน้ำที่ใช้ระบบ Hydrosmart , พื้นที่ Recreation รองรับทั้งกลุ่มวัยรุ่นและนักธุรกิจ และส่วนกลางอื่นๆครบครัน มีการวางผังห้องแบบ Single corridor มีความเป็นส่วนตัวสูง มีห้องให้เลือกหลากหลายและมีห้อง Loft ที่ฝ้าเพดานสูงถึง 4.5 เมตรให้เลือกด้วย ในราคาเริ่มต้น 8 ล้านบาท เราไปชมกันค่ะ 

Fact @ 28 August 2018

  • Conner Ratchathewi (คอนเนอร์ ราชเทวี)
  • The Creators HQ Co., Ltd.
  • ULTIMATE CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ในเขต : ราชเทวี
  • อนโด High Rise 38 ชั้น จำนวน 209 ยูนิต 
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 14 ยูนิต ยูนิตต่อชั้นน้อยที่สุด 6 ยูนิต
  • ที่จอดรถ Automatic Parking 232 คันคิดเป็น 78.9 % แบ่งเป็น SUV 90 คัน (38%) และ Sedan 142 คัน (62%) ไม่รวมจอดรถบนดินชั้น 1 จำนวน 15 คัน
  • ที่ดินประมาณ 1-3-21 ไร่
  • เริ่มก่อสร้าง : Q4 2561
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : Q4 2564
  • 1 Bedroom Loft 30 – 42 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 8 ล้านบาท
  • 1 Bedroom 34.9 – 35.4 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 9.3 ล้านบาท
  • 1 Bedroom Plus 50 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 12.8 ล้านบาท
  • 2 Bedrooms 69 – 73 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 18.6 ล้านบาท
  • Penthouse 69 – 177 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น n/a ล้านบาท
  • ฝ้าเพดานสูง4.5 เมตร (เฉพาะห้อง Loft) ห้องอื่นๆฝ้าเพดานสูง 3 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 8 ล้านบาท
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรทั้งโครงการ 260,000 บาท/ตร.ม.
  • EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) : อยู่ระหว่างดำเนินการ
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วค่ะ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างค่ะ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.754065, 100.529262

แผนที่จากทางโครงการ

โครงการ Conner ราชเทวี ตั้งอยู่บนถนนเพชรบุรี มีระยะห่างจาก BTS ราชเทวีประมาณ 300 เมตร และในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีส้มพาดผ่านด้วย โดยสถานีที่คาดว่าจะใกล้โครงการมากที่สุด คือ สถานีราชเทวี อยู่บริเวณหน้าโครงการเลย อย่างไรก็ตามต้องรอดูกันอีกทีนะคะ 

Conner ราชเทวี จัดว่าตั้งอยู่ในย่านสยาม-ราชเทวี เป็นทำเลที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงมากอย่างที่ทุกท่านทราบกันอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งจะมีความเจริญมาตั้งแต่ แยกราชประสงค์ซึ่งมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆหลายห้าง เช่น Central World , เกษรพลาซ่า , อมรินทร์พลาซ่า , Central ชิดลม นอกจากจะเป็นห้างสรรพสินค้าแล้วยังมี Office Building และโรงแรมอยู่ด้วย อาคารส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Mixed-use คือมีทั้งสำนักงาน ร้านค้าและที่อยู่อาศัยอยู่ในอาคารเดียวกัน  ถัดเข้ามาจะเป็นย่านสยามสแควร์ แหล่งรวมของเด็กวัยรุ่น ซึ่งก็มีร้านค้าและห้างศูนย์การค้าต่างๆมากมายทั้ง Siam Paragon สำหรับคนที่ต้องการซื้อของใช้แบรนด์ดังต่างๆ , Siam Discovery ที่ขายสินค้าเน้นงานดีไซน์ ใครที่ชอบงานดีไซน์เยอะๆแนะนำที่นี่เลยค่ะ , Siam Center ที่เน้นร้านค้าแบรนด์ไทย มี Siam Square One ที่เป็น Community Mall รวมร้านค้าและร้านอาหารไว้มากมาย นอกจากนั้นยังมีร้านค้าที่เป็นตึกแถวขายของต่างๆ นอกจากจะมีร้านค้าร้านอาหารเยอะแล้ว ยังมีสถานที่รวมโรงเรียนพิเศษ อาคารสยามกิตติ์และมีศูนย์หนังสือของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย ถัดมาจะเป็นย่านมาบุญครอง ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินกันเยอะมากๆ ตรงข้ามเป็นหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครที่มักจะมีการจัดนิทรรศการอยู่บ่อยๆ สามารถแวะมาชมงานศิลปะหมุนเวียนกันมาจัดแสดงได้ไม่เบื่อ

นอกจากจะมีห้างสรรพสินค้าเยอะแล้ว ในย่านนี้ยังมีสถานศึกษาตั้งอยู่หลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย , โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา , โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์ , โรงเรียนสาธิตปทุมวัน เป็นต้น ทำให้มีความคึกคักอยู่ตลอดเวลา และพื้นที่แถบจุฬา-สามย่านยังเป็นพื้นที่ที่กำลังปรับเปลี่ยนเป็น หอพัก และ Community Mall เพื่อรองรับความต้องการของนักเรียน-นักศึกษา ในย่านนี้ถือว่ามีพื้นที่รองรับการใช้งานที่หลากหลายมากๆเลยค่ะ

มาดูในย่านที่ใกล้เข้ามาอีกหน่อย ย่านราชเทวีจะมีความคึกคักน้อยกว่าสยามอยู่บ้าง ซึ่งเหมาะกับเป็นพื้นที่อยู่อาศัยที่ต้องการความสงบขึ้นมาหน่อย อาจจะมีความสมบูรณ์ไม่เท่ากับถนนเพชรบุรีฝั่งประตูน้ำ แต่แถวๆนี้ก็จะมีร้านค้าร้านอาหารตามแนวถนนเส้นพญาไทไปจนถึงอนุสาวรีย์ หาของกินได้ง่าย ซอยที่ติดสถานีรถไฟฟ้าราชเทวีอย่าง Coco Walk ก็มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านนั่งชิลล์ อยู่มากมาย ทางฝั่งโรงแรมเอเชียก็มีร้านคาเฟ่ ร้านอาหาร และ Office ด้านใน ถือว่าในย่านนี้มีความอุดมสมบูรณ์พอสมควรเลยค่ะ

นอกจากความอุดมสมบูรณ์ต่างๆที่ได้กล่าวไปแล้ว ในย่านในอนาคตจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยจะมีโครงการ Office Building เกรด A มาเปิดอีกหลายโครงการเช่น JRK Tower , Spring Tower , Gaysorn Place และ Phyathai Complex ที่กำลังก่อสร้างอยู่ด้วยค่ะ ซึ่งจะทำให้ในย่านนี้คึกคักขึ้นอีกมาก

ที่ตั้งโครงการถือว่าเป็นทำเลใกล้รถไฟฟ้าที่สามารถเดินถึงได้แบบสบายๆ และเดินทางเข้าเมืองได้สะดวกห่างจากสถานีสยามเพียง 1 สถานี ซึ่งสถานีสยามก็เป็จุดเปลี่ยนขบวน (Interchange)ะหว่าง รถไฟฟ้าสายหมอชิต-สำโรงไปยังสายสนามกีฬา-บางหว้า ทำให้การเดินทางด้วยรถสาธารณะนั้นค่อนข้างสะดวกสบาย นอกจากการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าแล้ว ยังมีวินมอเตอร์ไซค์อยู่ตามระหว่างทางริมถนนเพชรบุรีอยู่หลายจุด มีป้ายรถเมล์ที่อยู่ไม่ไกล และยังสามารถเรียกใช้บริการ Taxi ได้ตลอดเวลา

การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวก็สะดวก เนื่องจากโครงการอยู่ติดถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นถนนใหญ่ สามารถเดินทางไปประตูน้ำ ,ไปออกอโศก หรือจะไปออกทางหลานหลวงก็สะดวก นอกจากนั้นยังใกล้กับถนนพญาไท ไปออกอนุสาวรีย์ หรือไปทางสยามเพื่อไปออกถนนพระราม 4 ก็ได้ ถ้าใครต้องการใช้ทางด่วน ก็สามารถไปขึ้นทางพิเศษศรีรัช ใกล้กับจุดขึ้นลงด่านยมราชประมาณ 2 กม.ได้สะดวกเช่นกันค่ะ

การเดินทางโดยรถไฟฟ้า อย่างที่กล่าวไปว่าจากสถานีราชเทวี สามารถเดินทางเพียง 1 สถานีก็ถึงสถานีสยามซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนขบวนระหว่างขบวนสายหมอชิต-สำโรง ไปยังสายสนามกีฬา-บางหว้าได้ จากสถานีราชเทวียังสามารถเดินทางไปยังสถานีพญาไทซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนไปรถไฟฟ้า Airport Link ไปยังสุวรรณภูมิได้สะดวก ซึ่งห่างจากสถานีราชเทวีเพียง 1 สถานี หรือใครที่ชื่นชอบการเดินก็จะไม่ต้องต่อรถไฟฟ้าสองต่อ สามารถเดินถึงสถานีทั้งสยามและพญาไทได้เลย ซึ่งผู้เขียนได้ลองเดินดูแล้วเป็นระยะที่เดินได้ไม่เหนื่อยค่ะ

เนื่องจากโครงการมีทางเข้า-ออกที่ติดถนนใหญ่อยู่แล้วเส้นทางซอยย่อยอาจจะไม่สำคัญมากนัก แต่ก็สามารถใช้ไปออกเส้นทางต่างๆได้ จึงทำเป็นภาพกราฟฟิกมาให้ดูกันค่ะ เพราะบางซอยเป็นถนน one way ถ้าใครไม่เคยมาอาจจะไม่รู้ทำให้เข้าผิดซอยได้

โครงการ Conner ราชเทวี ตั้งอยู่บนถนนเพชรบุรี ห่างจาก BTS ราชเทวีประมาณ 300 เมตร สำหรับการเดินทางในวันนี้เราจะพาไปชมบรรยากาศและสภาพแวดล้อมจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ราชเทวีไปจนถึงโครงการกันว่าจะเป็นยังไงบ้างค่ะ

เราจะเริ่มการเดินทางจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ราชเทวี หรือสถานีหมายเลข N1 เรามาช่วงกลางวันเลยยังไม่ค่อยมีคน แต่ถ้าช่วงเช้าหรือเย็นๆหน่อยจะคึกคักพอสมควร

เราลงทางออกที่ 3 เพื่อที่จะเดินไปยังโครงการซึ่งอยู่ติดถนนเพชรบุรี ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ราชเทวีประมาณ 300 เมตร ซึ่งก็เป็นระยะที่เราสามารถเดินได้ไม่ไกลค่ะ

พอลงมาด้านล่างสถานีจะมีวินมอเตอร์ไซค์อยู่หน้าธนาคารกรุงไทยเลย ใครที่ไม่ชอบเดินก็สามารถไปใช้บริการพี่วินเขาได้เลยค่ะ

นอกจากจะใช้บริการวินให้ไปส่งที่โครงการแล้วยังสามารถใช้บริการเพื่อไปสถานที่ต่างๆได้โดยไม่ต้องขึ้น BTS ด้วย เช่น ถนนข้าวสาร , หัวลำโพง , สนามหลวง เป็นต้น

แต่ครั้งนี้เราจะไปโครงการโดยการเดินค่ะ เราจะเดินมุ่งหน้าไปยังแยกราชเทวี แล้วเลี้ยวโค้งทางด้านซ้าย ตามพี่เสื้อดำเค้าไปเลยค่ะ

เดินมาอีกนิดหน่อยก็เจอวินปากซอยเพชรบุรี 16 แล้ว เส้นนี้ถือว่ามีวินมอเตอร์ไซค์เยอะจริงๆค่ะ

วินนี้ราคาก็เท่าๆกับวินด้านหน้าธนาคารกรุงไทยใต้สถานีราชเทวีเลย ใครจะใช้บริการวินอยู่แล้ว เริ่มขึ้นจากตรงนี้ก็ไม่ต้องเดินไกลค่ะ แต่ถ้าตรงนี้ไม่มีวินก็เดินไปอีกหน่อยก็สามารถขึ้นได้ ถือว่ามีทางเลือกที่หลากหลายทีเดียว

ฟุตปาธถนนเส้นนี้ก่อนถึงโครงการถือว่ากว้างมากทีเดียว สามารถเดินได้สบายๆไม่ต้องกลัวรถที่ขับเร็วๆบนถนนเลย

ทางผ่านไปโครงการจะเจอกับมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ อยู่ทางด้านซ้ายมือ ให้เราเดินตรงไปอีกนิดนึงค่ะ

หน้าซอยเพชรบุรี 12 ก็มีวินมอเตอร์ไซค์ (อีกแล้ว) ให้ใช้บริการ

ใกล้จะถึงโครงการจะสังเกตเห็นโครงการ Maestro ทางซ้ายมือก่อน ตรงไปอีกหน่อยโครงการเราจะอยู่ทางด้านซ้ายมือค่ะ

ถึงแล้ว โครงการ Conner ราชเทวี ทางด้านซ้ายมือ ปัจจุบันยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง(เริ่มปลายปีนี้) เราจะแวะไปดู Sale Gallery และห้องตัวอย่างกัน

ด้านในโครงการมีต้นไม้ให้ความร่มรื่นซึ่งเป็นจุดเด่นของที่นี่เลยค่ะ ใครที่ขับรถมาชมโครงการก็สามารถเข้ามาจอดด้านในได้

ด้านหน้าทางเข้า Sale Gallery จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ

Sale Gallery ด้านในกว้างขวาง พื้นและเคาน์เตอร์ลายหินอ่อนดูหรูหราเข้ากับโครงการ

ใน Sale Gallery มี Egg Chair จาก Fritz Hansen อยู่ 2 ตัว ซึ่งภายในโครงการจะมีให้ถึง 6 ตัวอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางด้วยค่ะ ซึ่ง Fritz Hansen นั้นเป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศเดนมาร์กในปีพ. ศ. 2415 บริษัท มีประวัติยาวนานในการร่วมมือกับนักออกแบบชั้นนำในระดับนานาชาติ แอบกระซิบว่าราคาตัวนึงเกินหลักครึ่งล้านทีเดียวค่ะ

ด้านในห้องรับรองแขกอีกห้องเป็นห้องที่ล้อมรอบด้วย Vertical Forest ซึ่งเป็นจุดเด่นของโครงการ เนื่องจากตัวอาคารมีพื้นที่ Vertical Forest ถึง 5,839.5 ตารางเมตรเลยทีเดียว ทั้งหมดเป็นต้นไม้จริง ซึ่งมีระบบการดูแลรักษาและให้น้ำที่ทันสมัย เดี๋ยวจะเล่ารายละเอียดตอนที่พาไปดู Facilities ของโครงการกันค่ะ ขอบอกก่อนเลยว่ามีมาให้หลากหลายและมีรายละเอียดที่น่าสนใจ บรรยากาศเมื่อนั่งในห้องนี้ให้ความรู้สึกผ่อนคลายจากการได้มองเห็นสีเขียว และสัมผัสได้ถึงธรรมชาติจริงๆ(ต้นไม้ของจริงทั้งหมด) อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่ออาคารสร้างเสร็จแล้ว คนที่อยู่ภายในโครงการจะรู้สึกยังไงกันบ้าง ถ้าสร้างเสร็จแล้วใครซื้อไปมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • Siam Singapore International School  145 m.
  • Siam Discovery  750 m.
  • Siam Center  850 m.
  • Siam Paragon  1 km.
  • MBK  1.2 km.
  • Bangkok Art and Culture Centre  1.2 km.
  • Phyathai 1 Hospital  1.4 km.
  • Chulalongkorn University  1.5 km.
  • Jim Thompson Museum  1.5 km.
  • CentralWorld  1.6 km.
  • Mahidol University City Campus  1.7 km.
  • Triam Udom Suksa School  1.7 km.
  • Supachalasai Stadium  1.7 km.
  • Gaysorn Village  1.9 km.
  • Police General Hospital  2 km.
  • Royal Bangkok Sports Club  2.2 km.
  • Phyathai 2 Hospital  2.8 km.

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะคะ

ในละแวกโครงการ ไม่ค่อยมีตึกสูงอยู่ในระยะใกล้มากนักมีแค่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ที่มีโรงแรม Bangkok City สูงประมาณ 20 ชั้นตั้งอยู่เห็นแค่บางมุมเท่านั้น ทำให้ทัศนียภาพจากโครงการส่วนใหญ่จะเห็นเป็นวิวเมืองมีตึกสูงอยู่ไกลๆ ซึ่งถือว่าวิวส่วนใหญ่ค่อนข้างดีค่ะ

สำหรับพื้นที่รอบๆโครงการทิศต่างๆ จะติดกับ

  • ทิศเหนือ ติดกับ ถนนเพชรบุรี กว้าง 6 เลน / อาคารพาณิชย์ 5 ชั้น
  • ทิศตะวันออก ติดกับ บ้านพักอาศัย สูง 4 ชั้น / คอนโดมิเนียม Low Rise 8 ชั้น / ที่ดินเปล่า
  • ทิศใต้ ติดกับ อาคารพักอาศัยสูง 3 ชั้น
  • ทิศตะวันตก ติดกับ โรงแรมสำราญเพลส สูง 8 ชั้น / อาคารพักอาศัยสูง 3 ชั้น

ด้านฝั่งทิศเหนือ ติดกับ ถนนเพชรบุรี กว้าง 6 เลน ด้านตรงข้ามเป็นอาคารพักอาศัยสูง 8 ชั้น และอาคารพาณิชย์

ทิศตะวันออกด้านหน้าก่อนถึงโครงการ เป็นอาคารพาณิชย์ทั่วไปสูงประมาณ 3- 4 ชั้น มีทั้งคลีนิค ร้านแว่น ร้านขายสินค้าประเภทต่างๆ

ทิศตะวันตก ถัดจากทางเข้าโครงการก็มีอาคารพาณิชย์สูงประมาณ 3- 4 ชั้น เป็นร้านค้า ร้านนวดแผนไทย เป็นตัน แต่ในอนาคตมีแผนจะพัฒนาเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตรงนี้ต้อง รอดูกันต่อไปค่ะ)

ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะอยู่ติดกับโรงแรมสำราญเพลส สูง 8 ชั้น และอาคารพักอาศัยสูง 3 ชั้น ถัดไปที่เห็นเป็นอาคารสูงคือโรงแรม Bangkok City เป็นอาคารสูงอาคารเดียวที่อยู่ในระยะใกล้ๆกับโครงการแต่ก็ไม่ได้อยู่ติดที่ดินโครงการทำให้บังวิวแค่บางมุมเท่านั้นค่ะ

ทิศใต้ด้านหลังโครงการติดกับอาคารพักอาศัยสูงประมาณ 3 ชั้น ไม่บังวิวจากห้องพักอาศัยชั้นแรกเนื่องจากส่วนพักอาศัยจะอยู่ที่ชั้น 4 เป็นต้นไป


เจาะลึกตัวโครงการ

โครงการ Conner ราชเทวี เป็น คอนโด High Rise 38 ชั้น จำนวน 209 ยูนิต ตั้งอยู่บนที่ดินประมาณ 1-3-21 ไร่ “CONNER” มาจาก “CORNER” ที่แปลว่ามุม ซึ่งเหตผุลของการเลือกความหมายของมุมมาใช้กับชื่อแบรนด์ มีเหตผุลอยู่ 2 ข้อ คือ

  1. Corner Location – ทำเลมุมของแยกราชเทวี จุดตัดของถนนเพชรบรุีและพญาไท อีกทั้งการเป็นจุดตัด Interchange ของ BTS สายสีเขียว และ MRT สายสีส้มที่ทำให้ทำเลราชเทวีจะกลายเป็นศูนย์กลาง Transportation ในอนาคต
  2. Corner Room – ด้วยการออกแบบของผู้ออกแบบที่ต้องการให้ทุกห้องสามารถสัมผัสกับวิวเมืองได้อย่างเต็มที่ สัดส่วนห้องมุม (Corner Room) ในโครงการจึงมีค่อนข้างสูงถึงประมาณ 61% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด

โดยโครงการนี้มีการออกแบบด้วยแนวคิด “From human to human ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการออกแบบ การก่อสร้างคำนึงถึงสิ่วแวดล้อม และการพักอาศัยของลูกบ้าน เพื่อสร้างความสะดวกสบายและความพึงพอใจสูงสุด” ซึ่งโครงการได้นำเอาธรรมชาติเข้ามามีส่วนร่วมกับการใช้ชีวิตลองลูกบ้าน โดยการนำเอาธรรมชาติเข้าไปไว้ในทุกๆส่วนของอาคาร ถึงแม้จะใช้ชีวิตอยู่แต่ในเมืองก็สัมผัสกับธรรมชาติได้เหมือนกัน

ก่อนจะมาเป็นโครงการนี้ ทางผู้พัฒนาได้คิดมาว่าอะไรคือปัญหาของคนเมืองในปัจจุบัน และจะแก้ไขอย่างไร สรุปออกมาเป็น 4 ข้อหลักที่มีผลต่อการออกแบบโครงการ คือ

1. ปัญหามลภาวะทางอากาศ – ผู้คนในเมืองประสบปัญหาฝุ่นควัน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มสูงขึ้น จึงมีการแก้ปัญหาด้วยการออกแบบให้มีพื้นที่ Vertical Forest ที่มีต้นไม้กว่า 145,987 ต้น ซึ่งสามารถผลิตออกซิเจนได้เพียงพอต่อคน 357 คนต่อวัน

2. การซื้อของออนไลน์ สะดวกสบายมากขึ้น – เพราะทุกๆวันนี้คนเมืองใช้บริการการส่งของออนไลน์มากขึ้น โครงการจึงมีพื้นที่ Delivery Box & Storage room สำหรับรับสิ่งของไว้ให้ลูกบ้าน

3. การทำงานที่ยืดหยุ่นในปัจจุบัน – คนเมืองต้องการพื้นที่ทำงานแบบ Co-Working Space มากขึ้น ทำให้โครงการ ออกแบบพื้นที่ Recreation Zone ที่รองรับทั้งการทำงานแบบ Creative รวมไปถึงการคุยเจรจาธุรกิจกันเลยทีเดียว

4. ปัญหาความสะอาดของน้ำภายในโครงการ – พื้นที่ส่วนกลางเกิดคราบเขียว หรือตะกอนอุดตันทำให้ต้องทำความสะอาดบ่อย ทางโครงการจึงใช้ระบบ Hydrosmart เข้ามาแก้ปัญหาการบำบัดน้ำภายในโครงการ

สำหรับการออกแบบตัวอาคารทางโครงการก็มีการใส่ใจในรายละเอียด ไม่ทำอาคารออกมาเรียบๆเพื่อให้ได้พื้นที่ขายสูงสุดแต่จะมีการแทรกสิ่งต่างๆที่ทำให้คุณภาพชีวิตของลูกบ้านดีขึ้นเช่น เพิ่มพื้นที่ SkyLight , Vertical Forest , Step Garden จัดให้มี Facilities ที่ชมวิวมุมสูงได้และอยู่ในตำแหน่งที่ลูกค้าทุกชั้นมาใช้งานได้สะดวก มีระบายน้ำและระบบระบายอากาศที่ดี รวมถึงมีห้องพิเศษที่เปิดรับวิวได้เต็มที่เพราะช่วงเสาที่กว้างถึง 16 เมตร

เนื่องจากว่าโครงการนี้มีจุดเด่นอยู่ที่พื้นที่สีเขียว และ Vertical Forest ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำให้ต้องมีระบบการดูแลรักษาที่ดี ซึ่งโครงการได้ใช้ระบบ Smart Irrigation System ระบบอัฉริยะที่ทำงานผ่าน sensor ตรวจสภาพแวดล้อมและปริมาณน้ำที่ต้นไม้ต้องการ ตลอด 24 ชั่วโมง จะใช้ในส่วนไหนบ้าง เดี๋ยวจะพาไปชมกันค่ะ

เรามาดูภาพรวมของโครงการนี้กันก่อนค่ะ โครงการนี้เป็นอาคารสูง 38 ชั้น เข้ามาในโครงการจะเจอกับสวนหย่อมก่อน ด้านหลังอาคารเป็นส่วนของช่องจอดรถสำหรับลูกบ้านนำรถมาจอดแล้วสามารถเข้าอาคารได้เลย ที่จอดรถอัตโนมัติทั้งหมดอยู่ที่ชั้น 2-3 และชั้นใต้ดินอีก 3 ชั้นด้วยกัน ในตัวอาคารชั้น 1 มี Lobby Lounge , Storage , Delivery Box และ Waiting Lounge สำหรับนั่งพักคอยเพื่อรอรับรถยนต์ ส่วน Facilities อื่นๆจะมี Study Area อยู่ที่ชั้น 4 The Club ที่เป็นเหมือนสถานที่คุยงานหรือประชุมอยู่ที่ชั้น 5 ชั้น 19 เป็นสระว่ายน้ำ ส่วนชั้น 20 เป็นฟิตเนสและห้องโยคะ ซึ่งเมื่อมาใช้งาน Facilities บนชั้น 20 แล้วจะสามารถมองเห็นวิว ได้ที่ระดับความสูง เกือบๆ 30 ชั้นของโครงการอื่น เนื่องจากชั้นพักอาศัยระหว่างชั้น 4 ถึงชั้น 21 นั้นเป็นแบบห้อง Loft มีความสูงถึงฝ้าอยู่ที่ 4.5 เมตรค่ะ ส่วนห้องพักอาศัยในชั้น 21-37 จะเป็นห้อง Standard ที่มีความสูงเท่าห้องปกติ ชั้น 38 หรือ ชั้นบนสุดจะเป็น Penthouse ค่ะ

ทางเข้า-ออกของโครงการอยู่ติดถนนเพชรบุรี มีพื้นที่กว้างขึ้นทางด้านใน เมื่อเข้าโครงการแล้วจะเจอกับพื้นที่สวนทางด้านซ้ายมือ ก่อนจะไปยังจุด Drop off และไปจอดรถที่ด้านหลังอาคาร ทางออกจะอยู่อีกฝั่งเพื่อให้สะดวกต่อการจราจร ซึ่งถ้าต้องการมารับคนที่โครงการนี้ก็ให้มารอที่ด้านหน้า Lobby Lounge และขับรถออกมารับได้เลย ซึ่งจอดรอคนละที่กันทำให้สะดวกต่อการรับ-ส่งคนด้วยค่ะ

ด้านหลังของอาคารเป็นช่องเข้าจอดรถ 2 ช่อง และ ออก 2 ช่อง มีห้อง Waiting Lounge ให้บริการสำหรับรอรถซึ่งโครงการคำนวณว่าเวลารออยู่ที่ไม่เกิน 4 นาทีในช่วงเวลาเร่งด่วน ที่จอดรถเป็น Automatic Parking ทั้งหมด ซึ่งเป็นระบบ Smart Park Robot Gen 3 ทำงานโดยการช้อนรถยนต์ ไม่ใช้การหนีบล้อแบบระบบอื่นๆ มีความเสถียรและลดโอกาสการชนกันของ Smart Park Robot กับแท่น Stand รองรับได้ทั้งหมด 232 คันคิดเป็น 78.9 % รองรับรถประเภท SUV 90 คัน (38%) และ Sedan 142 คัน (62%) และมีที่จอดรถด้านหลังอาคารบริเวณชั้น 1 สำหรับจอดรถบนดินอีก 15 คัน รวมเป็น 247 คัน

มาดูส่วนสวน Hideaway Courtyard กันบ้าง เมื่อเราขับรถเข้าสู่โครงการก็จะเห็นส่วนต้นไม้ให้ความร่มรื่นและบรรยากาศที่ดีตั้งแต่ด้านหน้าทางเข้าเลยค่ะ ซึ่งส่วนนี้มีความพิเศษอย่างไรเราไปดูกัน

ส่วน Hideaway Courtyard นั้นลดระดับจากพื้นถนนลงไปประมาณ 2 เมตร ช่วยลดแสงแดดที่จะส่องถึงให้ไม่ร้อนเกินไปเวลามานั่งเล่น ทำให้มีอุณหภูมิที่เย็นลง และหลีกหนีความวุ่นวายจากการจราจรด้านบน ทำให้เวลาคนที่มาใช้มีความเป็นส่วนตัว นอกจากนั้นบริเวณนี้ยังมี Step Seat เป็นที่นั่งสำหรับพบปะพูดคุย หรือมานั่งทำงานท่ามกลางธรรมชาติ มีลำโพงสำหรับให้ฟังเพลงเพลินๆหรือจะจัดปาร์ตี้ก็ได้อีกด้วย

เมื่อมองจากด้านหน้าทางเข้าโครงการ เราจะเห็นพื้นที่ส่วนกลางหลายจุด ด้านซ้ายมือด้านหน้าคือสวน Hideaway Courtyard ให้บรรยากาศที่ร่มรื่น และ Lobby Lounge บริเวณชั้น 1 เมื่อเข้ามาก็เจอเลยค่ะ และพื้นที่ส่วนกลางอีกส่วนที่เป็นจุดเด่นและมองเห็นได้ง่ายคือ พื้นที่ Recreation Zone ที่ชั้น 4 และ 5

Lobby Lounge ที่ชั้น 1 ตรงนี้จะมีเก้าอี้ Egg Chair จาก Fritz Hansen อยู่ 2 ตัว มีสระน้ำล้อมรอบ สร้างบรรยากาศผ่อนคลายจากเสียงน้ำ ด้านข้างของห้อง Lobby Lounge จะมีห้องนึงที่ถือว่าเป็น Highlight เหมือนกันค่ะ นั้นคือห้อง Delivery Box ซึ่งทางโครงการออกแบบให้รองรับกับ Lifestyle ของคนเมืองปัจจุบันที่ชอบสั่งอาหาร ของทานเล่นให้มาส่งถึงที่ บริเวณนี้ก็จะเป็นส่วนรับอาหารจาก Messenger ให้ก่อน ซึ่งถ้าลูกบ้านสั่งของมาโดยที่ตัวเองนั้นยังมาไม่ถึงที่พัก ตรงนี้จะมีบริการเก็บของโดย Concierge Service แบ่งเป็นอาหารร้อน อาหารเย็นและช่องแช่แข็งไว้ให้ เมื่อลูกบ้านกลับมาถึงโครงการก็สามารถนำขึ้นไปบนห้องได้เลย หรือถ้าอยากทานอาหารที่ห้อง Delivery Box ก็สามารถทานได้เลย เนื่องจากในห้องมีโต๊ะทานอาหารไว้ให้ นอกจากนั้น Concierge Service ยังบริการรับของ ที่เป็นสินค้าอื่นๆ เก็บไว้ให้ที่ห้อง Storage Room ซึ่งอยู่ข้างๆกันอีกด้วย และที่พิเศษกว่าโครงการอื่นๆเลยคือ Concierge Service จะบริการรับจดหมายไปไว้ที่ตู้จดหมายส่วนตัวของแต่ละห้องเลย ไม่มีตู้จดหมายรวมที่ส่วนกลาง ไม่ต้องเดินไปหยิบจดหมายเองเลยค่ะ สะดวกสบายมากๆ

มาดูพื้นที่ Recreation Zone กันบ้างค่ะ พื้นที่ตรงนี้อยู่บริเวณชั้น 4 และชั้น 5 โดยแบ่ง Character ออกเป็น 2 แบบ บริเวณชั้น 4 จะเป็น Study Area สำหรับนั่งทำงานแบบสบายๆหน่อย ส่วนบริเวณชั้น 5 ออกแบบให้ความรู้สึกสุขุม เป็นทางการมากขึ้น สำหรับนักธุรกิจมาใช้นัดประชุม โดยบรรยากาศจะเป็นส่วนตัวขึ้น จะเป็นยังไงไปดูภาพจำลองบรรยากาศกันนะ

พื้นที่ Study Area บริเวณชั้น 4 สำหรับคนที่ต้องการความ Creative บริเวณนี้นี้จะมีเก้าอี้ Egg Chair จาก Fritz Hansen อยู่อีก 4 ตัว(ในโครงการมีทั้งหมด 4 ตัว – ที่ Lobby 2 ตัว) พื้นที่ตรงนี้มีแนวความคิดในการออกแบบว่า Personalize Space พื้นที่สำหรับความต้องการของแต่ละคนที่แตกต่างกัน มีพื้นที่ Long Table สำหรับประชุม ด้านขวามือคือ Personal Pods สำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว และ Step Seat ที่เรียกว่า Auditorium สามารถมานั่งเล่น ชมวิวเมืองทางทิศเหนือได้จากหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ซึ่งตรงนี้สามารถดึง Partition มากั้นเพื่อนเป็นพื้นที่ประชุมหรือจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ได้

ส่วนพื้นที่ Recreation Zone บริเวณชั้น 5 มีชื่อว่า The Club เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ให้ความรู้สึก สุขุม เขร่งขรึม ใน The Club นี้จะมี Wine Cellar ให้บริการ ล้อมรอบด้วย Vertical Forest และน้ำด้านล่างให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และพื้นที่นี้ยังสามารถสูบ Cigar ได้ด้วยค่ะ เนื่องจากมีระบบระบายอากาศรองรับภายใน The Club สามารถเดินเชื่อมมาจากชั้น 4 ได้เลย

ชั้น 12A(ชั้น 13) , 15 และ 17 จะมีส่วน Outdoor Terrace เรียกว่า Step Garden ให้ลูกบ้านทุกคนได้ออกมาใช้งานได้ ซึ่งชั้น 12A ,15 และ 17 นี้เป็นชั้นพักอาศัยที่ไม่ใช้ลิฟต์ที่ล็อคชั้นนะคะ ส่วนชั้นอื่นๆเป็นลิฟต์ล็อคชั้น

พื้นที่ของ Vertical Forest ทั้งหมดมีประมาณ 5,839.5 ตารางเมตร สูงถึง 80 เมตร เริ่มตั้งแต่ชั้น 4 ถึงชั้น 21 โดยต้นไม้ที่ใช้บริเวณนี้เป็นต้นไม้จริงปลูกในกระถางทั้งหมด สามารถเปลี่ยนได้ง่าย ใช้ระบบการให้น้ำต้นไม้ทุกต้นในโครงการแบบ Smart Irrigation System ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา โดยระบบนี้จะทำหน้าที่รับน้ำที่ถูกทำความสะอาดจาก Hydrosmart System และนำน้ำสะอาดเข้าสู่ Smart Link Controller เพื่อคำนวณปริมาณน้ำที่จะส่งไปยังต้นไม้ในแต่ละชั้นตามความเหมาะสมของสภาพอากาศ ถ้าอากาศชื้นหรือฝนตกหนัก ระบบก็จะคำนวณการให้น้ำที่เหมาะสมในแต่ละวันแตกต่างกัน ซึ่งต้นไม้ในโครงการแต่ละโซนก็จะเป็นต้นไม้คละชนิดกัน จัดวางตามความเหมาะสมของการรับแสงแดดซึ่งผ่านการคำนวณมาจากนักพฤกษศาสตร์ ดูแลโดยบริษัท Zillion ซึ่งโครงการรับประกัน Vertical Forest นี้ 10 ปี (ลูกบ้านไม่ต้องเสียค่าส่วนกลางเพิ่มเติมในระหว่าง 10 ปีกรณีต้นไม้เสียหาย หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับนิติบุคคล)

จากโมเดล เราจะเห็นพื้นที่ Outdoor Terrace อยู่ในชั้น 12A(13), 15 และชั้น 17 ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่มาให้ทุกชั้น โซนนี้ถือว่าเป็นพื้นที่นั่งพักผ่อนสำหรับลูกบ้าน สามารถขึ้นมาชมวิวเมืองตอนกลางคืนหรือมานั่งอ่านหนังสือตอนเช้าก็ได้ แต่ละชั้นจะมีพื้นที่แตกต่างกันเล็กน้อย ชั้น 12A มีพื้นที่ 80 ตารางเมตร ชั้น 15 มีพื้นที่ 61 ตารางเมตร และชั้น 17 มีพื้นที่ 43 ตารางเมตร ซึ่งถือว่ามีพื้นที่พอสมควรและมีให้เลือกใช้หลายจุดกระจายกันไป และเนื่องจากอยู่บนอาคารพักอาศัยเวลาออกมาใช้จึงมีความเป็นส่วนตัวพอสมควรค่ะ

สระว่ายน้ำ Semi Outdoor Panoramic Pool รูปตัว U ชมวิวได้ 360 องศา ใช้ระบบการบำบัดน้ำระบบเกลือผสมกับระบบจากประเทศออสเตรเลีย เรียกว่า Hydrosmart ทำความสะอาดน้ำด้วยระบบแม่เหล็กให้ย่อยสลายตะกอน และสสารภายในน้ำให้มีโมเลกุลที่เล็กลง ช่วยลดการใช้คลอรีนได้ 70 % ง่ายต่อการบำรุงรักษา ซึ่งระบบนี้ใช้ในน้ำทุกส่วนของโครงการ รวมถึงน้ำในห้องของลูกบ้านด้วยค่ะ

ภาพบรรยากาศบริเวณชั้น 19 ที่เป็นสระว่ายน้ำ Panoramic Sky Pool รูปตัว U ความยาวรวม 58 เมตร บริเวณนี้เป็น Semi-Outdoor มีฝ้าเพดานกันฝนกันแดด สามารถออกมาใช้งานได้ตลอดทั้งวัน และชั้น 20 ที่เป็น Private Sky Fitness ที่ออกแบบให้สามารถชมวิวได้รอบด้าน

ทัศนียภาพเมื่องมองจากชั้นพื้นที่ส่วนกลางบริเวณชั้น 19 และ 20 ที่ความสูงประมาณ 100 เมตร

มาต่อกันที่ผังของโครงการกันค่ะ ทางเข้า-ออกของโครงการอยู่ติดถนนเพชรบุรี ทางเข้า-ออกแยกกันชัดเจนเมื่อเข้ามาในโครงการเดินรถทางเดียว ทำให้สะดวกต่อการจราจร เมื่อเข้ามาแล้วจะเห็นสวนอยู่ทางซ้ายมือเพิ่มบรรยากาศผ่อนคลายตั้งแต่เข้ามา ช่องจอดรถจะอยู่ด้านหลังของอาคารทำให้ไม่มีมลพิษทางอากาศที่ด้านหน้าโครงการ สามารถจอดรถแล้วขึ้นชั้นบนได้เลย หรือคนที่รอให้คนขับรถมารับก็สามารถมารอได้ที่ Lobby Lounge ด้านหน้า ซึ่งเป็น Lobby กลางน้ำ มีความเป็นส่วนตัวและได้บรรยากาศที่ผ่อนคลาย การรอรถก็สามารถรอได้ที่ Waiting Lounge ทางด้านหลัง ที่ชั้น 1 ยังมีบริการ Concierge Service รับฝากของอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ถือว่าสะดวกสบาย เมื่อกลับมาถึงเดินไปรับของและขึ้นไปยังชั้นของตัวเองได้เลยค่ะ มีลิฟต์โดยสารทั้งหมด 3 ตัว และลิฟต์บริการ 1 ตัว เป็นลิฟต์ล็อคชั้นยกเว้นชั้นที่มีส่วนกลาง อัตราส่วนลิฟต์อยู่ที่ 70 ยูนิตต่อ 1 ตัว ซึ่งค่อนข้างพอดีๆ รอไม่นานค่ะ

ชั้น 4 เป็นชั้นห้องพักชั้นแรก และมีพื้นที่ส่วนกลางคือ พื้นที่ Study Area สำหรับนั่งทำงาน และ Step Seat สำหรับนั่งเล่นชมวิว หรือจะกั้นเป็น Auditorium ก็ได้ ในชั้นนี้มีห้องน้ำให้พื้นที่ส่วนกลางทำให้เข้าสะดวกไม่ต้องเดินกลับไปเข้าที่ห้องของตัวเองค่ะ ลูกบ้านที่ชั้นนี้ไม่ต้องห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัว เนื่องจากมีประตูกั้นจากส่วนโถงลิฟต์และผนังกั้นจากส่วนกลางชัดเจน ทำให้คนที่มาใช้พื้นที่ส่วนกลางไม่รบกวนลูกบ้านที่อยู่ชั้นนี้ได้ค่ะ

 

ชั้น 5 เป็นส่วนของ The Club และ Observation Deck ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าที่ชั้น 4 ส่วนกลางชั้นนี้มีห้องน้ำให้ 2 ห้องแยกซ้าย-ขวาด้านข้าง Observation Deck ซึ่งมีน้อยกว่าชั้น Study Area อาจจะเนื่องจากการใช้งานของคนในชั้นนี้น้อยกว่าด้วยค่ะ ในเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของลูกบ้านก็มีประตูกั้นระหว่างโถงลิฟต์และทางเดินหน้าห้องของลูกบ้านแยกกันชัดเจน ให้ลูกบ้านสบายใจได้ค่ะ

มาดูกันที่ชั้น 12 A (ชั้น 13) กันบ้าง ชั้นนี้มีพื้นที่ส่วนกลาง Outdoor Terrace ให้ได้ออกไปนั่งพักผ่อน สูดอากาศบริสุทธิ์จาก Vertical Forest ที่สูงถึง 80 เมตร และได้ชมวิวเมืองฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วย ลูกบ้านในชั้นนี้อาจจะเสียความเป็นส่วนตัวเล็กน้อยเนื่องจากไม่มีประตูกั้นจากส่วนกลาง และลิฟต์ที่ไม่ได้ล็อคชั้น (เฉพาะชั้น 12A, 15และ 17)

ชั้น 15 มีส่วน Outdoor Terrace ทางทิศตะวันตกและทิศเหนือ สามารถมานั่งชมวิวดูพระอาทิตย์ตกและวิวทางด้านถนนเพชรบุรี มองไปทางฝั่งอนุสาวรีย์ได้ ด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยจะเหมือนกับชั้น 12A คือ ไม่มีประตูกั้นจากส่วนกลางและลิฟต์ที่ไม่ได้ล็อคชั้นค่ะ

ชั้น 17 มีส่วน Outdoor Terrace ทางทิศตะวันตกและทิศเหนือ เหมือนกับชั้น 15 มีพื้นที่เล็กลงมาหน่อย แต่ก็สามารถเห็นวิวในมุมที่สูงกว่าชั้นอื่นๆ  ด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยจะเหมือนกับชั้น 12A และชั้น 15 ค่ะ

ชั้น 19 เป็นชั้นพื้นที่ส่วนกลางมีสระว่ายน้ำ Panoramic Sky Pool ระบบเกลือ และระบบ Hydro Smart ขนาดฝั่งยาวทางทิศตะวันออก 35 เมตรและฝั่งด้านกว้างทางทิศใต้ 23 เมตร รวมแล้วสระมีความยาวต่อกันประมาณ 58 เมตร ด้านทิศตะวันตกเป็นสระ Jacuzzi ให้ได้นั่งนวดใน Jacuzzi พร้อมชมพระอาทิตย์ตกดินได้ สระทั้งหมดลึก 1.2 เมตร (Jacuzzi ลึก20, 40 และ 120 เซนติเมตร) มีห้องน้ำ 2 ห้องและพื้นที่อาบน้ำ 1 ห้อง อาจจะน้อยไปหน่อย แต่ก็สามารถลงไปอาบที่ห้องตัวเองได้ค่ะ จากชั้นสระว่ายน้ำสามารถเดินขึ้นไปยัง Fitness ชั้น 20 ได้

ชั้น 20 เป็นชั้นของ Private Sky Fitness  มองเห็นวิวได้เกือบ 360 องศา ด้านล่างเป็นวิวสระว่างน้ำที่ชั้น 19 มีอุปกรณ์ออกกำลังกาย 10 ชิ้น รวมเครื่องออกกำลัง Multi Station และ Kinesis มีห้อง Yoga Box แยกออกมาจากส่วน Fitness ให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นและการที่ยื่นออกมาจากอาคารทำให้มองเห็นวิวได้ในมุมกว้างมากขึ้น ในส่วนนี้จะไม่มีห้องน้ำให้ จะต้องเดินลงไปใช้ห้องน้ำที่ชั้น 19 ค่ะ

ห้องพักอาศัยแทบทั้งหมดตั้งแต่ชั้น 4 ถึงชั้น 21 เป็นแบบ 1 Bedroom Loft ความสูงฝ้า 4.5 เมตรทั้งหมดค่ะ ซึ่งมีการวางผังแบบ Single-Corridor ทำให้มีความเป็นส่วนตัวสูง จะมีแค่ห้อง 2 ห้องตรงมุมทิศตะวันตกเท่านั้นที่หันหน้าเข้าหากันอาจจะมีความเป็นส่วนตัวน้อยลงหน่อย ส่วนของชั้นพักอาศัยนั้นมียูนิตต่อชั้นสูงสุดอยู่ที่ 14 ยูนิต และน้อยที่สุดอยู่ที่ 7 ยูนิต ถือว่าไม่มากและไม่น้อยจนเกินไปค่ะ จำนวนยูนิตต่อชั้นจะค่อยๆน้อยลงเมื่ออยู่ในชั้นที่สูงขึ้น ห้องพโครงการมีลิฟต์อยู่ที่ด้านหลังอาคารทำให้คนที่อยู่ด้านหน้าทางทิศเหนืออาจจะต้องเดินไกลจากลิฟต์สักหน่อย อัตราส่วนลิฟต์ทั้งโครงการอยู่ที่ 70 ยูนิตต่อลิฟต์ 1 ตัว ซึ่งถือว่าไม่มากทำให้ไม่ต้องรอลิฟต์นานในช่วงโมงเร่งด่วน

ส่วนชั้นพักอาศัยตั้งแต่ชั้น 22 ถึงชั้น 37 จะเป็นห้องพักอาศัยที่ความสูงพื้นถึงฝ้าเป็นปกติอยู่ที่ 3 เมตร  มีความเป็นส่วนตัวสูง เนื่องจากมียูนิตต่อชั้นน้อย เพียง 6 ยูนิต ทางทิศเหนือและทิศใต้เป็นห้อง 2 Bedroom และห้อง 1  Bedroom จะอยู่ทางทิศตะวันออกและตะวันตกขนาบแกนอาคาร ส่วนชั้น 38 เป็นชั้น Penthouse มียูนิตเพียง 3 ยูนิต Penthouse 2 ยูนิต และ 2 Bedroom 1 ยูนิตทางด้านทิศเหนือ ชั้นนี้จะมีความเป็นส่วนตัวที่สุดเนื่องจากยูนิตน้อยที่สุด ได้วิวกว้าง 180 องศา

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • ชั้น 1
    • Lobby Lounge
    • Waiting Lounge for automatic parking
    • Delivery box
    • Storage Room
    • Hideaway Courtyard
  • ชั้น 4 – 5
    • Recreation Hall
    • Working Space
    • Step Seat Library
    • Meeting Room Pods
    • The Club
    • Semi Outdoor Deck
  • ชั้น 13 , 15 , 17
    • Step Garden Terrace
  • ชั้น 19
    • Panoramic Sky Pool ระบบเกลือ & Hydro Smart ขนาด 35 และ 23 เมตร ลึก 1.2 เมตร
  • ชั้น 20
    • Private Sky Fitness  อุปกรณ์ออกกำลังกาย 10 ชิ้น รวม Multi Station + Kinesis
  • Roof Top
    • 360 Sky Terrace
  • Vertical Forest (ชั้น 4 – 21)
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 70 :  1
  • Service Lift 1 ตัว
  • ที่จอดรถ Automatic Parking 232 คันคิดเป็น 78.9 % แบ่งเป็น SUV 90 คัน (38%) และ Sedan 142 คัน (62%) ไม่รวมจอดรถบนดินชั้น 1 15 คัน
  • ระบบ CCTV / Access Card


Product Walkthrough

โครงการนี้ขายแบบ Fully Fitted ที่มีเฟอร์นิเจอร์ Built-in บางรายการมาให้ด้วย โดยห้องพักมีให้เลือกหลากหลายโดยจะแบ่งออกเป็น

  • 1 Bedroom Loft 30 – 42 ตร.ม.
  • 1 Bedroom 34.9 – 35.4 ตร.ม. 
  • 1 Bedroom Plus 50 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms 69 – 73 ตร.ม.

โดยวันนี้เราจะพาไปชมห้องตัวอย่าง 2 ห้อง ห้องแรกเป็นห้อง 1 Bedroom Loft (Type B3) และห้องที่ 2 เป็นห้อง 2 Bedroom (Type F) ตามไปชมกันค่ะ

สำหรับห้องแบบ Loft และ Duplex มีความแตกต่างกันนะคะ สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ 

ห้องแรก 1 Bedroom Loft พื้นที่ 34.90 ตารางเมตร หรือห้อง Loft เป็นห้องที่มีความสูงจากพื้นถึงฝ้าอยู่ที่ 4.5 เมตร เมื่อเข้าห้องมาจะเจอกับส่วนนั่งเล่นและส่วนรับประทานอาหาร ซึ่งบริเวณนี้จะเป็น Double Space บรรยากาศจึงรู้สึกโปร่ง อีกทั้งยังได้ช่องแสงขนาดใหญ่จากหน้าต่าง เป็นห้องที่เน้นการใช้พื้นที่ใช้สอยในห้องมากกว่าจึงจัดสรรพื้นที่ระเบียงมาไม่ใหญ่เท่าไหร่ แต่ก็สามารถใช้งานวาง Condensing Unit ของแอร์ใช้ซักล้าง ตากผ้าได้บ้างเล็กน้อย ด้านหลังห้องเป็นห้องน้ำที่สามารถอาบน้ำได้ แบ่งพื้นที่เป็นส่วนแห้งส่วนเปียกเป็นสัดส่วน มีห้องครัวปิดที่สามารถทำอาหารหนักๆได้เพราะมีประตูกันกลิ่นเอาไว้  ด้านบนชั้นลอยเป็นส่วนห้องนอนและ Walk in Closet ที่ค่อนข้างใหญ่ การจัดห้องแยก Function การใช้งานชัดเจนเป็นสัดส่วน ห้องนอนที่เป็นส่วนตัวที่สุดแยกไปอยู่ชั้นบน แต่อาจจะเดินเข้าห้องน้ำลำบากหน่อยเพราะต้องขึ้น-ลงบันได ห้องนี้จะเหมาะกับการอยู่ 1- 2 คนถ้ามากกว่านี้แนะนำให้อยู่ห้องที่ขนาดใหญ่ขึ้นค่ะ

สรุปรายการวัสดุและเครื่องใช้ไฟฟ้า

  • Digital Doorlock จาก Yale
  • Hob & Hood  จาก Gorenje by Oraito
  • Microwave Oven & Fridge จาก Gorenje by Oraito
  • Digital Doorlock จาก Yale
  • สุขภัณฑ์ Automatic Washlet จาก Cotto รุ่น Tunio
  • Sink & ก็อกน้ำ & Waste Disposal จาก Teka
  • Concealed Air Conditioner จาก Daikin
  • อ่างล้างหน้า & ก็อกน้ำ & มือจับภายในห้องน้ำ จาก Toto
  • ราวแขวน & Hand+Rain Shower จาก Hansgrohe

ประตูห้องพักเป็นประตูไม้บานใหญ่ ติด Digital Door Lock ด้านข้างมีตู้จดหมายและช่องระบายกาศ

Digital Door Lock สามารถรองรับได้ 4 ระบบ ทั้ง สแกนบัตร , กดPassword , สแกนลายนิ้วมือ และกุญแจ

ด้านข้างเป็นตู้จดหมาย ซึ่งเวลามีจดหมายมาถึงทาง Concierge Service จะนำมาหยอดให้ตามห้องเป็นตู้จดหมายค่อนข้างเป็นส่วนตัวค่ะ

ด้านล่างตู้จดหมายเป็นช่องเปิด-ปิดสำหรับระบายอากาศ ช่วยให้อากาศภายในห้องหมุนเวียนได้ดีขึ้น

ด้านข้างประตูทางขวามือจะได้ตู้รองเท้าขนาดใหญ่ (ของห้องจริงได้ชั้นวางเพิ่มอีก 1 ชั้นด้านบน) สามารถเก็บของอื่นๆที่ต้องการหยิบใช้ก่อนออกไปข้างนอกเช่น กระเป๋า แว่นตา หมวก ร่ม เป็นต้น ทำให้ใช้สะดวกขึ้นไม่ต้องเดินไปหยิบที่ตู้เก็บของค่ะ

เมื่อเข้ามาในห้องแล้วเราจะเจอกับพื้นที่ห้องนั่งเล่น เพดานสูง 4.5 เมตรเนื่องจากเป็นห้อง Loft ทำให้ห้องดูกว้างเข้าไปแล้วรู้สึกโปร่งไม่อึดอัด และแยกพื้นที่ชั้นลอยเป็นส่วนของห้องนอนที่มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ทำให้เวลาเพื่อนๆมาที่ห้อง ก็จะไม่รบกวนภายในห้องนอนของเราค่ะ ส่วนบริเวณใต้พื้นที่ชั้นลอยเป็นส่วนครัวปิดและห้องน้ำซึ่งไม่จำเป็นต้องมีฝ้าที่สูงนัก ถือว่าออกแบบพื้นที่การใช้งานได้เป็นสัดส่วนดี นอกจากนั้นพื้นที่ห้องนั่งเล่นจะได้รับแสงธรรมชาติ และวิวที่กว้างจากหน้าต่างกระจกบานสูงเต็มพื้นที่ผนังด้วยค่ะ กระจกที่ได้ทั้งโครงการเป็นกระจก Low-E ทั้งหมดช่วยสะท้อนความร้อนละมีความทนทาน

พื้นห้องเป็นพื้น Engineering Wood หนา 10 มิลลิเมตร พื้นที่นั่งเล่นสามารถวางโซฟา L Shape ขนาด 3 ที่นั้งได้ มีระยะดู TV อยู่ที่ประมาณ 2.25 เมตร ควรใช้ TV ที่มีขนาดประมาณ 30 นิ้วกำลังดี นอกจากนั้นห้องที่ได้จริงยังมีหน้าต่างบานสูงด้านข้างพื้นที่วาง TV (พื้นที่เส้นประ) ด้วย ซึ่งจะทำให้ห้องได้รับแสงมากขึ้นกว่าที่เห็นในห้องตัวอย่างค่ะ

พื้นที่ห้องนั่งเล่นมีเพดานสูง สามารถแขวนโคมไฟห้อยระย้าลงมาได้ทำให้ห้องดูสวยงามมากขึ้น ตรงมุมห้องเป็นส่วนของระเบียงขนาดเล็ก พื้นที่ประมาณ 1 ตารางเมตร เป็นพื้นที่แขวน Condensing Unit ด้านบน ซึ่งพื้นที่ด้านล่างสามารถใช้ได้ค่ะ

ประตูระเบียงเป็นประตูบานเปิด กระจกบานสูง ทำให้มองเห็นวิวข้างนอกได้ พื้นที่ระเบียงเป็นฝ้าเพดานสูงเหมือนกับด้านในห้อง ทำให้นอกจากแขวน Condensing Unit ด้านบนแล้ว พื้นที่ด้านล้างนี้ยังใช้เป็นที่ปลูกต้นไม้ หรือตากผ้าก็ได้ค่ะ

ซึ่งขอบประตูระเบียงก็จะยกสูงขึ้นมาประมาณ 3 เซนติเมตร รวมกับระเบียงที่ลดระดับลงประมาณ 10 เซนติเมตร ทำให้ฝุ่นหรือน้ำที่ขังอยู่ที่ระเบียงเวลาฝนตกไม่สามารถเข้ามาในห้องได้

พื้นที่ด้านหลังของห้องแบ่งเป็นห้องน้ำและห้องครัว เป็นสัดส่วนชัดเจน มีพื้นที่รับประทานอาหารอยู่ใกล้กับห้องนั่งเล่น เมื่อทำอาหารเสร็จแล้วก็ยกมาวางที่โต๊ะได้เลย ซึ่งตรงนี้เหมาะกับการวางโต๊ะอาหารที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก 2 คนกำลังพอดีค่ะ แต่ถ้าใครอยากได้มากกว่านั้นก็ขยับไปด้านหลังอีกหน่อยก็จะวางเก้าอีกได้อีก 2 ตัวค่ะ

ครัวของห้องนี้ได้เป็นครัวปิด ซึ่งมีข้อดีคือเวลาทำอาหารที่มีกลิ่นก็สามารถปิดประตูไม่ให้กลิ่นออกมาฟุ้งกระจายภายในห้อง ประตูครัวที่จะได้เป็นประตูบานเลื่อนกระจกกรอบบานอลูมิเนียม สูงจากพื้นถึงฝ้าเลยทำให้บรรยากาศในห้องครัวไม่อึดอัด เพราะได้ช่องเปิดเต็มผนังเลย

เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวทางโครงการให้มาพร้อมอย่างที่เห็นในรูปเลย (ยกเว้นของตกแต่ง) พื้นห้องครัวเป็นกระเบื้องพอร์ซเลน ขนาด 30 x 60 เซนติเมตร ซึ่งเป็นกระเบื้องที่ไม่ดูดซึมน้ำ มีความแข็งแรง รองรับน้ำหนักได้ดี ทนทานต่อการเสียดสีและรอยขูดเหมาะกับการใช้งานภายในห้องครัวค่ะ

Top ครัววัสดุเป็นหินอ่อนสีดำ ซึ่งลายจะแตกต่างกันไปตามห้องแต่ละแบบ ตู้ภายในครัวมีช่องเก็บของทั้งด้านบนและด้านล่าง ห้องจริงที่ได้จะมีชั้นวางของเพิ่มให้

 Hob & Hood ดูดควันแบบหมุนเวียนอากาศ ยี่ห้อ Gorenje by oraito ซึ่งเป็นดีไซน์เนอร์ชื่อดังผ่านการดีไซน์ให้กับแบรนด์ชั้นนำต่างๆมาแล้วค่ะ

เตาที่เป็นเตาไฟฟ้า 2 เตา เป็นชุดเดียวกันกับ Hob & Hood ค่ะ

อ่างล้างจานให้มาติดกับเคาน์เตอร์ครัวด้วยเช่นกัน ด้านข้างมีพื้นที่ว่างสำหรับวางภาชนะเมื่อล้างเรียบร้อยแล้วค่ะ

ก็อกน้ำสามารถดึงออกมาใช้งานได้สะดวก

ใต้อ่างล้างจานติดเครื่องปั่นเศษอาหารให้ด้วยเมื่อมีเศษอาหารลงไปเราสามารถกดปั่นและปล่อยลงท่อน้ำทิ้งได้เลย ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องท่อตันค่ะ

ในส่วนพื้นที่ด้านข้างจะมีช่องเก็บของ เตาไมโครเวฟ และตู้เย็นที่ Built-in เข้ากับเคาน์เตอร์ครัว ซึ่งทั้งหมดนี้โครงการก็ให้มาค่ะ ฝาตู้เย็นเป็นบานกระจกเงา ทำให้ห้องครัวดูมีมิติและช่วยสะท้อนแสงจากข้างนอกทำให้ครัวสว่างขึ้นด้วย

หน้าต่างส่วนห้องครัวเป็นช่องแสงเต็มผนังซึ่งทำให้ได้แสงธรรมชาติเยอะในเวลากลางวัน และสามารถเปิดระบายอากาศได้ด้วย

มาดูห้องน้ำกันบ้างค่ะ ห้องน้ำแยกส่วนเปียก-ส่วนแห้งชัดเจน คุมโทนสีด้วยกระเบื้องพอร์ซเลนลายหินอ่อนผิวด้านแผ่นใหญ่ ทำให้ไม่ลื่นเวลามีน้ำเปียก ภายในห้องน้ำทางโครงการก็ให้สุขภัณฑ์และอุปกรณ์ประกอบมาครบครัน พร้อมฉากกั้นอาบน้ำบานกระจกสีชา ให้ตอนอาบน้ำไม่รู้สึกเซ็กซี่จนเกินไป

พื้นห้องน้ำไม่ลดระดับจากพื้นห้องแต่จะใช้การ Slope ทำให้พื้นลาดเอียงแทน พื้นแบบนี้ทำให้เดินง่ายไม่สะดุดใช้งานสะดวกค่ะ

ส่วนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า เป็นเคาน์เตอร์หินอ่อน ด้านบนเป็นตู้กระจก สามารถเปิดเก็บของด้านหลังบานกระจกได้

ด้านล่างเคาน์เตอร์ก็มีช่องวางของสำหรับของใช้ในห้องน้ำด้วย

อ่างล้างมือเป็นอ่างเซรามิคเคลือบเงาฝังอยู่กับเคาน์เตอร์หินอ่อนดูเรียบร้อยดีค่ะ

ส่วนพื้นที่ตั้งสุขภัณฑ์ มีขนาดกว้างนั่งสบาย สุขภัณฑ์เป็นแบบอัตโนมัติรุ่น Tunio ลุกออกจากสุขภัณฑ์ระบบก็จะทำการฟลัช ( Flush ) เอง เมื่อไม่มีแสงในห้องน้ำก็มีไฟ LED ส่องสว่างให้รู้ตำแหน่งของสุขภัณฑ์ด้วย สะดวกสบายมากๆค่ะ

ห้องอาบน้ำกั้นด้วยกระจกสีชาประตูเป็นบานเปิดราวจับอลูมิเนียม ด้านในมีฝักบัวและ Rain Shower มีระบบน้ำร้อน-น้ำเย็น พื้นที่อาบน้ำประมาณ 1.20 x 0.9 เมตร เป็นระยะที่อาบได้สบายค่ะ

พื้นที่อาบน้ำลดระดับลงเล็กน้อย ให้น้ำไม่ล้นออกมายังส่วนแห้งด้านนอกเวลาอาบ

ก็อกน้ำฝักบัวสามารถเลือกปรับอุณหภูมิของน้ำได้ค่ะ

ห้อง Loft  จะมีพื้นที่วางเครื่องซักผ้าและเก็บของอยู่ใต้บันได ซึ่งทำให้ลดเสียงรบกวนและไม่รบกวนสายตา

ถ้าใครไม่ได้ใช้เครื่องซักผ้า ชอบส่งซักรีดมากกว่าก็ใช้พื้นที่บริเวณใต้บันไดนี้เป็นที่เก็บของได้เช่นกันค่ะ ซึ่งห้องจริงจะได้ชั้นวางของมากให้ด้วย

บริเวณผนังกระจกสีดำระหว่างชั้น 1 และชั้น 2 ที่ทำเส้นประอยู่ในภาพ ของจริงที่เราได้จะเป็นผนังฉาบเรียบทาสีขาวนะคะ เราสามารถตกแต่งเพิ่มโดยการติด Wallpaper ได้

บันไดจะอยู่ติดริมผนัง กว้าง 0.85 เมตร ลูกตั้งสูง 22 เซนติเมตร ซึ่งค่อนข้างชันระยะที่เดินแล้วสบายจะอยู่ที่ประมาณ 18-20 เซนติเมตรค่ะ ลูกนอนกว้าง 25 เซนติเมตรไม่รวมจมูกบันไดประมาณ 1 เซนติเมตร ถือว่าเป็นระยะความกว้างที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไปค่ะ

ด้านข้างราวกันตกเป็นบานกระจกดูสวยงามมองดูรวมๆแล้วเข้ากับกระจกด้านชั้นลอย ราวจับอลูมิเนียมขนาดกำลังดีจับถนัดมือค่ะ

ขั้นดานบนเป็นขั้นบันได 3 เหลี่ยมเพื่อเปลี่ยนทิศทางไปยังห้องนอน ตรงนี้ไม่มีประตูกั้นระหว่างห้องนอนกับพื้นที่ด้านล่างให้ อาจจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักเวลาเปิดนอนตอนกลางคืนค่ะ

พื้นที่ด้านบนชั้นลอยปูพื้นด้วย  Engineering Wood หนา 10 มิลลิเมตร เหมือนกับด้านล่าง ระยะจากพื้นถึงฝ้าเพดานประมาณ 2.00 เมตร แต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดเนื่องจากว่าเป็นห้องนอน การที่มีฝ้าที่สูงมากจะทำให้รู้สึกโหวงเกินไปค่ะ ห้องนอนนี้ก็ได้ช่องแสงที่กว้าง แสงธรรมชาติเข้าได้มาก พื้นที่บนชั้นลอยสามารถวางเตียงคิงไซส์ได้โดยที่ยังมีพื้นที่เหลือโดยรอบเตียง ประมาณ 80 เซนติเมตร

ส่วน Walk-in Closet ที่ได้ก็ค่อนข้างใหญ่ สามารถเก็บเสื้อผ้าได้ทั้ง 3 ด้าน พื้นที่เว้าเข้าไปทำให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด และสามารถยืนแต่งตัวได้ไม่โป๊ ประตูตู้เป็นแบบบานเปิด อาจจะทำให้กินพื้นที่ไปบ้างตอนใช้งาน

ประตูตู้เป็นบานกระจกสีชามองเห็นด้านใน สามารถเปิดได้ 5 บาน มีล้นชักเก็บของด้านล่างให้ เก็บเสื้อผ้าได้ค่อนข้างเยอะค่ะ

บานเปิดตู้ดีไซน์เป็นแนวยาวดูสวยงามดีค่ะ

 

สำหรับห้อง 2 Bedroom Type F มีขนาด 73 ตารางเมตร ความสูงพื้นถึงฝ้า 3 เมตร เข้ามาจะเจอกับครัวก่อน ซึ่งเป็นครัวเปิดแต่สามารถกั้นบานสไลด์เป็นครัวปิดได้ ครัวลักษณะนี้จะเหมาะกับการซื้ออาหารขึ้นมาทานหรือทำอาหารง่ายๆกินมากกว่า หรือจะเหมาะกับการสังสรรค์ปาร์ตี้ พื้นที่นั่งเล่นอยู่ตรงกลางมีขนาดใหญ่สามารถตั้งโซฟา L Shape และโต๊ะรับประทานอาหาร 4 ที่นั่ง มีระเบียงขนาดไม่ใหญ่มากอยู่เช่นเคย ห้องนอนแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือห้องนอนเล็กที่จัดห้องได้เป็นสัดส่วนดี ถ้าจะเข้าห้องน้ำต้องเข้าที่ห้องน้ำส่วนกลาง ส่วนห้อง Master Bedroom จะมีห้องน้ำและ Walk-in Closet ภายในตัวด้วย ไม่ต้องใช้ปนกับคนอื่นทำให้ห้องนอนมีความเป็นส่วนตัว การใช้งานพื้นที่เป็นสัดส่วนดี

สรุปรายการวัสดุและเครื่องใช้ไฟฟ้า

  • Digital Doorlock จาก Yale
  • Hob & Hood  จาก Gorenje by Oraito
  • Microwave Oven & Fridge จาก Gorenje by Oraito
  • Digital Doorlock จาก Yale
  • สุขภัณฑ์ Automatic Washlet จาก Cotto
  • Sink & ก็อกน้ำ & Waste Disposal จาก Teka
  • Concealed Air Conditioner จาก Daikin
  • เครื่องซักผ้า จาก Electrolux
  • อ่างล้างหน้า & ก็อกน้ำ & มือจับภายในห้องน้ำ จาก Toto
  • Bathtub Faucet & Bathtub (เฉพาะห้อง Type H) จาก Toto
  • ราวแขวน & Hand+Rain Shower จาก Hansgrohe

พื้นที่ทางด้านหน้าเป็นครัวเปิด แต่สามารถกั้นปิดได้ พื้นที่ห้องนั่งเล่นกว้าง ดูTVได้จากโต๊ะรับประทานอาหาร ตรงกลางมีช่องแสงและเปิดขนาดใหญ่ ทำให้รับแสงธรรมชาติได้มากในเวลากลางวัน แต่อาจจะต้องแลกกับภายในห้องที่มีอุณหภูมิสูงต้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดทั้งวัน

ฝ้าภายในห้องสูง 3 เมตร พื้นห้องวัสดุเป็น Engineering Wood หนา 10 มิลลิเมตร พื้นครัวเป็นประเบื้อง Cotto Italia ลายหินอ่อน ขนาด 60 x 1.20 เมตร ทำความสะอาดง่ายและมีความเงาสวยงาม

รอยต่อพื้น Engineering Wood และพื้นกระเบื้องมีรอยต่อเป็นแถบสเตนเลสเล็กๆ เก็บเรียบร้อยค่ะ

ตู้รองเท้าด้านข้างประตูของห้องเป็นบานเปิดกระจกสีชาโชว์รองเท้าด้านใน ขนาดอาจจะเล็กกว่าห้อง Loft สักหน่อยแต่ก็สามารถวางรองเท้าได้หลายคู่อยู่ค่ะ

พื้นที่เคาน์เตอร์เป็นรูปตัว U มีพื้นที่ใช้งานกว้างประมาณ 0.85 เมตร ไม่ได้กว้างมากนักอาจจะเดินออกไม่สะดวกถ้ามีคนกำลังใช้งานตู้เย็น ส่วนครัวและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่างของห้องนี้มี Upgrade จากห้อง Loft อยู่บ้าง จะมีอะไรบ้างไปชมกันค่ะ

สิ่งที่จะได้ในห้องนี้มีเครื่องซักผ้าฝาหน้า Electrolux ใต้เคาน์เตอร์ครัว อาจจะใช้งานไม่ค่อยสะดวกสักหน่อยถ้าใช้งานพร้อมกันกับครัวค่ะ

มีเครื่องปั่นเศษอาหารเหมือนกับห้อง Loft สามารถทิ้งเศษอาหารลงที่อ่างล้างจานได้เลย

อ่างล้างจานสีดำด้านดีไซน์สวยงาม และเนื่องจากครัวเป็นครัวเปิด พื้นที่เชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่นสามารถยืนล้างจานไปด้วยดู TV ไปด้วยได้

ก็อกน้ำที่ได้เป็นก็อกน้ำ ยี่ห้อ Teka ดีไซน์สวย สามารถดึงลงมาล้างภาชนะได้ทุกรูปทรง

ด้านล่างเตามีชั้นเก็บของย่อยๆให้หลายช่องสามารถแบ่งเก็บของได้เป็นสัดส่วน

เตาไฟฟ้าของห้องนี้ได้เป็นเตาไฟฟ้า 4 ช่อง ซึ่งห้อง Loft จะได้แค่ 2 ช่องค่ะ

ด้านเครื่องดูดควัน จะเป็นระบบดูดอากาศไปปล่อยด้านนอก มีดีไซน์สวยดูดีมีไฟ LED ด้านหลังทำให้มองเห็นมากขึ้นขนาดทำอาหาร สามารถเปิด , หรี่แสง หรือปิดไฟได้ เมื่อใช้งานก็เปิดเครื่องดูดอากาศออก เมื่อไม่ใช้งานก็พับเก็บแบบเดิมดูเรียบร้อย

ด้านข้างที่ให้มาเป็นช่องเก็บของ ตรงนี้สามารถวางเครื่องปรุงหรืออุปกรณ์ทำอาหาร ได้หลายชั้น มีตู้เย็น Built-in ให้เหมือนกับห้อง Loft เลยค่ะ

ห้องนั่งเล่นกว้าง สามารถวางโซฟา L Shape ยาวขนาด 3 ที่นั่งหรือจะวางโซฟายาวและเก้าอี้ด้านข้างก็มีพื้นที่่พอค่ะ มีระยะดู TV ประมาณ 2.25 เมตร สามารถตั้ง TV ขนาดประมาณ 32 นิ้วได้

พื้นที่รับประทานอาหารมีความกว้างเพียงพอสำหรับวางโต๊ะสำหรับ 4 คน หรือจะเพิ่มความยาวอีกหน่อยตั้งเป็นโต๊ะสำหรับ 6 คนก็พอทำได้

บริเวณนี้มีช่องแสงกว้างแต่ไม่เต็มผนังเหมือนกับห้องประเภท Loft มีบานเปิดกระทุ้งสามารถเปิดระบายอากาศได้

ระเบียงของห้องนี้ก็เป็นพื้นที่สำหรับวาง Condensing Unit พื้นที่สามารถวางกระถางต้นไม้ หรือราวตากผ้าขนาดเล็กได้ค่ะ

ขอบระเบียงยกสูง และพื้นระเบียงลดระดับจากพื้นห้องทำให้เมื่อฝนตกน้ำไม่กระเด็นเข้ามาภายในห้อง

เราไปดูห้องนอน Master Bedroom กันต่อค่ะ ห้อง Master Bedroom จะอยู่ทางด้านซ้ายมือเมื่อเข้ามาจากด้านนอก

ห้องนอน Master bedroom มีพื้นที่กว้างตั้งเตียง 6 ฟุตได้ โดยที่ยังมีพื้นที่รอบเตียงให้เดินได้สบายๆ ริมหน้าต่างสามารถตั้งโต๊ะไว้เป็นมุมสำหรับทำงานได้ด้วย มีช่องแสงขนาดใหญ่เปิดระบายอากาศได้ ฝ้าดรอปซ่อนรางม่านทางโครงการทำมาให้ ติดรางม่านและใช้งานได้เลยค่ะ

ระยะตรงปลายเตียงสามารถเดินได้สบาย ถ้าอยากติด TV แนะนำให้ติดเป็นแบบแขวนดีกว่าตั้งโต๊ะ เพราะว่าจะกินพื้นที่ทางเดินให้แคบลง

อย่างที่บอกว่าพื้นที่ริมหน้าต่างเหลือพื้นที่การใช้งานค่อนข้างเยอะ ทำเป็นโต๊ะทำงาน หรือจะเป็นโซฟาสำหรับนั่งพักผ่อนก็ได้ค่ะ

ส่วน Walk-in Closet ของห้องนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากเท่าแบบห้อง Loft แต่ก็จัดพื้นที่การใช้งานดูเป็นสัดส่วน เดินออกออกจากห้องน้ำมาสามารถแต่งตัวได้เลย

ตู้เสื้อผ้าที่เขาให้มาเป็นแบบเปิด 5 บาน กระจกสีชา โชว์เสื้อผ้าให้มองเห็นได้จากข้างนอก สามารถเก็บเสื้อผ้าได้พอดีๆค่ะ ถ้าใครเป็นสายแฟชั่นชอบแต่งตัว อาจจะต้องเพิ่มตู้เสื้อผ้าออกไปทางด้านข้างเตียงเพิ่มเติม

ห้องน้ำของห้อง Master Bedroom แยกส่วนเปียก-ส่วนแห้งชัดเจน แยกการใช้งานเป็นสัดส่วนมีฉากกั้นส่วนอาบน้ำให้ด้วยค่ะ

รอยต่อระหว่างพื้นห้องกับพื้นห้องน้ำจะไม่มีลดระดับ ใช้การออกแบบให้พื้นลาดเอียงแทนทำให้เดินได้สบายไม่สะดุด

เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าวัสดุเป็นหินอ่อน ทางโครงการให้มาแบบนี้ทั้งชุดเลยค่ะ (ไม่รวมของตกแต่ง)

ช่องเก็บของด้านใต้อ่างล้างหน้าสามารถเปิดเก็บของที่ใช้ในห้องน้ำเพื่อการหยิบใช้งานที่สะดวก หน้าบานจะเป็นวัสดุหินอ่อนเช่นกันค่ะ

อ่างล้างหน้าที่ได้ของห้องนี้เหมือนกับห้อง Loft เป็นเซรามิคสีขาวเคลือบเงา ดูมีดีไซน์เข้ากับห้องน้ำ พื้นที่ด้านข้างเหลือสำหรับวางสบู่หรือเสื้อผ้าได้

กระจกตรงอ่างล้างหน้าเป็นตู้กระจกที่สามารถเปิดเก็บของด้านในได้ ถือเป็นการใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ได้ดีค่ะ

พื้นที่ตั้งสุขภัณฑ์ มีขนาดกว้างนั่งสบาย สุขภัณฑ์เป็นแบบอัตโนมัติรุ่น Tunio

ห้องอาบน้ำกั้นด้วยกระจกสีชาประตูเป็นบานเปิดราวจับอลูมิเนียม ด้านในมีฝักบัวและ Rain Shower มีระบบน้ำร้อน-น้ำเย็นรองรับ

พื้นที่อาบน้ำลดระดับลงเล็กน้อย ให้น้ำไม่ไหลออกมาตอนอาบน้ำค่ะ

มาดูอีกฝั่งกันบ้างดีกว่า ทางฝั่งขวามือของห้องจะเป็นห้องน้ำส่วนกลางและห้องนอนอีกห้องนึงค่ะ

ห้องน้ำกลางสำหรับใช้งานได้ง่ายจากห้องนั่งเล่น และเป็นห้องอาบน้ำสำหรับห้องนอน 2 ด้วยค่ะ ห้องนี้ก็จะแยกส่วนเปียก-ส่วนแห้งให้ชัดเจน มีฉากกั้นอาบน้ำให้

พื้นที่อาบน้ำลดระดับลงเล็กน้อยให้น้ำไม่ไหลออก และค่อนข้างกว้างอาบได้สบายๆ

ห้องนอนห้องที่ 2 ของนี้เมื่อเทียบขนาดพื้นที่แล้วเล็กกว่าห้อง Master Bedroom ไม่มาก สามารถตั้งเตียงคิงไซส์ได้เลยค่ะ แต่ถ้าเป็นห้องที่อยู่คนเดียวแนะนำว่าเป็นเตียง 5 ฟุตจะดูไม่โล่งจนเกิดไป และมีพื้นที่เหลือรอบเตียงเยอะ

ระยะตรงปลายเตียงสามารถเดินได้สบาย ถ้าอยากติด TV แนะนำให้ติดเป็นแบบแขวนค่ะ

พื้นที่ด้านข้างสามารถใช้วางโต๊ะเครื่องแป้งหรือโต๊ะเขียนหนังสือได้

ตู้เสื้อผ้าของห้องนี้เป็นแบบฝังเข้าไปในผนังทำให้ไม่กินที่ทางเดิน เปิดใช้งานได้สะดวก

บานตู้เป็นกระจกสีชาเหมือนกับห้อง Master Bedroom มีพื้นที่แต่งตัวเยอะ ขนาดของตู้ที่ได้ค่อนข้างใหญ่สำหรับอยู่คนเดียว ใส่เสื้อผาได้เยอะพอสมควรค่ะ

สวิตซ์ไฟและเต้ารับของทุกห้องในโครงการเป็นของ Schneider มีดีไซน์สวยงาม

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะคะ

ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 28 August 2018

  • 1 Bedroom Loft ชั้น 6 เนื้อที่  34.9 ตร.ม. ราคา 9.21 ล้านบาท หรือ 263,897 บาท/ตร.ม. (คิดแบบไม่รวมพื้นที่ชั้นลอย)
  • 1 Bedroom ชั้น 24 เนื้อที่ 34.9  ตร.ม. ราคา 9.41 ล้านบาท หรือ 269,628 บาท/ตร.ม. 
  • 1 Bedroom ชั้น 23 เนื้อที่ 35.4 ตร.ม. ราคา 9.53 ล้านบาท หรือ 269,202 บาท/ตร.ม. 
  • 2 Bedrooms ชั้น 24 เนื้อที่ 73 ตร.ม. ราคา 19.09 ล้านบาท หรือ 261,507 บาท/ตร.ม. 
  • Fully Fitted + เฟอร์นิเจอร์บางรายการ
  • ฝ้าเพดานสูง4.5 เมตร (เฉพาะห้อง Loft) ห้องอื่นๆฝ้าเพดานสูง 3 เมตร
  • Kitchen & Sink
  • Hob & Hood
  • จอง 100,000 บาท
  • ดาวน์ 10% ผ่อนดาวน์ 30 งวด งวดพิเศษ 6 งวด
  • ค่ากองทุน 900 บาท/ตร.ม. ชำระครั้งเดียว ณ วันโอนกรรมสิทธิ์
  • ค่าส่วนกลาง 90 บาท/ตร.ม./เดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ


เจาะลึกรวบยอด

ทำเล

ทำเลของโครงการ Conner ราชเทวีเป็นทำเลที่อุดมสมบูรณ์ ถัดมาจากแหล่งสยามเนื่องจากเป็นย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ มีแหล่งร้านค้าร้านอาหาร และห้องสรรพสินค้ามากมาย ทั้ง Siam Paragon , Siam Discovery , Siam Center , Siam Square One , MBK มีนักท่องเที่ยวมาเดินอยู๋ตลอด นอกจากนั้นยังมีแหล่งสถานศึกษาชื่อดังอยู่หลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย , โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา , โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์ , โรงเรียนสาธิตปทุมวัน ทำให้ย่านนี้คึกคักตลอดทั้งวัน เส้นถนนพญาไทเองก็จะมีร้านค้าร้านอาหารอยู่มากมายหาของกินสะดวกมากๆค่ะ

ความอุดมสมบูรณ์รอบๆโครงการ อาจจะไม่มากเท่าถนนเพชรบุรีฝั่งประตูน้ำ แต่ก็ยังมีร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้ออยู่บ้าง ประกอบกับในย่านนี้เป็นทำเลใกล้รถไฟฟ้า ทำเลยอดฮิตอีกที่หนึ่งในการพัฒนาคอนโดมิเนียม นอกจากนั้นในอนาคตยังมีโครงการ Office Building เกรด A มาขึ้นอยู่ไม่ไกลทำให้ย่านนี้มีการพัฒนาขึ้นและเป็นทำเลที่คึกคักขึ้นในอนาคตค่ะ

การเดินทางโดยใช้รถ

การเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวก็มีความสะดวก เนื่องจากโครงการอยู่ติดถนนเพชรบุรี สามารถเดินทางออกนอกเมืองได้ง่ายและมีทางด่วนใกล้ๆ เดินทางต่อได้หลายเส้นทาง ไม่ว่าจะไปทางประตูน้ำ, อโศกก็สะดวก หรือจะไปออกเส้นพญาไทไปทางอนุสาวรีย์ก็ได้ แต่ช่วงเวลาเร่งด่วนก็มีรถติดพอสมควร ใครที่ทำงานทางนอกเมืองแล้วอยู่แถบนี้จะได้เปรียบเรื่องเวลาการเดินทางน้อยลงไปเยอะเลยค่ะ

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ

การเดินทางโดยไม่ใช้รถยนต์ของโครงการนี้ก็มีความสะดวกไม่น้อยกว่าการใช้รถยนต์เลยค่ะ เนื่องจากโครงการอยู่ห่างจาก BTS ราชเทวี ประมาณ 300 เมตร ซึ่งห่างจากสถานีจุดเปลี่ยนขบวน (Interchange)ทั้งสถานีสยาม ไปยัง สายสนามกีฬา-บางหว้าและสถานีพญาไท ไปยังรถไฟฟ้า Airport Link เพียง 1 สถานี เป็นระยะที่สามารถเดินได้ค่ะ และในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีส้มพาดผ่านด้วย ซึ่งมีสถานีราชเทวีอยู่บริเวณหน้าโครงการเลย อย่างไรก็ตามต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมาขึ้นตรงนี้จริงหรือไม่ ด้านหน้าโครงการใกล้ๆยังมีวินมอเตอร์ไซค์และป้ายรถเมล์ถัดไปไม่ไกลนัก นอกจากนั้นถนนเพชรบุรียังเรียกใช้บริการ Taxi ได้ง่ายอีกด้วยค่ะ

วัสดุ

โครงการนี้ให้เฟอร์นิเจอร์มาแบบ Fully Fitted + เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่นHob & Hood , Microwave Oven & Fridge จาก Gorenje by Oraito ถือว่าดีเลยค่ะเทียบกับระดับราคานี้ Top ครัววัสดุเป็นหินอ่อนสีดำ พื้นกระเบื้องพอร์ซเลน Sink & ก็อกน้ำ & Waste Disposal จาก Teka , สุขภัณฑ์ Automatic จาก Cotto รุ่น Tunio พื้นห้องเป็น Engineering Wood หนา 10 มิลลิเมตร ถือว่าได้ของที่คุ้มค่าสมราคาค่ะ

การออกแบบ

การออกแบบตัวโครงการ มีความทันสมัยและใส่ใจรายละเอียดในหลายด้าน การสัญจรทางเข้าลาดจอดรถแยกเป็นสัดส่วนมีพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมที่หลายหลาย ทันสมัย มีการนำเอาธรรมชาติเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ ทำให้คนที่อยู่ในเมืองไม่ได้สัมผัสกับธรรมชาติเลย ได้เห็นและสัมผัสธรรมชาติบ้าง ทั้งจากช่องแสงขนาดใหญ่ตรงกลางอาคาร และ Vertical Forest ที่สูง 80 เมตร  การออกแบบพื้นที่พักอาศัยมีความเป็นส่วนตัวและรู้สึกปลอดภัย จากการกั้นพื้นที่ใช้งานส่วนกลางออกจากพื้นที่พักอาศัยอย่างชัดเจน และออกแบบวางห้องพักแบบ Single Corridor ทำให้ลูกบ้านมีความเป็นส่วนตัวซึ่งกันและกัน ที่นี่ยังมีห้องแบบ Loft ฝ้าเพดานสูง 4.5 เมตร ที่ชั้น 4-21 ด้วย ทำให้วิวที่ได้ในชั้นต่างๆสูงกว่าชั้นที่เท่ากันในอาคารอื่น

สาธารณูปโภค

สาธารณูปโภคถือเป็นจุดเด่นของนี้เลยก็ว่าได้ค่ะ เนื่องจากมี Facility มาให้ค่อนข้างเยอะ มีที่จอดรถระบบอัตโนมัติระบบ Smart Park Robot Gen 3 รองรับได้ทั้งหมด 232 คันคิดเป็น 78.9 % ถือว่าเยอะพอควรเลย ลิฟต์เป็นลิฟต์ล็อคชั้น (ยกเว้นชั้นส่วนกลาง) มีลิฟต์โดยสาร 3 ตัวและ Service 1 ตัว อัตราส่วนค่อนข้างดี มีสวนด้านหน้าโครงการลดระดับจากพื้นถนนลงไปประมาณ 2 เมตรเพื่อลดแสงแดดที่ส่องถึงให้อุณหภูมิเย็นลง ซึ่งไม่ค่อยมีใครทำ และมีบริการห้อง Delivery Box สำหรับรอรับอาหารที่ลูกบ้านสั่งมาและเก็บอุณหภูมิให้คงที่ เป็นบริการจาก Concierge Service และยังช่วยนำจดหมายของแต่ละห้องไปส่งถึงตู้จดหมายในห้องของลูกบ้านเลย มี Recreation Zone แยกชั้น 4 และชั้น 5 สำหรับคนที่ต้องการทำงานที่ต่างกัน ถือว่ารองรับความต้องการของลูกบ้านได้หลากหลายรูปแบบ สระว่ายน้ำเป็นสระ Semi Outdoor Panoramic Pool รูปตัว U  ทำให้ชมวิวได้รอบ ทั้งโครงการยังใช้ระบบน้ำที่ผ่านการบำบัดโดยระบบ Hydrosmart ทำความสะอาดน้ำด้วยระบบแม่เหล็กลดการใช้คลอรีน ซึ่งดีต่อสุขภาพผิว ระหว่างชั้นต่างๆยังมีสวน Outdoor Terrace ให้ออกมานั่งชมวิวและVertical Forest ของโครงการด้วย ให้เยอะขนาดนี้ก็อาจจะไม่แปลกใจที่มีค่าส่วนกลางที่ค่อนข้างสูง อยู่ที่ 90 บาท/ตารางเมตร ซึ่งเหมาะสมกับการบำรุงรักษาให้ส่วนกลางดูดีน่าใช้งานอยู่ตลอดค่ะ

Judgement

ราคาของคอนโดระดับ ULTIMATE CLASS ความคุ้มค่าด้านราคาไม่ใช่ปัจจัยหลักเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งผู้ที่ต้องการซื้อคอนโดในระดับนี้คงต้องมีความพึงพอใจและความชอบจนมองข้ามราคาไปอย่างแน่นอน ดังนั้นความคุ้มค่าด้านอารมณ์คือปัจจัยหลักอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตราบเท่าที่ทางเรายังไม่สามารถวัดค่ามาตรฐานทางอารมณ์ได้ จึงมิอาจให้คะแนนได้ค่ะ

BOTTOM LINE

โครงการ Conner ราชเทวี เหมาะกับคนที่ต้องการคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ย่านราชเทวี เดินทางสะดวก ติดถนนใหญ่และใกล้รถไฟฟ้า ชอบทำเลที่อุดมสมบูรณ์มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ เป็นคนที่ชอบธรรมชาติและความเป็นส่วนตัว ชอบห้องแบบ Loft สนใจ Product มากกว่าชื่อยี่ห้อ มีงบประมาณระดับ 8-20 ล้าน หรือมีกำลังผ่อนประมาณ 56,000 – 140,000 บาท/เดือน 

Share

Leave a Reply