รีวิวฉบับที่ 1943 … วันนี้ผมมีโครงการใหม่มากฝากครับ กับ Lumpini Ville แจ้งวัฒนะ 10 เป็นคอนโด Low Rise สูง 8 ชั้น จาก LPN ทำเลเงียบสงบและสามารถเข้า-ออกถนนหลักได้ถึง 2 เส้นทาง ตัวโครงการมีห้องขนาดเล็กให้เลือก และขายเป็นห้องเปล่า จึงทำราคาออกมาหยิบจับได้ง่าย เริ่มต้นเพียง 1.42 ล้านบาท รายละเอียดจะเป็นอย่างไรเราไปชมกันเลยครับ

Fact @ 6 September 2019

  • Lumpini Ville Chaengwatthana 10 (ลุมพินี วิลล์ แจ้งวัฒนะ 10)
  • บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จํากัด
  • ECONOMY CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment ได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่: ซอยแจ้งวัฒนะ 10 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่
  • เนื้อที่โครงการ 4 ไร่เศษ
  • คอนโด Low Rise 8 ชั้น 2 อาคาร 476 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 34 ยูนิต
  • ที่จอดรถประมาณ 140 คัน คิดเป็น 30% รวมซ้อนคัน
  • เริ่มก่อสร้าง :  มกราคม 2563
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : ตุลาคม 2563
  • Studio 23 ตร.ม.
  • 1 Bedroom 28 ตร.ม.
  • ฝ้าเพดานสูง 2.4 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 1.42 ล้านบาท
  • ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ ประมาณ 62,000 บาท/ตร.ม.
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่ 
  • โทร  : 026896888

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างครับ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 13.894627, 100.578083
หรือสามารถ :  คลิกที่นี่

แผนที่จากทางโครงการครับ

โครงการ Lumpini Ville แจ้งวัฒนะ 10 ตั้งอยู่ในซอยแจ้งวัฒนะ 9 แยก 9-1 โดยซอยนี้ไม่ใช่ซอยตันครับ เพราะสามารถเข้าได้ทั้งจากถนนแจ้งวัฒนะ ที่ซอยแจ้งวัฒนะ 10 หรือซอยแจ้งวัฒนะ 14 ข้างๆ Big C ก็ได้ หรืออีกเส้นทางหนึ่งคือ เข้าจากถนนกำแพงเพชร 6 ที่วิ่งขนานกับถนนวิภาวดี-รังสิตได้อีกหนึ่งเส้นทาง ที่สำคัญเลยคือใกล้ทั้งทางด่วนโทลล์เวย์และทางด่วนศรีรัชอีกด้วยครับ

ส่วนเรื่องความอุดมสมบูรณ์จะอิงห้างใหญ่ๆบนถนนแจ้งวัฒนะเป็นหลัก ที่สำคัญคือเราสามารถใช้ทางลัดจากซอยย่อยด้านใน เพื่อเชื่อมต่อมายังห้าง Big C, The Avenue และ Tesco Lotus ได้เลยโดยที่ไม่ต้องออกถนนใหญ่ครับ เพราะถนนเส้นนี้จะรถติดมาก โดยเฉพาะบริเวณหน้าศูนย์ราชการและกระทรวงยุติธรรม (ยิ่งช่วงนี้ยังมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูอยู่ด้วย) และถ้าเป็นคนที่เดินทางด้วยเครื่องบินบ่อยๆ หรือทำงานในสนามบินอยู่แล้วก็จะสะดวกมากเลย เพราะทำเลนี้ก็อยู่ใกล้กับสนามบินดอนเมืองอีกด้วยครับ

การเดินทางด้วยรถสาธารณะของถนนหลักทั้ง 2 เส้น จะมีรถไฟฟ้าสายใหม่ที่จะเปิดให้บริการในอนาคต อย่างรถไฟฟ้าสายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี) ที่คาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จอีก 2 ปีข้างหน้า มีสถานีที่ใกล้ที่สุดคือ สถานีทีโอที มีระยะห่างจากโครงการประมาณ 1.7 km. อาจต้องนั่งวินมอไซค์มาลงที่ปากซอยแจ้งวัฒนะ 10 แล้วเดินย้อนกลับมาอีกหน่อย ประมาณ 500 m. นะครับ

หรือจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม (ช่วงบางซื่อ-รังสิต) ที่จะทดลองเปิดให้บริการปีหน้านี้แล้ว โดยสถานีหลักสี่ จะอยู่ห่างจากโครงการประมาณ 1.4 km. บริเวณหน้า IT Square แต่ทั้งนี้ผมต้องขอบอกอย่างหนึ่งว่า ซอยแจ้งวัฒนะ 9 แยก 9-1 หรือเส้นถนนที่โครงการตั้งอยู่นั้นจะไม่มีวินมอไซค์อยู่ใกล้ๆเลยครับ จะมีอีกทีคือบริเวณเซเว่นตรงปากซอย ที่อยู่ห่างออกมา 600 m. หรือไม่ก็ต้องรอให้พี่วินขับผ่านหน้าโครงการแล้วโบกเอาครับ ซึ่งถ้าเป็นช่วงเช้าก็จะมีผ่านมาอยู่เป็นระยะๆ แต่ถ้าเป็นตอนกลางวันจะนานๆมาที คนไม่มีรถก็จะลำบากหน่อย โดยในวันที่ผมเข้าไปทำรีวิวนี้ ทางโครงการคาดว่าอาจจะมี Shuttle Service รับ-ส่งลูกบ้านมาที่หน้าปากซอยในอนาคตครับ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆก็จะช่วยให้เดินทางสะดวกขึ้นเยอะเลย เพื่อนๆจะต้องลองสอบถามกับทางโครงการดูอีกครั้งนะ

สำหรับคนใช้รถยนต์ส่วนตัว ทำเลนี้ถือว่าสะดวกมากครับ ทางด่วนที่ใกล้ที่สุดคือดอนเมืองโทลล์เวย์ ซึ่งเราสามารถออกมาที่ถนนแจ้งวัฒนะ จากซอยแจ้งวัฒนะ 10 ก็ได้ หรือจะออกมาทางถนนกำแพงเพชร 6 แล้วขับย้อนกลับมาหน่อย เพื่อมาขึ้นทางด่วนก็ได้อีกเช่นกัน

ส่วนขากลับเพื่อนๆจะต้องลงโทลล์เวย์ตรงทางออกท่าอากาศยานดอนเมือง แล้ววิ่งใต้ทางด่วนมาเรื่อยๆ ก่อนจะกลับรถเพื่อไปเลี้ยวเข้าสู่ถนนกำแพงเพชร 6 แล้วขับตรงมาเข้ากำแพงเพชร 6 ซอย 5 ได้เลยครับ

และถ้าใครที่ต้องการใช้ทางด่วนศรีรัช ก็สามารถใช้ทางออกที่ถนนแจ้งวัฒนะ จากซอยแจ้งวัฒนะ 10 และ 14 ได้ครับ แน่นอนว่าขากลับตอนเย็นรถจะค่อนข้างติดมากหน่อย แถวๆหน้าห้าง Tesco Lotus และ Big C จากนั้นก็ขับกลับได้ตามปกติ หรือใครจะลัดเลาะผ่านทางซอยแจ้งวัฒนะ 14 เผื่อจะแวะเข้าห้างก่อนก็ไม่ว่ากัน เพราะระยะทางพอๆกัน และใช้เวลาเท่ากับทางหลักครับ

แต่ในตอนเช้าที่เราจะไปใช้ทางด่วนนั้น ผมแนะนำให้ลัดเลาะมาออกที่ซอยแจ้งวัฒนะ 14 แล้วมากลับรถนิดหน่อยจะดีกว่านะ เพราะถ้าเรามาทางปกติ ซึ่งจะต้องขับผ่านหน้าศูนย์ราชการและกระทรวงยุติธรรมรถจะติดมากๆเลย อาจใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงทางด่วนได้ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อดีของทำเลซอยนี้ที่เชื่อมต่อถึงกันได้แบบนี้ครับ

และสำหรับการเดินทางของผมในวันนี้ ผมมาจากในตัวเมืองโดยใช้ดอนเมืองโทลล์เวย์มาลงถนนวิภาวดี-รังสิต จากนั้นจึงเลี้ยวซ้ายเพื่อเปลี่ยนไปยังถนนกำแพงเพชร 6 แล้วเลี้ยวเข้าซอยกำแพงเพชร 6 ซอย 5 เข้ามาในซอยประมาณ 400 m. แล้วเลี้ยวขวาตรงเซเว่น จากนั้นเลี้ยวซ้ายซอยแรก ขับตรงเข้ามาเรื่อยๆก็จะเจอกับที่ตั้งโครงการอยู่ทางซ้ายมือครับ

ตอนนี้ผมอยู่บนทางด่วน ให้ใช้ทางออกตามป้าย “หลักสี่ – แจ้งวัฒนะ”

เมื่อลงมายังถนนวิภาวดีแล้วก็ให้เราขับตรงมาเรื่อยๆ ให้ตามป้ายบอกทางสะพานกลับรถมีนบุรี หรือให้อยู่เลนตรงกลางเอาไว้ครับ เพราะรถทางซ้ายจะค่อนข้างติดยาว เนื่องจากเป็นรถที่จะเลี้ยวซ้ายไปทางปากเกร็ด-แจ้งวัฒนะกันครับ

และเมื่อเราผ่านตรงทางเลี้ยวปากเกร็ดมาแล้ว ก็ให้เราชิดซ้าย เพื่อเตรียมเบี่ยงซ้ายเข้าสู่ถนนกำแพงเพชร 6 ได้เลยครับ ส่วนด้านขวาจะเป็นทางขึ้นทางด่วนโทลล์เวย์ที่ใกล้ที่สุดที่ได้บอกไปแล้วนั่นเอง

เมื่อเราเบี่ยงซ้ายมาแล้วก็ให้เราเลี้ยวซ้ายไปตามทาง พอถึงทางแยกของถนนกำแพงเพชร 6 แล้วก็ให้เลี้ยวขวาครับ

ซึ่งพอเราเลี้ยวขวามาได้หน่อยเดียว ก็จะสามารถเลี้ยวซ้ายเข้ากำแพงเพชร 6 ซอย 5 ได้เลยครับ สังเกตป้ายด้านหน้าจะเป็นทางไปซอยโกสุมนั่นเอง

ขับตรงเข้ามาในซอยเรื่อยๆประมาณ 400 m. จะเห็นได้ว่าระหว่างทางเป็นชุมชนอยู่อาศัยดั้งเดิม มีร้านค้าอยู่บ้างพอสมควร และพอเรามาจนเจอเซเว่นช่วงกลางๆซอยอยู่ทางขวามือ ก็ให้เลี้ยวเข้าซอยได้เลยครับ

เมื่อเลี้ยวเข้าซอยมา จากนั้นก็ให้เราเลี้ยวซ้ายที่ซอยแรกได้เลย

ขับตรงเข้ามาเรื่อยๆ ระหว่างทางก็จะเป็นบ้านพักอาศัยและตึกแถวสลับๆกันไป ประมาณ 500 – 600 m. เราจะเจอกับที่ตั้งโครงการอยู่ทางซ้ายมือครับ

โดย Sale Gallery ก็จะตั้งอยู่ที่ Site โครงการเลยครับ ซึ่งที่จอดรถก็จะอยู่ด้านหน้าแบบนี้ ตัวอาคารใช้สีส้มและน้ำเงินค่อนข้างโดดเด่นและแปลกตา

ส่วนภายในก็จะมีโมเดลตั้งอยู่ด้านในสุด ส่วนห้องตัวอย่างก็จะอยู่ด้านหลัง ซึ่งจุดที่น่าสนใจจริงๆคือ ที่นั่งตรงด้านหน้านี้ ซึ่งเค้าได้จำลองบรรยากาศของพื้นที่ส่วนกลางตรง Co-Working Space ของจริงในโครงการออกมาให้ดูเลยครับ Mood & Tone ก็จะเป็นสีน้ำเงินและส้ม ที่ดูสนุกสนานและ Active หน่อยๆ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะครับ

บริบทโดยรอบโครงการจะเป็นบ้านแนวราบและเป็นที่ว่างสีเขียวเป็นส่วนใหญ่ครับ โดยรวมจึงเป็นทำเลที่ค่อนข้างเงียบสงบมากเลยทีเดียว สามารถสรุปได้ตามนี้

ทิศเหนือ : เป็นบริเวณด้านข้างของโครงการ ติดกับถนนซอยแจ้งวัฒนะ 10 แยก 9-1-9 และถัดไปเป็นบ้านพักอาศัยหลังใหญ่สูง 2 ชั้น

ทิศใต้ : ติดกับที่ดินโครงการเป็นบ้านพักอาศัยหลังใหญ่สูง 2 ชั้น เหมือนกันทั้ง 2 หลังครับ

ทิศตะวันออก : เป็นด้านหน้าโครงการ อยู่ติดถนนซอยแจ้งวัฒนะ 9 แยก 9-1 ฝั่งตรงข้ามเป็นบ้านสูง 2 ชั้น และกำลังจะมีโครงการทาวน์โฮมสูง 3 ชั้น เกิดขึ้นในอนาคตครับ

ทิศตะวันตก : เป็นด้านหลังของโครงการ ติดกับบ้านสวนที่สูง 1 – 2 ชั้น มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ และติดกับหมู่บ้านสวนรื่นรมย์ที่เป็นทาวน์โฮมสูง 3 ชั้นอีกด้วย

เรามาเดินดูทำเลรอบๆโครงการกันบ้างครับ เริ่มจากด้านหน้าโครงการจะอยู่ติดกับถนนซอยแจ้งวัฒนะ 9 แยก 9-1 แบบนี้เลย

ส่วนฝั่งตรงข้ามก็เป็นบ้านสูง 2 ชั้นอย่างที่ได้บอกไปแล้วเมื่อกี้

งั้นเราไปเดินดูด้านซ้ายกันก่อนนะครับว่าเป็นยังไงบ้าง

สุดเขตที่ดินโครงการจะอยู่ติดกับซอยย่อยเล็กๆ ทำให้โครงการเป็นแปลงมุมแบบนี้ และถ้าตรงต่อไปทางขวาก็จะลัดเลาะไปออกซอยแจ้งวัฒนะ 14 ได้ครับ

ส่วนภายในซอยย่อยข้างๆเรานี้ ก็จะเป็นบ้านหลังใหญ่ๆเลยนะ สุดซอยจะเป็นที่ดินส่วนบุคคลผืนหนึ่ง ซึ่งมีบ้านเล็กๆและมีพื้นที่สีเขียวค่อนข้างใหญ่

กลับมาที่หน้าโครงการกันอีกครั้ง คราวนี้เราลองไปเดินดูทางขวาของโครงการกันบ้างครับ

เยื้องๆกันฝั่งตรงข้ามจะเป็นบ้านสูง 1 – 2 ชั้น และมีร้านขายของชำเล็กๆอยู่ด้วย

ส่วนติดกับที่ดินโครงการทางขวาก็จะเป็นบ้านเดี่ยวสูง 2 ชั้นขนาดใหญ่เลยนะ

แล้วถ้าเราตรงต่อไปทางนี้อีกเรื่อยๆก็จะเป็นชุมชนที่พักอาศัยแบบนี้ สลับกับที่ว่างสีเขียว แล้วไปออกซอยแจ้งวัฒนะ 10 หรือถนนกำแพงเพชร 6 ที่เราเข้ามาในตอนแรกได้ครับ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • ศูนย์ราชการ ~ 4.2 km.
  • ไอที สแควร์ ~ 1.4 km.
  • ตลาดเมืองทอง~ 2.6 km.
  • โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ~ 2.6 km.
  • บิ๊กซี แจ้งวัฒนะ ~ 2.9 km.
  • โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ ~ 2.9 km.
  • เทสโก้ โลตัส แจ้งวัฒนะ ~ 3.7 km.
  • ท่าอากาศยานดอนเมือง ~ 5.7 km.
  • มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ~ 6.4 km.
  • โรงเรียนพระหฤทัยดอนเมือง ~ 6.7 km.
  • โรงเรียน เซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ เมืองทองธานี ~ 7.2 km.
  • มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช ~ 7.6 km.
  • เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ~ 7.7 km.
  • อิมแพค เมืองทองธานี  ~ 9.2 km.
  • โรงพยาบาลวิภาราม ปากเกร็ด ~ 11.4 km.
  • โรงพยาบาลวิภาวดี ~11.7 km.


เจาะลึกตัวโครงการ

โครงการ Lumpini Ville แจ้งวัฒนะ 10 เป็นคอนโด Low Rise สูง 8 ชั้น 2 อาคาร 476 ยูนิต ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 4 ไร่เศษ มีแนวคิดการออกแบบที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ซึ่งอาคารทั้ง 2 จะโอบล้อมพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นสวนสีเขียวเอาไว้ ทำให้ห้องที่หันเข้ามาด้านในจะได้วิวสวนทั้งหมดเลยครับ และเนื่องจากทำเลโครงการค่อนข้างเงียบสงบและไม่มีร้านค้าอยู่เลย ทางโครงการจึงได้มียูนิตร้านค้าอยู่ด้านหน้า ซึ่งคนภายนอกในละแวกนั้นก็สามารถมาใช้บริการได้ด้วยเช่นกัน และช่วยอำนวยสะดวกให้กับลูกบ้านได้เยอะเลยครับ

ทางเข้ารถยนต์จะมีแค่ทางเดียว และเดินรถแบบ one way มีที่จอดรถทั้งแบบใต้อาคารและแบบกลางแจ้ง ที่ด้านข้างอาคารและทางด้านหลัง โดยที่ Lobby จริงๆจะอยู่บริเวณมุมอาคารด้านในครับ จึงเกิดเป็นเส้นทางบังคับที่ไม่ว่าจะเดินเข้ามาจากด้านหน้าโครงการ หรือเดินมาจากลานจอดรถ ก็จะต้องเดินผ่านสวนส่วนกลางมาก่อนนั่นเอง เป็นการปรับอารมณ์ให้เจอกับธรรมชาติก่อนจะเข้าไปยังที่พัก และจาก Lobby จะเข้าไปยังโถงลิฟต์ก็จะมีประตูกระจกที่ต้องใช้ Key Card Access เพื่อความปลอดภัย แต่ตัวลิฟต์เองจะไม่ได้เป็นแบบล็อคชั้นนะครับ

นอกจากนี้ส่วนกลางหลักๆที่อยู่กลางแจ้งจะประกอบด้วย สระว่ายน้ำขนาด 19 x 5.4 m. สวนรวมใจที่เอาไว้นั่งพักผ่อนใต้ต้นไม้ มีลานเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง และมีสนามเด็กเล่นอยู่ด้านใน ส่วนลู่วิ่งของ Jogging track จะเป็นเส้นสีเขียวๆที่อยู่โดยรอบอาคารครับ และสำหรับฟังก์ชันที่อยู่ในอาคารจะประกอบด้วย ห้องคุณหนูที่อาคาร A ห้องออกกำลังกายที่อาคาร B และห้องอเนกประสงค์หรือห้อง Co-Working Space แต่ละอาคารจะมีเป็นของตัวเองแยกกันครับ แต่ทั้งนี้ลูกบ้านทั้ง 2 ตึกก็สามารถใช้ส่วนกลางเหล่านี้ร่วมกันได้หมดเลยนะ

มาดูโมเดลทางด้านหลังกันบ้าง เมื่อเราเลี้ยวรถเข้ามาในโครงการก็จะต้องขับเลียบอาคาร B มาเรื่อยๆ ถ้าใครที่อยู่ที่อาคารนี้อยู่แล้วก็สามารถแวะจอดระหว่างทางได้เลย แต่ถ้าที่จอดเต็มก็ยังมีลานจอดกลางแจ้งอยู่ที่ด้านหลังโครงการอีกครับ แต่ข้อเสียคือ เวลาเดินเข้าอาคารถ้าสภาพอากาศไม่เป็นใจ ก็คงต้องเดินตากแดดหรือเปียกฝนกันบ้างนะ เว้นซะแต่โครงการจะทำ Cover way (ทางเท้าที่มีหลังคาคลุม)ให้เดินได้สะดวกๆ และเช่นเดียวกับลานจอดกลางแจ้งครับ ถ้าของจริงมีการทำหลังคามาคลุมให้จะดีมากๆ ส่วนถ้าใครที่อยู่อาคาร A ก็จะมีที่จอดรถอยู่ใต้อาคารให้ด้วยนะ

ส่วนกลางที่อยู่ตรงกลางถูกออกแบบให้มีความเป็นธรรมชาติ แนวคิดคือ “ป่า” ซึ่งจะเน้นการปลูกต้นไม้ให้ความร่มรื่น และมีสระว่ายน้ำตรงกลางที่เปรียบเหมือนแม่น้ำลำธาร ข้อดีก็อย่างที่บอกไปแล้วคือ ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีภายในได้ แล้วยังช่วยปรับอารมณ์เวลากลับมาจากภายนอกได้ดีอีกด้วย เพราะเวลาจะขึ้นตึกก็จะต้องเดินผ่านสวนส่วนกลางเหล่านี้ก่อนนั่นเองครับ

ภาพบรรยากาศบริเวณสวนส่วนกลาง นอกจากต้นไม้จะช่วยเพิ่มความร่มรื่นและสามารถนั่งพักผ่อนได้แล้ว ยังช่วยพรางสายตาบริเวณด้านหน้า ให้ความเป็นส่วนตัวแก่โครงการอีกด้วยครับ

ภาพบรรยากาศจำลองบริเวณสระว่ายน้ำ จะเห็นว่าโดยรอบมีการปลูกไม้ยืนต้นเยอะ บรรยากาศร่มรื่นน่าใช้งานทีเดียว

ภาพบรรยากาศภายใน Lobby จะมีชุดโต๊ะเก้าอี้ให้เลือกนั่งหลายชุดเลยทีเดียว เป็นทั้งที่นั่งพักคอย และที่นั่งพักผ่อนของลูกบ้านได้ ซึ่งผนังด้านข้างก็จะเป็นกระจก สามารถมองออกไปชมวิวส่วนกลางภายนอกได้ครับ

ภาพบรรยากาศภายในห้องอเนกประสงค์หรือ Co-Working Space มีโต๊ะทำงานจริงจังให้นั่งหลายชุด ทั้งแบบนั่งเดี่ยวและนั่งเป็นกลุ่ม กั้นโซนด้วยชั้นหนังสือเพื่อความเป็นส่วนตัว แล้วใช้ Mood&Tone เป็นสีน้ำเงินดูสบายตา ซึ่งบรรยากาศจะคล้ายกับ Sale Gallery ที่ผมบอกไปในตอนแรกนั่นเองครับ

ภาพบรรยากาศภายในห้อง Fitness ที่อยู่ใต้อาคาร B ตกแต่งสไตล์เรียบๆ มีเครื่องออกกำลังกายและพื้นที่อเนกประสงค์ให้เล่นโยคะได้ ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจก ทำให้ออกกำลังกายไปและ take view ภายนอกไปได้ด้วยครับ

และภาพบรรยากาศจำลองภายในห้องคุณหนูใต้อาคาร A ซึ่งจะมีชุดโต๊ะเก้าอี้ให้เด็กๆมานั่งเล่นของเล่นในนี้กันได้ โดยฟังก์ชันนี้จะอยู่ติดกับสนามเด็กเล่นภายนอก ทำให้น้องๆเลือกได้ว่าจะเล่นด้านในเย็นๆ หรือจะออกไปลุยกลางแจ้งก็ได้ครับ ส่วนโซนของผู้ใหญ่ก็จะอยู่ที่ห้องอเนกประสงค์ติดกันข้างๆ กั้นด้วยผนังกระจกและแยกทางเข้า-ออกกัน เพื่อความเป็นส่วนตัวและกันเสียงจากเด็กๆไม่ให้ไปรบกวนครับ

แปลนอาคารชั้น 2 – 8 จะเป็นชั้นพักอาศัยแบบ Typical Floor Plan เหมือนกันทั้งหมด โดยทั้ง 2 อาคารจะเป็นลักษณะรูปตัว L โอบล้อมพื้นที่ส่วนกลางเอาไว้ มีการจัดห้องแบบง่ายๆคือ ห้อง 1 Bedroom (สีเหลือง) จะหันหน้าเข้ามาด้านในโครงการ take view สวนและสระว่ายน้ำ ซึ่งห้องประเภทนี้ถ้าเป็นชั้นที่ไม่สูงมากจะได้เปรียบเรื่องวิวมากกว่าครับ เพราะจะสามารถมองเห็นสวนและสระว่ายน้ำจากในห้องได้ โดยไม่ต้องก้มลงมาดูเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องแลกกับความเป็นส่วนตัวที่ลดลงไปบ้างครับ เพราะคนที่มาใช้ส่วนกลางก็อาจมองขึ้นมาในห้องเราได้เช่นกัน ส่วนห้อง Studio (สีแดง) จะหันออกไปด้านนอกโครงการ ได้วิวที่ค่อนข้างเปิดโล่ง แต่แนะนำให้เป็นชั้น 3 – 4 ขึ้นไปจะดีครับ เพราะจะได้พ้นระยะความสูงของบ้านข้างเคียงไปแล้วนั่นเอง

และนอกจากนี้ยังมีตำแหน่งห้องที่น่าสนใจอีก 3 จุดด้วยกัน

  • จุดที่ 1 คือห้องที่อยู่ติดกับบันไดหนีไฟที่ติดกับลิฟต์ เป็นห้อง Studio เพียงแค่คู่เดียวที่จะได้วิวส่วนกลางด้านใน อีกทั้งยังได้วิวเป็นแนวยาว มองออกไปภายนอกทางด้านหน้าโครงการได้ ไม่ต้องปะทะกับห้องฝั่งตรงข้าม
  • จุดที่ 2 คือห้องฝั่งตรงข้ามที่เป็น 1 Bedroom แค่ห้องเดียวในชั้นที่จะได้วิวภายนอกครับ โดยตำแหน่งห้องทั้ง 2 จุดนี้ก็จะอยู่ใกล้กับลิฟต์ และมีเพื่อนร่วมโถงทางเดินเพียงแค่ 9 ยูนิตเท่านั้น จึงค่อนข้างเป็นส่วนตัวอยู่เหมือนกัน
  • จุดที่  3 อยู่ตรงปลายอาคาร เป็นห้องติดกับบันไดหนีไฟเหมือนกัน และมีผนังติดกับเพื่อนบ้านแค่ด้านเดียว ซึ่งก็ได้ความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัยนะครับ แต่อาจต้องเดินไกลจากโถงลิฟต์มากกว่าเพื่อนหน่อย

ปิดท้ายกันด้วยภาพโมเดลจากมุมมองของห้อง Studio ตรงมุมอาคารที่ผมบอกไปเมื่อสักครู่ ซึ่งเราจะเห็นว่ามีระยะสายตาที่ไกลกว่าห้องส่วนใหญ่ที่อยู่ด้านข้าง สามารถมองเห็นสวนและสระเป็นแนวยาว หรือมองออกไปภายนอกโครงการได้เลยครับ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • Lobby
  • สวนหย่อมที่ชั้น 1
  • สระว่ายน้ำระบบ เกลือ ขนาด ขนาด 19 x 5.4 เมตร ลึก 1.20 เมตร
  • ห้องออกกำลังกาย
  • ห้องอเนกประสงค์ (Co-Working Space)
  • ห้องคุณหนู
  • Jogging track
  • ลิฟต์โดยสาร 2 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 119 :  1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก A 119 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก B 119 : 1
  • ที่จอดรถประมาณ 140 คันคิดเป็น 30% (รวมจอดซ้อนคัน)
  • ระบบรักษาความปลอดภัยในโครงการ  CCTV / Key Card


Product Walkthrough

แบบห้องของโครงการนี้จะมีอยู่แค่ 2 แบบนะครับ ขายแบบ Fully Fitted คือเราจะได้เฉพาะชุดครัว และสุขภัณฑ์ในห้องน้ำตามที่เห็นในห้องตัวอย่างเลย จึงต้องเตรียมเงินเผื่อตกแต่งห้องเพิ่มเติมด้วยนะครับ ซึ่งแบบห้องจะประกอบด้วย

  • ห้อง Studio ขนาด 23 ตร.ม.
  • ห้อง 1 Bedroom ขนาด 28 ตร.ม.

ซึ่งทาง Sale Gallery ก็มีห้องตัวอย่างให้เราได้ชมครบทั้ง 2 แบบเลยนะ จะเป็นอย่างไรเราไปชมกันเลยครับ

ห้องตัวอย่างแรกเป็น Studio ขนาด 23 ตารางเมตร เป็นห้องไซต์เริ่มต้นขนาดเล็ก โดยลักษณะของห้อง Studio นี้คือจะแยกพื้นที่ครัวและห้องน้ำไว้ที่ด้านหน้าห้อง แล้วพื้นที่ภายในจะเชื่อมต่อฟังก์ชัน Common area กับห้องนอน ให้เป็นพื้นที่เดียวกันโดยไม่มีอะไรมากั้น ทำให้เกิดพื้นที่ขนาดใหญ่ที่โปร่งโล่ง และเหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คน หรืออาจเป็นคนชอบใช้ชีวิตครบจบในฟังก์ชันเดียว นอนก็ได้ ดูทีวีก็ได้ หรือจะจัดฟังก์ชันยังไงก็ได้แล้วแต่ Life Style เราเลยครับ เพราะของจริงเราจะได้เป็นพื้นที่ห้องโล่งๆอยู่แล้ว แต่จะไม่เหมาะกับคนที่มีแขกมาหาที่ห้องบ่อยนัก เพราะห้องนี้จะไม่ได้เป็นส่วนตัวเท่าไหร่ และที่ชอบสุดของห้องนี้ นอกจากเราจะได้ช่องแสงจากหน้าต่างและระเบียงที่ทำให้ห้องสว่างแล้ว ยังมีพื้นที่มุมอเนกประสงค์เล็กๆข้างหน้าต่าง ให้จัดฟังก์ชันเก๋ๆได้ เช่น เป็นมุมงานอดิเรก นั่งอ่านหนังสือ เป็นต้น ซึ่งห้องตัวอย่างของจริงจะทำออกมาเป็นยังไงเราไปชมกันเลยครับ

เมื่อเข้ามาภายในห้องเราจะเจอกับส่วนครัวก่อนครับ ซึ่งบริเวณหน้าห้องนี้จะยังได้แสงธรรมชาติจากระเบียงและหน้าต่างส่องถึงอยู่นะ และจะมีมุมผนังของห้องน้ำด้านซ้ายช่วยบังหัวเตียงและพื้นที่ส่วนหนึ่งภายในห้องเอาไว้ ทำให้เกิดความเป็นส่วนตัวขึ้นมาหน่อยนึง ส่วนพื้นจะเป็นไม้ลามิเนตหนา 8 mm. และมีฝ้าสูง 2.4 m.

โดยถ้าใครที่ชอบทำอาหารในห้อง แล้วอยากได้พื้นที่ครัวปิด หรืออยากแยกฟังก์ชันให้เป็นสัดส่วนมากขึ้น ผมไม่แนะนำให้กั้นผนังแบบในภาพแรกนะครับ เพราะจะทำให้ฟังก์ชันใช้งานได้ยาก เช่น ตู้เย็นจะอยู่คนละฟังก์ชันกับครัว และตู้เสื้อผ้าก็จะอยู่คนละฟังก์ชันกับทางเข้าห้องน้ำ ดังนั้นที่ผมแนะนำคือให้กั้นเลยมาถึงประตูห้องน้ำด้วยเลยจะดีกว่าครับ จะได้แยกโซนใช้งานที่อาจมีกลิ่นและความชื้นออกจากโซนพักผ่อนไปเลย

สำหรับชุดครัวทางด้านซ้ายเราจะได้แบบนี้เลยครับ ในตู้มีที่เก็บของพอประมาณ แต่บนหลังตู้ยังพอมีพื้นที่อีก 50 cm. ให้เราวางของเพิ่มได้อยู่นะ ส่วนที่วางไมโครเวฟก็จะอยู่ด้านล่างทำให้ใช้งานได้ง่าย

Top เคาน์เตอร์ครัวเป็นเมลามีนลายไม้ มีอ่างล้างจาน 1 หลุม ขนาด 50 x 40 cm. ลึก 18 cm. ติดตั้งมาให้แบบนี้ ซึ่งที่นี่จะไม่ได้ติด Hob&Hood มาให้ แต่ถ้าจะทำอาหารก็แนะนำเป็นเตา Induction จะสะดวกกว่าครับ เวลาไม่ใช้งานก็เก็บได้ จะได้มีพื้นที่ประกอบอาหารเพิ่มขึ้น ส่วน Blacksplash เค้าจะใช้เป็นสีทาภายในที่เช็ดทำความสะอาดได้ง่ายครับ

ส่วนฝั่งตรงข้ามของจริงจะเป็นพื้นที่โล่งๆ ระยะลึกประมาณ 60 cm. โดยห้องตัวอย่างจัดออกมาเป็นตู้เสื้อผ้า ที่วางตู้เย็น และโต๊ะอเนกประสงค์ที่สามารถใช้เป็นโต๊ะทำงานหรือโต๊ะทานอาหารได้

ภายในห้องน้ำเราจะได้สุขภัณฑ์ครบทั้งตามนี้เลยครับ (ยกเว้นของตกแต่ง) ซึ่งจะไม่ได้มีการกั้นฉากกั้นอาบน้ำแยกพื้นที่ส่วนแห้งส่วนเปียกมาให้นะ แต่เราสามารถติดฉากกั้น หรือจะติดเป็นม่านพลาสติกเอาก็ได้ครับ เวลาอาบน้ำจะได้ไม่กระเด็นเปียกไปทั่วทั้งห้อง

พื้นที่ส่วนแห้งมีขนาด 1.3 x 1.49 m. และพื้นที่ส่วนเปียกมีขนาด 1 x 0.8 m. สามารถใช้งานได้แบบพอดีๆ โดยที่พื้นที่ทั้ง 2 จะมีการลดระดับต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ ซึ่งถ้าใครอยากแยกฟังก์ชันให้ชัดเจนจริงๆ ก็สามารถก่อธรณีเพิ่มขึ้นมาได้นะ น้ำจะได้ไม่ไหลย้อนออกมาด้านนอกได้ง่าย

สุขภัณฑ์ประกอบด้วยกระจกเงาบานใหญ่ อ่างล้างหน้าของ Charmer ขนาด 40 x 60 cm. ลึก 12 cm. และมีพื้นที่ให้วางของด้านข้างได้อีก 15 cm. ครับ ส่วนโถสุขภัณฑ์จะเป็นของ American Standard ติดตั้งมาพร้อมกับสายฉีดชำระ และที่แขวนกระดาษชำระครับ

ในพื้นที่อาบน้ำจะมี Hand Shower ติดตั้งมาให้พร้อมกับที่วางสบู่ และมีท่อที่ผนังเอาไว้ต่อกับเครื่องทำน้ำอุ่นได้ ส่วนฝ้าเพดานจะเป็นฉาบเรียบทาสีปกติ มีไฟดาวน์ไลท์ฝังฝ้า 2 ดวง และมีพัดลมดูดอากาศติดตั้งมาให้แบบนี้เลยด้วย

ถัดมาภายในห้องจะเป็นพื้นที่ Common area ที่โปร่งโล่ง สังเกตได้ว่าจะมีแต่พื้นที่เตียงนอน ไม่มีพื้นที่นั่งเล่น นั่นเป็นเพราะห้องนี้มีขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่มาก อาจต้องยอมเสียฟังก์ชันบางอย่างไปบ้าง ซึ่งเวลาจะดูทีวีก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องนั่งดูบนเตียงนี่แหละครับ อารมณ์เหมือนอยู่หอพักอะไรแบบนั้น หรือบางคนซื้อโต๊ะลอยมาเพิ่ม ลากมาวางที่ปลายเตียง แล้วนั่งทำงานบนเตียงด้วยเลยก็มีนะ ห้อง Studio จึงเป็นห้องที่เหมาะกับคนง่ายๆ ชิลๆ ชอบใช้ชีวิตจบภายในฟังก์ชันเดียวเช่น ชอบอยู่แต่ในห้องนอน เป็นเต้น

สำหรับพื้นที่รอบเตียง เมื่อวางเตียงขนาด 5 ฟุตไปแล้ว จะเหลือพื้นที่ด้านละ 50 cm. สามารถใช้งานได้สะดวกครับ ซึ่งความจริงห้องนี้เป็นห้องเปล่า เราอาจไม่ต้องจัดฟังก์ชันแบบนี้ก็ได้นะ ถ้าใครที่อยู่คนเดียวก็อาจใช้เป็นเตียง 3.5 ฟุตก็พอ จะทำให้มีพื้นที่เหลือไว้จัดฟังก์ชันอื่นได้อีกเยอะครับ

ส่วนที่ปลายเตียงจะมีมุมเล็กๆข้างหน้าต่าง ที่กว้างประมาณ 1.9 m. สามารถจัดเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ตาม Life Style เราได้เลยครับ เช่น อาจเป็นมุมอ่านหนังสือชิลๆแบบนี้ หรือจะวางโต๊ะนั่งทำงานจริงๆจังๆเลยก็ดี เพราะได้แสงธรรมชาติจากหน้าต่างที่เพียงพอ แถมยังเปิดระบายอากาศได้อีกด้วย

ติดกันเป็นประตูระเบียงครับ โดยเราจะได้เป็นกรอบอลูมิเนียมสีธรรมชาติแบบนี้ และเป็นกระจกเขียวตัดแสง มีธรณีประตูสูง 10 cm. ช่วยกันน้ำฝนสาดเข้าห้องได้ครับ

ขนาดระเบียงภายนอกกว้างประมาณ 0.75 x 1.49 m. สามารถวางเครื่องซักผ้าได้พอดี แต่ก็จะมีพื้นที่ระเบียงเหลือพอให้ออกไปยืนตากผ้าได้เท่านั้น มีราวกันตกเหล็กสูง 1 m. และด้านบนจะมีพื้นที่แขวน Condensing Unit จะได้ไม่เกะกะสายตาเวลามองออกมาภายนอกครับ

ห้อง 1 Bedroom ขนาด 28 ตารางเมตร เป็นอีกหนึ่งห้องมาตรฐานของลุมพินีที่จะได้ความเป็นสัดส่วนและเป็นส่วนตัวมากขึ้น แต่ก็ยังโปร่งโล่งด้วยช่องหน้าต่างกระจกที่กั้นอยู่ตรงกลางห้องครับ โดยห้องครัวจะได้เป็นครัวเปิดเหมือนเดิม เชื่อมต่อกับพื้นที่ทานอาหารและห้องนั่งเล่น จึงกลายเป็น Common area ขนาดใหญ่ ได้แสงจากระเบียงอีกด้วย ส่วนห้องน้ำจะอยู่ในห้องนอนนะ ทำให้เจ้าของห้องใช้งานได้สะดวกมากขึ้น แต่ถ้ามีแขกมาก็อาจเสียความเป็นส่วนตัวได้บ้างครับ ห้องนี้เหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คน ที่ต้องการห้องมีความเป็นสัดส่วนมากขึ้น แต่ยังคงความโปร่งโล่งเอาไว้ได้อยู่ ของจริงจะเป็นอย่างไรบ้างเราไปชมกันเลยครับ

เมื่อเข้ามาภายในห้องก็จะเจอกับ Common area ที่เชื่อมพื้นที่ใช้งานทุกฟังก์ชันเข้าด้วยกัน ยาวไปจนถึงระเบียงภายนอก แต่ส่วนของห้องนอนจะแยกอยู่อีกด้านหนึ่ง จึงได้ความเป็นส่วนตัว พื้นเป็นไม้ลามิเนต และฝ้าสูง 2.4 m. เหมือนเดิมครับ

โดยถ้าใครอยากกั้นห้องครัวของห้องนี้ ก็สามารถทำได้นะครับ แต่อาจต้องเปลี่ยนฟังก์ชันโต๊ะทานอาหารสักหน่อย จากแนวยาวที่นั่ง 2 คนหันหน้าเข้าผนังแบบนี้ อาจเปลี่ยนเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมธรรมดาที่นั่งเข้ามุมก็ได้ครับ แต่ถ้าไม่เน้นทำอาหารในห้อง ผมว่าปล่อยเอาไว้โล่งๆแบบนี้ก็ดีอยู่แล้วล่ะครับ

เคาน์เตอร์ครัวจะได้ Built in มาให้เหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมมาคือเคาน์เตอร์จะยาวขึ้นมาอีกประมาณ 30 cm. ทำให้มีพื้นที่ประกอบอาหารและพื้นที่เก็บของเพิ่มขึ้นครับ

ส่วนฝั่งตรงข้ามก็จะ Built ตู้เก็บของเพิ่มได้แบบนี้ โดยเฉพาะตู้เก็บรองเท้าที่อยู่ใกล้ประตูทำให้ใช้งานได้ง่าย รวมถึงการ Built ตู้ด้านบนเพื่อเพิ่มขึ้นที่เก็บของ แล้วยังใช้ประโยชน์พื้นที่แนวตั้งของคอนโดได้ดีอีกด้วย ส่วนด้านล่างก็สามารถวางตู้เย็น กับโต๊ะอเนกประสงค์ที่ไว้นั่งทานอาหารหรือนั่งทำงานก็ได้

ถัดมาเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่นครับ มีระยะดูทีวีประมาณ 1.8 m. สามารถใช้ทีวีขนาด 46 – 50 นิ้วได้ โดยจากห้องตัวอย่างก็จะวางโซฟาขนาด 2 ที่นั่งได้ประมาณนี้ แต่ถ้าใครจะวางโต๊ะกลางเพิ่มก็ต้องหาโต๊ะเล็กๆโปร่งๆหน่อยจะดีครับ จะได้ไม่เกะกะพื้นที่มากไปนัก

สังเกตตรงผนังกั้นห้องจะมีการทำช่องแสงขนาด 0.8 x 1.1 m. เอาไว้ เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ฟังก์ชันทั้ง 2 ให้รู้สึกโปร่งโล่ง แต่ยังได้ความเป็นส่วนตัว และได้แสงสว่างทั้งจากระเบียงภายนอก และหน้าต่างภายในห้องนอนด้วยครับ ซึ่งจริงๆแล้วช่องแสงนี้ได้รับการพัฒนามาใหม่ จากตัวรุ่นก่อนๆอีกด้วยนะครับ

รูปภาพประกอบจากโครงการ Lumpini Ville สุขุมวิท 101/1 – ปุณณวิถี

โดยถ้าเป็นลุมพินีตัวเก่าๆ ช่องแสงที่ได้จะมีขนาดใหญ่กว่าก็จริง แต่จะต้องมีเส้นกรอบมาคั่นตรงกลาง ทำให้ดูไม่สวยงามเท่าไหร่ ทางโครงการจึงได้เปลี่ยนแบบใหม่ โดยลดขนาดให้ช่องแสงเล็กลง และไม่มีกรอบมากวนใจครับ

ติดกันเป็นประตูกระจกบานเลื่อนที่สามารถเปิดออกไประเบียงภายนอกได้ โดยเราจะยังคงได้เป็นกรอบอลูมิเนียมเหมือนเดิม และกระจกเขียวตัดแสงครับ ซึ่งด้านบนก็มีพื้นที่ให้ติดแอร์กับผ้าม่านได้ด้วยนะ

พื้นที่ระเบียงจะกว้างมากขึ้น มีขนาดประมาณ 2.3 x 0.75 m. และสามารถวางเครื่องซักผ้าได้ ส่วนด้านบนก็จะเอาไว้แขวน Condensing Unit ได้ 2 เครื่องเลยครับ

มองย้อนกลับเข้ามาภายในห้อง ต่อไปเราจะเข้าไปยังห้องนอนทางด้านขวากันบ้าง

ภายในห้องนอนเมื่อวางเตียงขนาด 5 ฟุตไปแล้ว ก็ยังมีพื้นที่เหลือโดยรอบให้ใช้งานได้แบบพอดีๆ ปลายเตียงเหลือ 40 cm. และด้านขวาติดกับหน้าต่างเหลือ 65 cm. ครับ

มีจุดสังเกตอยู่อย่างนึงคือ ถ้าผนังของห้องนี้เป็นผนังทึบ เราก็จะสามารถติดทีวีปลายเตียงได้ หรือถ้าเป็นลุมพินีแบบเก่าที่ช่องกระจกใหญ่กว่านี้ เราก็สามารถดูทีวีของห้องนั่งเล่นจากในห้องนอนได้เลย (แต่อาจมีเส้นกรอบมาคั่นอยู่บ้าง)

แต่พอเป็นช่องกระจกแบบใหม่นี้ ที่มีขนาดเล็กลง แล้วยังอยู่ในตำแหน่งค่อนข้างสูง ทำให้ไม่สามารถดูทีวีด้านนอกได้เหมือนเดิม ดังนั้นถ้าต้องการติดทีวี ก็อาจต้องติดที่ผนังทึบด้านล่างช่องกระจกเอาครับ ซึ่งแน่นอนว่าตัวทีวีก็จะบังช่องแสงนี้ไปด้วยส่วนนึง ก็ต้องยอมแลกกันไปครับ เลือกเอาว่าอยากได้ความโปร่งโล่ง หรือจะนอนดูทีวีในห้องนอนนะ

ส่วนช่องหน้าต่างในห้องนอนก็จะมีกระจกบานเลื่อนที่สามารถเปิดระบายอากาศได้แบบนี้

อีกด้านของห้องนอนจะเป็นตู้เสื้อผ้าและห้องน้ำครับ โดยหน้าตู้จะมีพื้นที่แต่งตัวประมาณ 80 cm. สามารถใช้งานได้สะดวก

ภายในห้องน้ำก็จะได้ฟังก์ชันและสุขภัณฑ์เหมือนกับห้องที่แล้วเลยครับ โดยขนาดพื้นที่ใช้สอยก็ยังเท่าเดิมนะ พื้นที่ส่วนแห้ง 1.5 x 1.35 m. และพื้นที่ส่วนเปียก 1 x 0.8 m. สามารถใช้งานได้แบบพอดีๆ

ส่วนสวิตซ์และปลั๊กไฟภายในห้องจะเป็นสีขาวหน้าตาแบบนี้เลยครับ

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 6 September 2019

  • ห้อง Studio ขนาด 23 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 1.42 – 1.48 ล้านบาท
  • ห้อง 1 Bedroom ขนาด 28 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 1.73 – 1.79 ล้านบาท
  • รูปแบบการขาย Fully Fitted
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน 2.4 เมตร
  • Kitchen & Sink / ท็อปเมลามีน
  • จอง 3,900 – 4,900 บาท
  • ทำสัญญา n/a บาท
  • ดาวน์ n/a% ผ่อนดาวน์ 7 งวด
  • ค่ากองทุน 500 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง 38 บาท/ตร.ม./เดือน (จัดเก็บล่วงหน้า 1 ปี)
  • ค่าชดเชยพื้นที่ส่วนกลางในการจอดรถ เรียกเก็บโดยนิติบุคคลอาคารชุด สิทธิการจอดสามารถเลือกใช้ยานพาหนะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น (รถยนต์ 500 บ./คัน/เดือน, รถจักรยานยนต์ 150 บ./คัน/เดือน)

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ


เจาะลึกรวบยอด

ทำเล : ตัวโครงการตั้งอยู่ในซอยแจ้งวัฒนะ 9 แยก 9-1 ซึ่งสามารถเข้า-ออกถนนหลักได้ 2 เส้นทาง ทั้งถนนแจ้งวัฒนะ และถนนกำแพงเพชร 6 ที่ขนานวิ่งไปกับถนนวิภาวดี-รังสิต เป็นทำเลที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวจะสะดวกกว่า เพราะต้องเข้าซอยย่อยไปค่อนข้างลึกหน่อย โดยรอบโครงการเป็นชุมชนแนวราบ ค่อนข้างเงียบสงบ ส่วนเรื่องความอุดมสมบูรณ์จะอิงไปทางห้างใหญ่ๆบนถนนแจ้งวัฒนะ ทั้ง Big C, The Avenue และ Tesco Lotus ซึ่งสามารถใช้ซอยลัดเลาะด้านในเพื่อมาที่ห้างเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องออกมารถติดบนถนนใหญ่ด้านนอกเลยครับ ส่วนแหล่งทำงานขนาดใหญ่ก็จะมีทั้งศูนย์ราชการ กระทรวงยุติธรรม TOT และสนามบินดอนเมือง เรียกได้ว่าเหมาะกับคนที่ทำงานในย่านนี้มากๆครับ

การเดินทางโดยใช้รถ : มีทางด่วน 2 เส้นทางที่อยู่ใกล้กับโครงการ ทั้งทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ที่อยู่บนถนนวิภาวดี-รังสิต สามารถใช้ทางเข้า-ออกจากกำแพงเพชร 6 ซอย 5 หรือซอยแจ้งวัฒนะ 10 ก็ได้ครับ ส่วนทางด่วนอีกจุดหนึ่งคือ ทางด่วนศรีรัช ที่อยู่บนถนนแจ้งวัฒนะ สามารถใช้เส้นทางในซอยเพื่อลัดเลาะเลี่ยงรถติดหน้ากระทรวงยุติธรรม มาเข้า-ออกที่ซอยแจ้งวัฒนะ 14 ได้ครับ ส่วนตัวโครงการจะมีที่จอดรถ 30% และมีการเก็บค่าที่จอดรถเพิ่มเติมด้วยนะครับ

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ : ด้วยความที่อยู่ในซอยค่อนข้างลึก และโดยรอบก็ไม่มีวินมอไซค์ตั้งอยู่ใกล้ๆเลย ดังนั้นคนที่ไม่มีรถก็จะลำบากหน่อยครับ แต่ทำเลนี้มีข้อดีตรงที่สามารถใช้รถไฟฟ้าได้ถึง 2 สายเลย ทั้งรถไฟฟ้าสายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี) และรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม (ช่วงบางซื่อ-รังสิต) ซึ่งจะเปิดใช้งานในอนาคต แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระยะเดิน ต้องหารถเพื่อต่อมาหน้าปากซอยอีกทีครับ ซึ่งถ้าโครงการมี Shuttle Service ให้บริการจริงๆ ก็จะช่วยได้เยอะเลยนะ

วัสดุ : ให้ตามมาตรฐานระดับราคานี้ พื้นไม้ลามิเนตหนา 8 mm. เคาน์เตอร์ครัว Top เมลามีน Blacksplash ใช้สีทาภายในที่เช็ดทำความสะอาดง่าย กรอบประตูหน้าต่างเป็นอลูมิเนียมสีธรรมมชาติ กระจกเขียวตัดแสง อ่างล้างหน้าของ Charmer และโถสุขภัณฑ์ American Standard มีพัดลมดูดอากาศของ Panasonic ติดตั้งมาให้ ขายห้องแบบ Fully Fitted ต้องเตรียมเงินเผื่อตกแต่งห้องด้วยนะครับ

การออกแบบโครงการ : ตัวอาคารเป็น Low Rise 2 ตึก สูง 8 ชั้น วางโอบล้อมพื้นที่ส่วนกลางเอาไว้ ทำให้ห้องที่หันเข้ามาด้านในซึ่งเป็นห้อง 1 Bedroom จะได้วิวสวนและสระว่ายน้ำที่อยู่ตรงกลาง ผังอาคารมีห้องที่น่าสนใจอยู่ติดกับบันไดหนีไฟทั้ง 2 ตำแหน่ง โดยห้องที่ติดกับบันไดหนีไฟตรงโถงลิฟต์ จะหันหน้าตรงออกมาด้านหน้าโครงการ ซึ่งจะได้วิวที่เปิดโล่งที่สุดของส่วนกลางภายใน เห็นสระว่ายน้ำเป็นแนวยาว และมองออกไปข้างนอกโครงการได้ ส่วนห้องที่อยู่ติดกับบันไดหนีไฟตรงปลายสุดของผังอาคาร จะค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว เพราะมีผนังติดกับเพื่อนบ้านแค่ด้านเดียว และไม่ค่อยมีคนเดินผ่านหน้าห้อง แต่ก็ต้องแลกกับเดินไกลจากโถงลิฟต์มากกว่าเพื่อนหน่อยนะครับ ซึ่งอัตราส่วนลิฟต์อยู่ที่ 1 : 119 ถือว่าเริ่มหนาแน่นครับ

การออกแบบห้องพักอาศัย : เป็นห้อง size เล็กแบบมาตรฐานของ LPN ที่มีพื้นที่ใช้สอยลงตัว มีห้อง 2 แบบให้เลือก ซึ่งจัดฟังก์ชันได้เหมาะกับคนที่มี Lifestyle ที่ต่างกัน ถ้าเป็นคนชิลๆ อยู่ 1 – 2 คน หรือชอบใช้ชีวิตภายในห้องนอนเป็นหลักอยู่แล้ว ก็จะเหมาะกับห้อง Studio ซึ่งผมจะชอบมุมอเนกประสงค์เล็กๆข้างหน้าต่างให้เราจัดพื้นที่งานอดิเรกได้ ส่วนถ้าใครอยากได้ความเป็นส่วนตัวขึ้นอีกหน่อย ก็จะเหมาะกับห้อง 1 Bedroom ซึ่งกั้นห้องนอนด้วยผนังทึบ แต่ยังคงมีช่องแสงเชื่อมต่อพื้นที่ให้โปร่งโล่งได้อยู่ โดยช่องแสงนี้ก็ได้รับการพัฒนามาจากคอนโดตัวก่อนๆ ให้มีขนาดเล็กลง และไม่มีกรอบมาคั่นกวนใจ รวมถึงห้องทั้ง 2 type ยังมีระยะที่สามารถกั้นทำเป็นครัวปิดได้ถ้าต้องการอีกด้วย

สาธารณูปโภค : ถือเป็นจุดเด่นของโครงการนี้เลยครับ ซึ่งปกติแล้วแบรนด์ลุมพินี วิลล์ เราจะไม่ค่อยเห็นว่าให้พื้นที่ส่วนกลางเยอะแบบนี้ และถ้าเทียบกับโครงการเพื่อนบ้าน ณ ปัจจุบันก็ถือว่าเยอะกว่าเพื่อนเลยครับ ภายนอกหลักๆจะประกอบด้วยสวนหย่อมที่ร่มรื่น มีสวนรวมใจ พื้นที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ และ Jogging track ส่วนภายในจะประกอบด้วย ห้องอเนกประสงค์ ห้องคุณหนู ห้องออกกำลังกาย และ Co-Working Space นอกจากนี้ด้านหน้าโครงการยังมีร้านค้าไว้คอยอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านอีกด้วยครับ

Judgement

การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

เทียบกับช่วงราคาเฉลี่ยแบบทั้งโครงการ AVG 65,000 – 75,000 บาท/ตร.ม., 6 September 2019

  • ทำเล 7.5/10 – อยู่ในซอย เข้า-ออกได้ 2 ทาง ทำเลเงียบสงบ หาของกินยาก
  • เดินทางด้วยรถ 8.25/10 – ใกล้ทางด่วน 2 เส้น มีทางลัดเลาะเลี่ยงรถติดไปห้างได้ มีที่จอดรถ 30%
  • ไม่ใช้รถ (กรณียังไม่มีรถไฟฟ้า) 6.25/10 – อยู่ลึกจากปากซอยเยอะ ไม่มีวินมอไซค์ในระยะเดิน เรียกรถสาธารณะยาก
  • ไม่ใช้รถ (กรณีรถไฟฟ้าสร้างเสร็จ) 7.25/10 – อนาคตมีรถไฟฟ้าใช้ 2 สาย แต่ไม่อยู่ในระยะเดิน ต้องต่อรถมาลงปากซอย
  • วัสดุ 7.5/10 – ให้ตามมาตรฐานระดับราคานี้ Fully Fitted ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์เพิ่ม
  • แบบ 7.5/10 – ห้องขนาดเล็ก ฟังก์ชันลงตัว มีให้เลือก 2 แบบ
  • สาธารณูปโภค 8/10 – ให้มาค่อนข้างเยอะ เน้นสวนร่มรื่น และมีฟังก์ชันหลักๆครบ
  • ECONOMY CLASS
  • 7.48 / 10.00 (กรณียังไม่มีรถไฟฟ้า)
  • 7.63 / 10.00 (กรณีรถไฟฟ้าสร้างเสร็จ)

BOTTOM LINE

โครงการ Lumpini Ville แจ้งวัฒนะ 10 เหมาะกับคนที่กำลังมองหาคอนโดย่านแจ้งวัฒนะ มีตัวเลือกในการเดินทางหลากหลาย ทำเลเงียบสงบ มีส่วนกลางให้ใช้งานครบ เน้นห้องขนาดเล็กที่อยู่ได้ 1 – 2 คน มีงบประมาณ 1.42 – 1.79 ล้าน หรือมีกำลังผ่อนประมาณ 10,000 – 13,000 บาท/เดือน


ติดตามพวกเราได้ที่
Website : www.thinkofliving.com
Twitter : www.twitter.com/thinkofliving
YouTube : www.youtube.com/ThinkofLiving
Instagram : www.instagram.com/thinkofliving
Facebook : ThinkofLiving