รีวิวฉบับที่ 2035 … วันนี้เราจะพามารีวิวคอนโดที่หัวหินกันนะครับ กับโครงการ Intercontinental Residences Hua Hin จาก Hua Hin Alpha 71 บริษัทในเครือ Proud Real Estate ซึ่งทำเลค่อนข้างดี ใกล้ห้างและติดชายทะเล ส่วนตัวโปรดักส์จะตกแต่งสไตล์ Colonial เน้นห้องพักขนาดใหญ่ พื้นที่ใช้สอยเยอะ เป็นบ้านหลังที่ 2 ก็ดี จะอยู่อาศัยจริงก็ได้ และยังได้รับบริการ Service Hotel อีกด้วย ของจริงจะเป็นอย่างไร เราไปชมกันเลยครับ

ข้อมูลโครงการ

23 January 2020

  • Intercontinental Residences Hua Hin (อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน)
  • Hua Hin Alpha 71 Co.,Ltd. บริษัทในเครือ Proud Real Estate PLC.
  • ULTIMATE CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ : ซอย หัวหิน 71 ถนน เพชรเกษม อำเภอ หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
  • ที่ดินประมาณ 7-2-48.8 ไร่
  • คอนโด Low Rise Rise 7 ชั้น 1 อาคาร และคอนโด Low Rise Rise 4 ชั้น 8 อาคาร รวม 238 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 13 ยูนิตที่อาคาร A (มี 2 Corridor แบ่งเป็น Corridor ละ 8 ยูนิตและ 5 ยูนิต)
  • ที่จอดรถประมาณ 91 คัน คิดเป็น 38% (ไม่รวมจอดซ้อนคัน)
  • เริ่มก่อสร้าง :  Q2 ปี 2563
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จ : Q4 ปี 2564
  • 1 Bedroom 45 – 52 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms 76 – 82 ตร.ม.
  • 3 Bedrooms 96 – 135 ตร.ม.
  • Duplex 158 – 219 ตร.ม.
  • Penthouse 325 ตร.ม.
  • ฝ้าเพดานสูง 2.6 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 7.89 ล้านบาท / หรือตร.ม.ละ 175,333 บาท
  • ราคาเฉลี่ยทั้งโครงการ AVERAGE ประมาณ 250,000 บาท/ตร.ม.
  • EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) : ผ่านแล้ว
  • ว็บไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • โทร  : 020268999

ทำเลที่ตั้ง

พิกัด Google Maps : 12.558530, 99.961152
หรือสามารถ :  คลิกที่นี่

แผนที่จากทางโครงการครับ

หัวหิน…เมืองแห่งการท่องเที่ยวและการพักผ่อนยอดฮิต เพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก ใช้เวลาขับรถมาประมาณ 2 – 3 ชม. ก็ถึงแล้วครับ ซึ่งที่ตั้งของโครงการ Intercontinental Residences Hua Hin จะอยู่ตรงซอยหัวหิน 71 (ซอยฝั่งคี่) หรือฝั่งตรงข้าม Market Village ซึ่งเป็นแหล่งความอุดมสมบูรณ์หลักที่ใกล้ที่สุด สามารถเดินข้ามสะพานลอยมาใช้งานได้สะดวกมากๆ หรือถ้าช้อปปิ้งและเดินเล่นกันยังไม่จุใจ ก็สามารถขับรถไปห้างเปิดใหม่อย่าง Bluport Huahin หรือตลาด Night Market ที่อยู่ไม่ไกลได้อีกด้วยครับ

และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ “ชายหาดหัวหิน” ซึ่งจะมีลักษณะยาวต่อเนื่องกันหลายกิโลเมตร ความสวยงามในแต่ละจุดจึงแตกต่างกันออกไป และสามารถลงเล่นน้ำได้ด้วยครับ เนื่องจากทะเลและชายหาดของที่นี่ค่อนข้างสะอาดดีทีเดียว โดยตัวชายหาดของหัวหินจะค่อนข้างสวยงามและเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน ซึ่งแตกต่างจากชายหาดพัทยา-บางแสนที่เราคุ้นเคยกัน สังเกตได้ว่าจะไม่ได้มีร้านเหล้าหรือร้านอาหารริมทะเล มาปล่อยของเสียทำให้น้ำไม่สะอาดนั่นเองครับ

ซึ่งผมก็เคยไปบริเวณชายหาดหัวหิน ที่เป็นจุดท่องเที่ยวหลักมาแล้วครั้งหนึ่ง หากเทียบกับชายหาดบริเวณด้านหลังของโครงการที่ผมได้ไปเยือนในครั้งนี้ ส่วนตัวผมมองว่าชายหาดนี้ค่อนข้างสะอาดและเป็นส่วนตัวมากกว่า เนื่องจากเป็นบริเวณถิ่นของผู้ดีเก่า ที่ปัจจุบันมีราคาแพงและถูกพัฒนาเป็นโรงแรม 5 ดาว และคอนโดมิเนียมหรูๆกันไปหมดแล้ว ซึ่งโครงการเหล่านี้ก็จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวด และช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดของชายหาดส่วนนี้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีความเงียบสงบและเป็นส่วนตัว จึงทำให้มีชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นครอบครัวกันค่อนข้างเยอะครับ

การเดินทางในวันนี้ขอเริ่มจากเขตอำเภอหัวหิน คือบริเวณอุโมงค์ใต้ท่าอากาศยานหัวหิน ให้ขับตรงมาเรื่อยๆประมาณ 9.8 km. ก็จะเจอกับที่ตั้งโครงการอยู่ทางซ้ายมือ มีจุดสังเกตง่ายๆคือจะอยู่ฝั่งตรงข้าม Market Village นั่นเองครับ ซึ่งบรรยากาศการเดินทางของหัวหินปัจจุบันจะเป็นอย่างไร เราไปชมพร้อมๆเลย

Image 1/10
เริ่มต้นที่อุโมงค์ใต้ท่าอากาศยานหัวหิน

เริ่มต้นที่อุโมงค์ใต้ท่าอากาศยานหัวหิน

Sale Gallery ของโครงการจะแยกออกเป็น 2 อาคารครับ โดยอาคารแรกสีน้ำตาลจะเป็นสำนักงานขาย ภายในจะมีเจ้าหน้าที่ โมเดล และพื้นที่นั่งคุยค่อนข้างกว้างขวาง ทั้งหมดตกแต่งสไตล์ Colonial สื่อถึงคอนเซ็ปต์ของโครงการ ส่วนอาคารทางซ้ายมือจะเป็นห้องตัวอย่าง 2 ห้อง ซึ่งจะถูกสร้างแยกออกไปครับ

และนอกจากนี้ถ้าเราเดินต่อมายังด้านหลังของ Sale Gallery ก็จะเจอกับชายหาดจำลองที่โครงการได้ทำขึ้นมา (ที่ของจริงก็จะมีในอนาคต) อีกทั้งยังมีร้านกาแฟสีขาวน่ารักๆ บรรยากาศดีๆ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 111 Social Club ที่โครงการจะมีการพัฒนาขยับขยายต่อ และทำเป็นร้านอาหารเพิ่มเติมด้วยครับ

สภาพแวดล้อมรอบโครงการ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะครับ

บริบทโดยรอบโครงการส่วนใหญ่จะเป็นอาคารสูง 4 – 7 ชั้นครับ เนื่องจากเป็นไปตามข้อกฏหมายของการก่อสร้างอาคาร ที่อยู่ใกล้กับทะเล/แหล่งน้ำ โดยผมได้ทำสรุปออกมาให้เข้าใจกันได้ง่ายๆตามภาพดังนี้

  • บริเวณสีแดงที่อยู่ใกล้กับทะเลและชายหาดมากที่สุด ระยะไม่เกิน 50 m. จากแนวชายฝั่ง จะสร้างอาคารสูงได้ไม่เกิน 6 m. หรือก็คืออาคารสูง 1 – 2 ชั้น รวมถึงต้องมีพื้นที่ว่างร้อยละ 75 ของที่ดินที่ขออนุญาติก่อสร้างอีกด้วย ซึ่งทางโครงการก็ได้ทำเป็นพื้นที่ส่วนกลางนั่นเองครับ
  • ถัดมาบริเวณสีม่วง ระยะ 150 m. นับจากเขตที่พื้นที่แดงเข้ามา จะสามารถสร้างอาคารสูงได้ไม่เกิน 12 m. หรือก็คืออาคารสูง 4 ชั้น และต้องมีพื้นที่ว่างร้อยละ 50 ของที่ดินครับ
  • บริเวณที่เหลือสุดท้ายคือ ระยะ 400 m. นับจากเขตพื้นที่สีม่วง จะสามารถสร้างอาคารสูงได้ไม่เกิน 23 m. หรือสูงประมาณ 7 ชั้น และต้องมีพื้นที่ว่างร้อยละ 30 ของที่ดิน

ซึ่งเมื่อโครงการของเราทำตามรูปแบบของกฎหมายดังกล่าวนี้แล้ว ในเรื่องพื้นที่การจำกัดพื้นที่ว่าง ก็จะทำให้โครงการมีพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่สีเขียวมากขึ้น ส่วนในเรื่องการจำกัดความสูงและพื้นที่อาคาร ก็จะทำให้ยูนิตน้อยลง ได้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ

ทิศเหนือ : ติดกับโครงการ Baan Sandao Condo สูง 4 – 7 ชั้น

ทิศใต้ : ติดกับถนนซอยหัวหิน 71 และอาคารสูง 2 – 3 ชั้น

และนี่คือบรรยากาศภายในซอยหัวหิน 71 ครับ ด้านหน้าตรงไปจะไปออกถนนใหญ่เพชรเกษม ส่วนด้านในซอยจะมีทางลาดลงไปที่ชายหาดได้ด้วยครับ

ทิศตะวันออก : ด้านหน้าโครงการ ติดกับชายทะเลหัวหิน

และนี่คือบรรยากาศด้านหน้าที่อยู่ติดกับทะเลครับ เราสามารถลงบันไดเพื่อไปเดินเล่นที่ชายหาดได้เลย

ทางด้านซ้ายมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเที่ยวพักผ่อนค่อนข้างเยอะครับ

ส่วนทางด้านขวาก็คึกคักไม่แพ้กัน เพราะเนื่องจากชายหาดนี้เป็นสาธารณะ จึงมีคนเดินผ่านไปผ่านมาอยู่บ้าง แต่ก็จะเว้นระยะด้านหน้าของโครงการเอาไว้หน่อย จึงได้วิวที่เปิดโล่ง ไม่มีคันร่มมาบังสายตาครับ

และภาพนี้คือมองย้อนกลับมาที่ตัวโครงการจากชายหาด ซึ่งจะมีคันดินยกตัวสูงขึ้นไปหน่อยนึงด้วย

ทิศตะวันตก : ด้านหลังโครงการ ติดกับถนนเพชรเกษม

ภาพบรรยากาศจากมุมสูงครับ โดยที่ของโครงการจะเป็นแปลงมุมอยู่หน้าปากซอยเลย แต่ก็จะมีทางเข้า-ออก แค่ด้านหน้าเท่านั้นเพื่อความปลอดภัย เพราะซอย 71 ที่อยู่ข้างๆกัน จะเป็นซอยขนาดไม่ใหญ่มาก และตอนกลางคืนก็ค่อนข้างมืดอีกด้วย เข้าจากถนนใหญ่จึงสะดวกและปลอดภัยกว่าครับ

ส่วนฝั่งตรงข้ามของถนนเพชรเกษมนี้จะเป็นโรงเรียนหัวหินวิทยาลัย ตอนเย็นๆหลังเลิกเรียนจะค่อนข้างคึกคักทีเดียวครับ

ทางด้านขวาของที่ตั้งโครงการจะมีสะพานลอยให้ข้ามไปยัง Market Village ได้ด้วยนะ ตั้งอยู่ด้านหน้าปากซอยเลยครับ

และที่สำคัญอีกอย่างคือ ด้านหน้าโครงการ, ตรงปากซอยหัวหิน 71 และป้ายรถเมล์ใต้สะพานลอย เป็นจุดต่อรถสาธารณะที่สำคัญครับ ทั้งรถตุ๊กๆ รถกะป้อ (เริ่มต้น 100 บาท นั่งได้ 6 คน ไปได้ถึง Bluport และ Night Market มีบริการตั้งแต่ 7-6 โมงเช้า จนถึงประมาณ 3 – 4 ทุ่มครับ) กับสองแถวที่มาจากสนามบิน (ราคาประมาณ 10 บาท) รวมถึงมีวินรถตู้ด้วยครับ แต่เค้าจะไม่ได้จอดรอนานนะ สามารถซื้อตั๋วโดยสารตรงป้ายรถเมล์ได้เลยครับ

และจุดที่สำคัญที่สุดของทำเลนี้ก็คือ Market Village ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโครงการนั่นเองครับ สามารถเดินข้ามสะพานเข้าตัวห้างได้โดยตรงเลย ภายในนอกจากมีร้านค้าร้านอาหารมากมายแล้ว ยังมีซูเปอร์มาร์เก็ต โฮมโปร และโรงหนังอีกด้วยนะ เรียกได้ว่าสะดวกสบายมากเลยครับ

มีภาพบรรยากาศตอนกลางคืนมาฝากกันด้วยครับ จะเห็นความคึกคักและสว่างไสวมากเลยทีเดียว ซึ่งห้างนี้ก็จะปิดประมาณ 3 – 4 ทุ่มครับ

และที่สำคัญคือ ที่ด้านหน้าจะมีการจัดลานเบียร์ด้วยนะ นี่ขนาดวันปกติยังมีคนมากันค่อนข้างคึกคักทีเดียวครับ วง Lipta ก็มากับเค้าด้วย ผมนี่นั่งฟังยาวๆไม่ยอมกลับเลย แต่ผมก็ได้เดินสำรวจฝั่งโครงการมาให้แล้วด้วยนะครับ ทำให้รู้ว่า..

..เวลามีการจัดคอนเสิร์ตแบบนี้ เสียงเพลงก็จะดังไปจนเกือบถึงชายหาดโน่นเลยล่ะ ซึ่งถ้าเป็นอาคารที่อยู่ใกล้กับถนนใหญ่ ผมคิดว่าคงหลีกเลี่ยงเรื่องเสียงไม่ค่อยได้นะ แต่ถ้าเป็นอาคารบริเวณกลางๆเป็นต้นไป ถ้าปิดประตูหน้าต่างเอาไว้ก็อาจไม่ค่อยได้ยินก็ได้ครับ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • Market Village HuaHin ~ 100 m. (ระยะเดิน)
  • โรงเรียนหัวหินวิทยาลัย ~ 130 m. (ระยะเดิน)
  • โรงพยาบาลกรุงเทพ ~ 1 km.
  • Bluport Huahin ~ 1.8 km.
  • The Grand Night Market ~ 2.1 km.
  • โรงพยาบาลซานเปาโล ~ 2.2 km.
  • Cicada Market ~ 2.8 km.
  • Hua Hin Night Market ~ 3.2 km.
  • สวนน้ำ Vana Nava ~ 3.3 km.
  • วังไกลกังวล ~ 5.3 km.
  • เพลินวาน ~ 5.7 km.
  • Hua Hin Airport ~ 9.8 km.

 

รายละเอียดโครงการ

ก่อนจะเข้าสู่ตัวเนื้อหาของโครงการ ผมอยากอธิบายถึงที่มาของบริษัทเจ้าของโครงการให้ฟังกันสักหน่อยนะครับ โดย Proud Real Estate บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้ Takeover บริษัท โฟคัส ดีเวลลอปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ FOCUS มาเมื่อปีที่แล้วนี้เอง ซึ่งเดิมทีเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง และมีการลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์อยู่ในมือด้วย

แต่มาในปีนี้ Proud Real Estate เตรียมพัฒนาที่ดิน 2  แปลงทำเลหัวหิน และหนึ่งในนั้นก็คือ โครงการ Intercontinental Residences Hua Hin ซึ่งถือเป็นโครงการอสังหาฯแห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ อินเตอร์คอนติเนนตัล ที่ Proud Real Estate ได้เข้ามาพัฒนาและบริหารอย่างเต็มตัวครับ ซึ่งความพิเศษของ Developer เจ้านี้ก็คือ

จะได้รับสิทธิพิเศษในการใช้บริการจาก 5,800 โรงแรมในเครืออินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป ทั่วโลก ผ่านการเป็นสมาชิกไอเอชจี รีวอร์ด แพลตทินัม อีลีท เมมเบอร์ชิป (IHG Rewards Platinum Elite Membership)” และ เอกสิทธิ์ในด้านไลฟ์สไตล์จากการเป็นสมาชิกพราวด์ พริวิเลจ (Proud Privileges)” จากธุรกิจในเครือพราวกรุ๊ปและพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยศูนย์การค้า โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำ ตลอดจนสิทธิพิเศษในการเข้าใช้บริการ 111 Social Club คาเฟ่ริมชายหาดที่ตั้งอยู่ติดกับโครงการ

และนอกจากนี้ผู้อยู่อาศัยจะได้รับบริการพิเศษภายใต้มาตรฐานโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล อาทิ

  • บริการ Butler Service/Concierge Service (ตลอด 24 ชม.)
  • บริการจัดเตรียมอาหารมื้อพิเศษส่งตรงถึงห้อง
  • บริการจัดเตรียมเชฟชื่อดังสำหรับงานเลี้ยงสังสรรค์
  • บริการแม่บ้านทำความสะอาดปีละ 24 ครั้ง (เดือนละ 1 – 2 ครั้ง)
  • บริการซักรีดชุดเครื่องนอน เดือนละ 1 ครั้ง
  • บริการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย
  • บริการอินเทอร์เน็ตฟรีบริเวณพื้นที่ส่วนกลาง
  • กิจกรรมพิเศษทุกวันหยุด Happy Weekend’s
  • บริการผ้าเช็ดตัวบริเวณสระว่ายน้ำ
  • บริการรถรับส่งไปยังสถานที่สำคัญๆ ใกล้โครงการ
  • บริการด้านสุขภาพและสปา

โครงการ Intercontinental Residences Hua Hin เป็นคอนโด Low Rise แนวบ้านพักตากอากาศ ทั้งหมด 9 อาคาร ซึ่งมีจำนวนยูนิตเพียงแค่ 238 ห้องเท่านั้น ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับขนาดที่ดินกว่า 7-2-48.8 ไร่ และเป็นส่วนตัวมากๆครับ โดยที่ดินของโครงการจะอยู่ติดชายทะเลหัวหินเลยครับ ซึ่งทางโครงการแจ้งว่าด้านหน้าของเค้าจริงๆ คือฝั่งที่หันเข้าหาทะเลนะ ส่วนฝั่งที่อยู่ติดกับถนนเพชรเกษมจะเป็นด้านหลังครับ

จาก Master Plan ของโครงการจะเห็นได้ว่า บริเวณตรงกลางโครงการถูกจัดเป็นพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมด และเป็นพื้นที่เปิดโล่งกว่า 70% ของที่ดินโครงการ หรือมีขนาดประมาณ 4 ไร่ ซึ่งรายล้อมไปด้วยอาคารต่างๆ ทำให้ห้องพักที่หันเข้ามาด้านในจะได้รับวิวสวนและสระว่ายน้ำสวยๆ บรรยากาศดีๆที่ทางโครงการจัดเอาไว้ให้ครับ

ด้านในสุดเป็นชายหาดหัวหิน ซึ่งถ้าเราเดินจากถนนใหญ่ไปจนถึงชายหาด จะมีระยะทางประมาณ 240 m. ครับ ซึ่งผมค่อนข้างชอบเส้นทางที่เค้ากำหนดไว้ให้นะ คือจะบังคับให้ต้องเดินผ่านสวนและสระว่ายน้ำตรงกลางเข้าไป ทำให้เราได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ผ่อนคลายตลอดเส้นทาง และห้องพักแต่ละห้องก็จะไม่เสียความเป็นส่วนตัวมากนัก เพราะจะมีแนวต้นไม้และสระว่ายน้ำคั่นไว้อยู่บ้างครับ และอย่าลืมว่า..นี่คือคอนโดตากอากาศ ที่จะมีคนพักเยอะๆก็เฉพาะในช่วงวันหยุดเท่านั้น ดังนั้นในวันปกติจึงค่อนข้างเป็นส่วนตัวมากๆครับ

มาดูโมเดลกันดีกว่านะ อาคาร A เป็นอาคารแรกที่อยู่ติดกับถนนใหญ่ใกล้ทางเข้ามากที่สุดครับ มีความสูง 7 ชั้น และจะตกแต่ง Facade ด้วยระแนงไม้ตามคอนเซ็ปต์ Colonial with a Modern Twist ของโครงการ ที่นอกจากจะเพื่อความสวยงาม ช่วยพรางสายตา และเพิ่มความเป็นส่วนตัวแล้ว ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศดั้งเดิมของโรงแรมในเครืออินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป ที่เป็นเอกลักษณ์ทั่วโลกอีกด้วยครับ

และเมื่อเลี้ยวรถเข้ามาก็จะเจอกับส่วน Drop Off ทันทีครับ สามารถรับ-ส่งผู้โดยสารจากตรงนี้ได้เลย ไม่ต้องขับรถเข้าไปในโครงการให้เสียความเป็นส่วนตัว หรือจะใช้บริการของโรงแรม ให้เค้าขับรถไปเก็บที่ชั้นใต้ดิน และยกกระเป๋าไปส่งที่ห้องให้ก็ได้ด้วยนะ เพราะมี Concierge Service บริการตลอด 24 ชม.เลย ซึ่งบริเวณ Lobby ตรงนี้จะเป็นแบบ Semi-Outdoor ครับ สามารถมองทะลุไปเห็นสวนและต้นไม้ร่มรื่นที่อยู่ด้านในได้ด้วยนะ

โดยพื้นที่ส่วนแรกที่เห็นจะเป็นบ่อปลาคราฟขนาดใหญ่ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยอาคารรูปตัว U สูง 7 ชั้น ทำหน้าที่เป็นส่วนต้อนรับ และสามารถเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งเล่นหรือนั่งคอยที่ Lobby มาเป็นในสวนนี้ได้ด้วยครับ

อีกหนึ่งความพิเศษของอาคาร A นี้คือ จะมีห้องที่หันไปทางทะเลเลยตรงๆ ซึ่งชั้นสูงๆตั้งแต่ชั้น 5 – 7 ขึ้นไป นอกจากจะได้รับวิวทะเลแล้ว ยังมองเห็นพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดของโครงการเป็นตอนลึกแบบนี้ได้อีกด้วยครับ ส่วนอาคารอื่นๆก็จะมีระเบียงที่เฉียงออกไปทางทะเลด้วยเช่นกันนะ

แต่สิ่งที่แลกมาของอาคาร A นี้คือ ความเป็นส่วนตัวที่น้อยกว่าเพื่อนหน่อย เพราะเป็นตึกที่ทุกคนจะต้องเดินผ่าน อยู่ห่างจาก Main Facilities และไกลจากทะเลหน่อย แต่ก็สามารถเดินออกไปซื้อของหรือเดินเล่นที่ Market Village ได้ง่ายที่สุดครับ แต่ถ้าวันไหน Market Village มีจัดงานทางด้านหน้าก็จะได้ยินเสียงบ้าง เพราะเราอยู่ไม่ไกลจากเค้าเท่าไหร่

หมายเหตุ : แบบแปลนนี้ยังไม่ Final นะครับ รออัพเดทหรือสอบถามกับโครงการอีกครั้งนะ

เรามาวิเคราะห์ห้องเพิ่มเติมจากแปลนกันดีกว่าครับ ซึ่งส่วนตัวผมมองว่ามีจุดที่น่าสนใจดังนี้

  • กรอบสีแดง : เป็นห้องที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวของอาคาร A เพราะไม่ติดกับห้องไหนเลย แต่ก็จะอยู่หน้าโถงลิฟต์เช่นกัน แต่เพื่อนร่วมชั้นก็มีแค่ 2 – 6 ห้องเท่านั้น ที่สำคัญคือสามารถมองเห็นส่วนกลางเป็นแนวยาว และอาจมองตรงไปเห็นทะเลได้ด้วยครับ (และส่วนตัวผมชอบห้องด้านบนมากกว่า เพราะมีเพื่อนบ้านน้อย และโดนบังวิวน้อยกว่าด้วยถ้าดูจากเส้นสีแดงที่ผมตี)
  • กรอบสีฟ้า : จะเป็นห้องที่หันออกมาด้านนอกโครงการ จึงทำให้อาคาร B C D และ E จะมีจำนวนยูนิตมากกว่าอาคารฝั่งตรงข้ามที่สูง 4 ชั้นเหมือนกัน เพราะเป็นด้านที่หันออกมาทางซอยหัวหิน 71 มีระยะห่างจากอาคารข้างเคียงมากกว่าอีกด้านหนึ่ง ที่จะอยู่ติดกับโครงการเพื่อนบ้านเลยนั่นเองครับ
  • กรอบสีเหลือง : ชั้น 1 – 2 ของอาคารนี้จะมีห้อง Duplex อยู่ 2 ยูนิตครับ ซึ่งจะได้สระว่ายน้ำส่วนตัวด้วยนะ
  • กรอบสีส้ม : เป็นห้อง 3 Bedrooms ที่มีอยู่ในเฉพาะอาคาร E เท่านั้น และยังเป็นห้องมุมที่สามารถมองเห็นทะเลได้อีกด้วยครับ เพียงแต่อาจต้องเป็นห้องประมาณ 3 ขึ้นไป เพื่อให้พ้นระยะของอาคาร 111 Social Club ที่อยู่ข้างๆกันนะ

Tips : ห้องที่เล็กที่สุดจะมีอยู่ที่อาคาร A เท่านั้น และอาคาร 4 ชั้นเหล่านี้ถูกออกแบบระเบียงให้เฉียงเพื่อรับวิวทะเลได้ทุกห้อง เพียงแต่จะต้องออกมายืนมองที่ระเบียงเท่านั้นนะครับ เพราะถ้าเรามองตรงๆออกมาจากหน้าต่างในห้องก็จะยังมองเห็นเป็นห้องเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามอยู่ดีนะ

หมายเหตุ : แบบแปลนนี้ยังไม่ Final นะครับ รออัพเดทหรือสอบถามกับโครงการอีกครั้งนะ

ขยับขึ้นมาดูที่ชั้น 4 กันบ้างครับ ที่อาคาร A ในกรอบสีแดงจะมีห้องเพิ่มเข้ามา แต่ยังคงแยก Corridor ออกเป็น 2 ฝั่ง ที่สำคัญคือห้องตรงกลางเหล่านี้จะมองเห็นวิวทะเลได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ ส่วนกรอบสีเหลืองที่อาคาร I ตั้งแต่ชั้น 3 และ 4 จะกลายเป็นห้อง Penthouse นั่นเอง

หมายเหตุ : แบบแปลนนี้ยังไม่ Final นะครับ รออัพเดทหรือสอบถามกับโครงการอีกครั้งนะ

สุดท้ายคือชั้น 5 – 7 ที่อาคาร A ในกรอบสีแดงจะเป็นห้องที่มองเห็นทะเลได้เพิ่มขึ้นครับ เพราะสูงเลยอาคาร 4 ชั้นอื่นๆมาแล้วนั่นเอง

เรามาดูโมเดลกันต่อนะ ถัดเข้ามาตรงกลางของโครงการ นอกจากจะมีทางเดิน สวน และสระว่ายน้ำถึง 7 สระแล้ว ก็ยังมีทางเดินให้ลงไปใต้ดินด้วยนะครับ สิ่งที่อยู่ข้างใต้นั้นนอกจากจะมีหน้าผาจำลอง (Rock climbing) ที่เรามองเห็นกันแล้วยังมีห้องสปา และ Hidden Gym หรือห้องออกกำลังกายที่ซ่อนอยู่ใต้สระว่ายน้ำ ซึ่งบนฝ้าเพดานจะเป็นกระจก ที่ช่วยให้แสงส่องลงมาและมองเห็นคนที่กำลังว่ายน้ำได้อยู่อีกด้วยครับ ซึ่งฟังดูแล้วน่าสนใจมากๆ อยากเห็นของจริงเหมือนกันนะครับเนี่ย

คราวนี้เรามาดูอาคาร 4 ชั้นที่เหลือกันบ้างนะ ซึ่งแต่ละชั้นจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน และแน่นอนว่าแต่ละชั้นแต่ละตำแหน่งก็จะมีราคาที่แตกต่างกันด้วยครับ เริ่มจากห้องชั้นล่างสุดจะเป็นแบบ Pool Access คือระเบียงจะอยู่ติดกับสระว่ายน้ำ สามารถเดินลงสระจากห้องได้เลย แลกกับมีความเป็นส่วนตัวน้อยลงไปบ้าง

ส่วนห้องชั้น 2 จะได้ระเบียงกระจกที่เปิดโล่ง มองเห็นพื้นที่ส่วนกลาง และต้นไม้ร่มรื่นจากในห้องได้ง่ายๆเลยครับ สุดท้ายคือชั้นที่ 3 – 4 ตรงระเบียงจะมีระแนงไม้เพิ่มขึ้นมา สามารถเลื่อนเพื่อบังแดดหรือพรางสายตา เพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ครับ

อีกหนึ่งอาคารที่แตกต่างจากเพื่อนคือ อาคาร I ที่อยู่ใกล้กับชายหาดมากที่สุด ซึ่งด้านหน้าจะเป็นสวน Chess Lawn (ตารางหมากรุกยักษ์) และ Garden Maze (สวนสไตล์ยุโรป) ส่วนตัวอาคารที่ชั้น 1 – 2 จะเป็นห้อง Duplex จำนวน 2 ยูนิต และมีสระว่ายน้ำส่วนตัวด้วยนะ (คนอื่นไปใช้ไม่ได้ และต้องดูแลเองเพราะไม่ใช่ของส่วนกลางนะครับ) โดย ณ วันที่ผมไปทำรีวิวนี้ได้ข่าวมาว่าขายออกไปแล้ว 1 ยูนิตด้วยนะ

ส่วนชั้น 3 และ 4 จะเป็นห้อง Penthouse ทั้งหมดเลยครับ มีขนาดพื้นที่ใหญ่มากๆ และแน่นอนว่าห้องของอาคารนี้จะสามารถมองเห็นทะเลได้แบบระยะใกล้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งระเบียงเฉียงเหมือนอาคารอื่นเลยล่ะครับ

ส่วนสุดท้ายจะเป็น Main Facilities หลักของโครงการ ที่ถือว่าเป็น Highlight เลยครับ เพราะจะมีทั้ง Lap Pool ยาว 70 m. และมีเครื่อง Swim Jet ให้ว่ายทวนกระแสน้ำออกกำลังกายได้ มีบ่อ Jacuzzi ที่ปรับอุณหภูมิได้ พร้อมระบบ Hydraulic ที่ช่วยยก Wheel Chair ลงสระได้ด้วย ทำให้ผู้สูงอายุก็สามารถใช้ส่วนกลางได้ รวมถึงมีชายหาดส่วนตัว, Tamarind Theater (โรงหนังกลางแจ้ง), Beach Pavilion (ห้องจัดเลี้ยงริมหาด) และจุดนั่งเล่นพักผ่อนหลายจุด หรือเราจะเดินลงไปเล่นที่ทะเลและชายหาดของจริงเลยก็ได้ครับ

ส่วนเรื่องความปลอดภัยและเป็นส่วนตัวในส่วนนี้ อาจลองสอบถามกับทางโครงการดูอีกทีนะครับ ว่าจะมีวิธีจัดการ/ป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวหรือคนภายนอกแอบเดินเข้ามาใช้งานจากชาดหาดสาธารณะนี้ได้อย่างไรบ้าง แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่าถ้ามีประตูหรือ รปภ. ประจำอยู่ตรงจุดนี้ด้วยก็น่าจะช่วยได้นะครับ

ส่วนที่ดินแปลงข้างๆคือ 111 Social Club ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟและ Sale Gallery ในปัจจุบัน ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาและขยายพื้นที่ ทำเป็นร้านอาหารควบคู่กับร้านกาแฟ และจะมีประตูด้านข้างให้ลูกบ้านเดินมาใช้บริการได้ง่ายๆ หรือจะสั่งขึ้นไปทานบนห้องเลยก็ได้เหมือนกันครับ ถือว่าช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านได้ดีทีเดียวนะ

และนอกจากนี้ทางโครงการก็มีภาพบรรยากาศตัวอย่างมาให้ชมกันด้วยดังนี้ครับ

Image 1/9
Lobby

Lobby

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • Lobby
  • สระว่ายน้ำ พร้อมสระเด็ก
  • สระกิจกรรม สำหรับครอบครัว และกีฬาทางน้ำ
  • สระว่ายน้ำติดตั้งด้วย Swim Jets สำหรับการออกกำลังกายและผู้สูงอายุ
  • สระว่ายน้ำและ Jacuzzi ขอบใสริมหาด
  • ชายหาดส่วนตัว (จำลองอยู่ริมหาดจริง)
  • Hidden Gym (ห้องออกกำลังกายที่ซ่อนอยู่ใต้สระว่ายน้ำ) ที่มาพร้อมกับห้องสปา
  • ลานโยคะ และ หน้าผาจำลอง (Rock climbing)
  • ลู่วิ่งจ็อกกิ้ง
  • ห้องสมุด
  • Tamarind Theater (โรงหนังกลางแจ้ง)
  • Chess Lawn (ตารางหมากรุกยักษ์)
  • Garden Maze (สวนสไตล์ยุโรป)
  • Beach Pavilion (ห้องจัดเลี้ยงริมหาด)
  • EV Charging Stations
  • ห้องพักสำหรับแม่บ้านและคนขับรถ
  • บริการ Butler Service/Concierge Service
  • ลิฟต์โดยสาร 1 – 2 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 20.1 :  1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก A 39 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก B 24 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก C 24 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก D 24 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก E 24 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก F 20 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก G 20 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก H 20 : 1
  • อัตราส่วนลิฟต์ตึก I 10 : 1
  • ที่จอดรถประมาณ 91 คัน คิดเป็น 38% (ไม่รวมจอดซ้อนคัน)
  • ระบบรักษาความปลอดภัยในโครงการ  CCTV / Key Card

แบบห้อง

โครงการนี้มีห้องอยู่ทั้งหมด 5 แบบด้วยกันครับ ขายแบบ Fully Furnished ขาดแค่ฟูกที่นอนและเครื่องใช้ไฟฟ้าก็เข้าอยู่ได้เลย อีกทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่ Built in มาให้แล้วก็ยังมีดีไซน์แบบ Colonial เข้ากับคอนเซ็ปต์โครงการอีกครับ ประกอบด้วย

  • 1 Bedroom ขนาด 45 – 52 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms ขนาด 76 – 82 ตร.ม.
  • 3 Bedrooms ขนาด 96 – 135 ตร.ม.
  • Duplex ขนาด 158 – 219 ตร.ม. มีเพียง 2 ยูนิตเท่านั้น พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว
  • Penthouse ขนาด 325 ตร.ม. มีเพียง 2 ยูนิตเท่านั้น

ห้องตัวอย่างแรกคือ 1 Bedroom ขนาด 50 ตารางเมตร มีลักษณะห้องเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งแยกพื้นที่ Common area และพื้นที่ห้องนอนออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน และได้ความเป็นส่วนตัวจากผนังทึบครับ จุดเด่นหลักๆคือมีระเบียงที่ใหญ่มาก และจะมีลักษณะเฉียงเล็กน้อย เพื่อเปิดรับวิวของพื้นที่ส่วนกลางในแนวลึก และอาจมองเห็นทะเลได้ครับ อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สำคัญคือห้องน้ำ ซึ่งได้เป็นกระจก Sexy bath แบบโค้งอีกด้วย ทำให้ห้องรู้สึกโปร่งโล่งไม่อึดอัด และรู้สึกผ่อนคลายได้ดี โดยรวมเป็นห้องที่เหมาะจะมาพักผ่อน 1-2 คน หรืออยู่อาศัยจริงเลยก็ได้ครับ ของจริงจะเป็นอย่างไรเราไปชมกันเลย

ก่อนจะเข้าไปในห้องจะมีประตูติดตั้งมาให้ดูด้วยนะครับ โดยเราจะได้เป็นประตูบานทึบสีขาวขนาดใหญ่ สูง 2.4 m. พร้อมติดตั้ง Digital Door Lock ของ Samsung กับโช๊คด้านบนมาให้ครับ ซึ่งจะช่วยกันกระแทกและยังเปิดค้างให้ขนของได้สะดวกอีกด้วย

เมื่อเข้ามาภายในจะเจอกับ Common area ที่ผมรู้สึกได้เลยว่ามีความกว้างมากกว่าห้องปกติที่เราพบเห็นในเมืองครับ อีกทั้งยังติด Wallpaper และปูพื้นด้วย Hybrid Engineered Wood สีอ่อนเป็นธรรมชาติ จึงทำให้รู้สึกโปร่งโล่งและผ่อนคลายดีทีเดียว

พื้นที่ส่วนแรกจะเป็นครัวนะ ซึ่งฝ้าเพดานจะลดระดับลงมาครับ (เนื่องจากงานระบบของเครื่องปรับอากาศ) จึงมีความสูงอยู่ที่ 2.4 m. และถ้าใครต้องการกั้นห้องทำเป็นครัวปิดเพิ่มเติมก็มีระยะให้สามารถทำได้ครับ

นอกจากนี้โครงการนี้ก็จะได้แอร์แบบฝังฝ้า (Conceal type) แบบนี้ด้วยนะ ซึ่งจะมีความสวยงามและดูเรียบร้อยดีครับ แต่เวลาซ่อมแซมทีก็อาจต้องมีการเปิดฝ้ากันเกิดขึ้นนะ ทำให้การบำรุงรักษาจะยุ่งยากกว่าแบบปกติหน่อย

พื้นที่หน้าห้องมีระยะมากพอที่นอกจากจะยืนทำครัวได้สะดวกแล้ว ยังมีพื้นที่ด้านซ้ายเหลือให้วางตู้รองเท้า หรือเก้าอี้ให้นั่งใส่รองเท้าได้สะดวกอีกด้วย ส่วนเคาน์เตอร์ครัวก็จะได้ Built in มาเป็นมาตรฐานแบบนี้เลยครับ เก็บของได้เยอะดีทีเดียว

พื้นที่วางตู้เย็นขนาด 70 x 75 cm. สูง 1.8 m. และพื้นที่วางเครื่องซักผ้าขนาด 50 x 60 cm. สูง 85 cm. ส่วนเครื่องครัวจะได้อ่างล้างจาน และ Hob&Hood ของ Smeg กับท็อปเคาน์เตอร์หินสังเคราะห์ ซึ่งทนกรดด่างไม่เป็นคราบง่าย อีกทั้ง Backsplash ก็จะได้เป็นลวดลายไม้สีขาวแบบนี้ ซึ่งต่อเนื่องไปกับผนังห้องที่จะตกแต่งมาให้แบบนี้เลย

ติดกันจะเป็นโต๊ะทานอาหารครับ ซึ่งเราก็จะได้เป็นโต๊ะกลม 2 ที่นั่ง ลักษณะแบบนี้แถมมาให้เลยนะ

ถัดเข้ามาด้านในจะเป็น Living area ครับ อยู่ติดกับระเบียงทำให้มองชมวิวภายนอกไปด้วย และดูทีวีไปด้วยได้เลย โดยระยะดูทีวีจะอยู่ที่ 2.7 m. สามารถใช้ทีวีขนาด 46 – 50 นิ้วได้ครับ

และนอกจากนี้เรายังได้ทั้งชุดโซฟา โต๊ะกลาง และชั้นวางทีวีแบบนี้อีกด้วยครับ อีกทั้งฝ้าเพดานตรงส่วนนี้ก็จะสูงขึ้นเป็น 2.6 m. พร้อมกับมีการดรอปฝ้าให้อีก 10 cm. เหมือนในห้องตัวอย่างนี้ด้วยนะ

ประตูระเบียงเป็นกรอบอลูมิเนียม Powder coat สีเข้มเนื้อทรายหยาบ พร้อมตัวล็อคอีก 2 จุด จึงมีความปลอดภัย แถมยังมีความหนา กันพวกคลื่นลมทะเลแรงๆและเสียงได้ดี ส่วนกระจกก็เป็นสีเขียวตัดแสงช่วยกรองความร้อน เมื่อเปิดออกก็จะเชื่อมต่อพื้นที่ภายในกับภายนอกได้แบบนี้เลย

ระเบียงจะใช้เป็นไม้สังเคราะห์สีเข้ม ที่ทนแดดหรือความชื้นได้ดี อีกทั้งยังมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูป้านออกเล็กน้อย (ระยะแคบสุด 85 cm. กว้างสุด 2.7 m.) เพื่อให้เวลาออกมายืนที่ระเบียงจะสามารถรับวิวพื้นที่ส่วนกลางตอนลึก และอาจมองเห็นทะเลได้ด้วยครับ (แต่ถ้ามองตรงๆออกมาจากในห้องก็จะมองเห็นเป็นอาคารฝั่งตรงข้าม)

โดยห้องตัวอย่างนี้ทางโครงการได้จำลองห้องแบบ Pool Access บริเวณชั้น 1 ที่อยู่ติดกับสระว่ายน้ำมาให้ดูเป็นตัวอย่างครับ ซึ่งจะมีบันไดเดินขึ้น-ลงสระได้สะดวกเลย และจะไม่มีราวระเบียงนะครับ จึงเป็นห้องที่เหมาะกับคนสบายๆ สายกิจกรรม ไม่ซีเรียสเรื่องความเป็นส่วนตัวมากนัก เพราะอย่าลืมว่าจะต้องมีคนเดินและว่ายน้ำผ่านที่ระเบียงห้องของเราครับ

กลับเข้ามาด้านในห้องกันอีกครั้ง ต่อไปเราจะไปดูห้องนอนทางซ้ายมือกันบ้างครับ

ส่วนของห้องนอนจะกั้นด้วยผนังทึบแยกออกไปเป็นส่วนตัว (ช่องกระจกด้านซ้ายของจริงจะไม่มีนะ) และจะใช้เป็นประตูบานเลื่อนในการเชื่อมต่อครับ ทำให้การใช้งานจะค่อนข้างสะดวก และประหยัดพื้นที่อีกด้วย (พอดีห้องตัวอย่างไม่ได้ติดตั้งมาให้ดูครับ)

เมื่อเข้ามาในห้องนอนเราจะเจอกับพื้นที่วางเตียงขนาดใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่รอบเตียงมากพอที่จะใช้งานได้สะดวก โดยทางโครงการจะให้ทั้งฐานเตียง หัวเตียง และโซฟาข้างเตียงมาให้แบบนี้เลยครับ เหลือแค่หาฟูกและที่นอนก็เข้าอยู่ได้ทันทีเลย

ปลายเตียงสามารถติดทีวีแขวนผนังเพิ่มได้ ส่วนด้านซ้ายของเตียงก็จะเป็นประตูกระจกที่เปิดออกไปยังระเบียงได้อีกทางหนึ่งครับ แถมยังทำให้ภายในสว่างและโปร่งโล่งอีกด้วยนะ

ส่วนทางด้านขวาของเตียงจะเป็นพื้นที่แต่งตัวและห้องน้ำครับ

ซึ่งตู้เสื้อผ้าทางขวามือเราจะได้ Built in มาแบบนี้เลยครับ และถ้าทุกคนยังจำได้เราจะเห็นว่าด้านหลังตู้นี้จะยื่นออกไปยังผนังอีกฝั่งด้านนอกห้องนอนด้วย ซึ่งเป็น Gimmick น่ารักๆที่ทางโครงการใส่เข้ามา แต่ก็ช่วยประหยัดพื้นที่หน้าตู้ในห้องนอนไปได้ด้วยเหมือนกัน

โดยทุกคนจะสังเกตได้ว่า เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่แถมมาจะมีสไตล์ Colonial ทั้งหมดเลยครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่โครงการตั้งใจอยากจะคุม Theme ให้ได้บรรยากาศร่วมสมัย เหมือนได้มาพักผ่อนที่โรงแรมแบบนี้นั่นเอง

และตัววัสดุจะทำด้วยไม้สีเข้ม กับลายสานจะเป็นวัสดุสังเคราะห์นะครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ใส่ใจในรายละเอียดได้ดีทีเดียว (ในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสีและวัสดุไปบ้าง แต่เค้าจะพยายามคุมให้ได้แบบนี้ครับ ลองสอบถามดูอีกทีนะ)

ส่วนภายในห้องน้ำจะแยกพื้นที่ฟังก์ชันออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน และมีสุขภัณฑ์ของ American standard พร้อมใช้งาน

เริ่มกันที่พื้นที่ส่วนแห้งจะมีขนาด 1.4 x 1.6 m. ครับ ได้ทั้งอ่างล้างหน้า ตู้ Built in และโถสุขภัณฑ์ตามห้องตัวอย่างเลย

ส่วนพื้นที่อาบน้ำจะกั้นด้วยฉากกั้นกระจกนิรภัย Tempered Glass และมีพื้นที่ยืนอาบน้ำภายในกว้าง 1.1 m. ใช้งานได้สะดวกทีเดียว

สิ่งที่อยากให้สังเกตคือพื้นต่างระดับ ซึ่งจะใช้เป็น Slope ลาดเอียงลงมา ทำให้ไม่ต้องเดินสะดุดครับ เหมาะกับผู้สูงอายุ แต่อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ใช้รถเข็นวีลแชร์นะ เพราะพื้นที่ห้องน้ำไม่ได้กว้างขนาดนั้นครับ

ภายในมีฟังก์ชันอาบน้ำ 2 แบบให้เลือกครับ คือจะยืนอาบก็ได้ หรือจะนอนแช่อ่างสบายๆก็มี สามารถเลือกใช้งานได้ตามความชอบเลยครับ

เริ่มกันที่ฝั่งยืนอาบจะมีทั้ง Hand Shower และ Rain Shower ติดตั้งมาให้ครับ ซึ่งเราสามารถดึงฝักบัวมาได้จนถึงที่นั่งอาบขวามือได้เลยนะ และที่ผนังก็จะมีที่วางสบู่ติดตั้งมาให้แล้ว แต่ถ้าใครที่วางไม่พอก็หาซื้อมาติดเพิ่มได้ครับ

และนอกจากนี้ตรงก๊อกน้ำของยี่ห้อ Gessi ก็ยังเลือกผสมอุณหภูมิได้อีกด้วย เพราะห้องนี้จะเดินท่อน้ำร้อนฝังไว้ในผนังมาให้แล้วทุกห้องเลยครับ

ส่วนถ้าใครเลือกที่จะนอนแช่ในอ่าง ก็จะมองเห็นภายนอกได้จากผนังกระจก Sexy bath นี้ได้อีกด้วยครับ ซึ่งจะใช้เป็นกระจกโค้งทำให้ห้องดูกว้างและโปร่งโล่งขึ้น แต่ถ้าใครที่รู้สึกเขินอายไม่เป็นส่วนตัว ก็สามารถติดตั้งม่าน/มู่ลี่/กระจกฝ้าเพิ่มเติมได้นะครับ

ห้อง 2 Bedrooms ขนาด 82 ตารางเมตร เป็นห้องหน้ากว้างนะครับ จุดเด่นอยู่ที่เป็นห้องที่มีช่องแสงถึง 2 ด้าน โดยเฉพาะช่องหน้าต่างของ Common area ซึ่งถ้าเปิดพร้อมกันทั้ง 2 ฝั่งจะทำให้เกิดการระบายอากาศได้ดีทีเดียวครับ ส่วนห้องนอนก็จะกั้นด้วยผนังทึบแยกออกไปเป็นสัดส่วน และมีห้องน้ำเป็นส่วนตัวทั้งคู่ครับ ห้องนี้จึงเหมาะกับครอบครัวขนาดใหญ่ ที่มีสมาชิก 3 – 4 คน หรือจะเป็นเพื่อนๆญาติๆ มาเที่ยวพักผ่อนร่วมกันก็เหมาะครับ ซึ่งของจริงจะเป็นอย่างไรเราไปชมกันเลย

เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามาเราจะมาโผล่ตรงกลางของ Common area พอดีครับ สามารถจัดเป็นพื้นที่ต้อนรับไว้ใส่รองเท้าแบบห้องตัวอย่างได้เลย ส่วนฟังก์ชันอื่นๆจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งนะ

มาเริ่มกันที่ทางขวามือจะเป็นส่วนครัวครับ ซึ่งจุดที่ผมชอบคือได้ช่องแสงขนาดใหญ่ ทำให้โปร่งโล่ง แถมยังมีหน้าต่างบานกระทุ้งสามารถเปิดระบายอากาศได้อีกด้วย

ชุดเคาน์เตอร์ครัวเราจะได้ Built in มาเหมือนเดิมเลยครับ เพิ่มเติมมาคือขนาดที่กว้างมากขึ้นเล็กน้อย พร้อมอ่างล้างจานอีก 1 หลุม และเตาไฟฟ้าเพิ่มเป็น 4 หัวครับ

สุดท้ายคือโต๊ะเตรียมอาหาร (Kitchen island) เราก็จะได้มาแบบนี้เลยด้วยนะ ทำให้ห้องนี้สามารถเก็บของและมีพื้นที่ประกอบอาหารมากขึ้น เหมาะกับสมาชิกครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น และมีพื้นที่ยืนทำครัวกว้าง 80 cm. ครับ

และถึงแม้ว่าครัวนี้จะเป็นครัวเปิดที่เชื่อมต่อกับพื้นที่นั่งเล่น แต่ก็มีระยะที่เราสามารถกั้นห้องทำเป็นครัวปิดได้ครับถ้าต้องการ

ส่วนฝั่งตรงข้ามกับครัวจะเป็นห้องนอนเล็ก ซึ่งกั้นด้วยผนังทึบแยกออกไปเป็นส่วนตัว

ภายในมีขนาดพื้นที่ใช้งานพอดีๆ และได้ช่องแสงขนาดใหญ่ สามารถติดทีวีปลายเตียงเพิ่มได้ด้วยครับ

ทางโครงการจะให้เตียง 3.5 ฟุตมา 2 เตียงแบบนี้เลยครับ โดยจะต้องวางชิดติดกัน และเลื่อนมาติดฝั่งหน้าต่างแบบนี้ครับ เพื่อประหยัดพื้นที่ และสามารถนอนได้หลายคนมากขึ้น เผื่อบางครอบครัวมีลูก 2 คน หรือมีแขกมาหลายคนก็จะได้มีพื้นที่รองรับเพียงพอครับ

ส่วนทางด้านซ้ายของเตียงจะเป็นตู้เสื้อผ้าครับ ซึ่งจะมีพื้นที่แต่งตัวกว้างประมาณ 60 cm. ให้ยืนได้แบบพอดีตัว

เข้ามาในห้องน้ำก็มีการแยกฟังก์ชันออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วนครับ และถึงแม้จะเป็นห้องน้ำของห้องนอนเล็กก็ตาม แต่ภายในก็มีพื้นที่กว้างขวางดีทีเดียวครับ

พื้นที่ส่วนแห้งมีขนาด 1 x 2.5 m. และได้สุขภัณฑ์ของ American standard เช่นเคย

ส่วนพื้นที่อาบน้ำก็จะกั้นด้วยฉากกั้นกระจก แยกออกไปเป็นสัดส่วน มีพื้นที่ยืนอาบน้ำอยู่ที่ 1 x 1.5 m. และติดตั้ง Hand Shower มาให้พร้อมใช้งาน ไม่มี Rain Shower ครับ

ออกมาจากห้องนอนเล็ก ต่อไปเราจะมาดูพื้นที่อีกด้านของ Commom area กันบ้างครับ

โดยพื้นที่ฝั่งนี้จะเป็นโต๊ะทานอาหารและพื้นที่นั่งเล่นที่อยู่ติดกับระเบียงครับ

ซึ่งโต๊ะทานอาหารเราจะได้แบบ 6 ที่นั่งแบบนี้เลยนะ ฝั่งหนึ่งจะเป็นเก้าอี้หวายแบบลอยตัว ส่วนอีกฝั่งก็จะเป็นเก้าอี้ตัวยาว เพียงแต่เราจะไม่ได้ผนักพิงที่อยู่ติดผนังเท่านั้นเอง (ถ้าใครต้องการก็สามารถทำเพิ่มได้เองครับ จะได้พิงสบายๆ)

ถัดมาจะเป็นชุดโซฟานั่งเล่นก็จะได้เป็นเหมือนกับห้องก่อนหน้านี้เลยครับ เพียงแต่โซฟาจะใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย และมีเก้าอี้หวายเพิ่มมาด้วย

ส่วนระเบียงภายนอกก็จะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูเหมือนเดิมครับ ระยะแคบสุด 80 cm. และกว้างสุด 2.7 m. และพื้นก็จะเปลี่ยนวัสดุเป็นกระเบื้องลายไม้ พร้อมกับมีราวกันตกเป็นกระจกนิรภัยอีกด้วยครับ ทำให้สามารถชมวิวภายนอกได้เต็มที่เลย

และที่ผมอยากให้สังเกตอีกอย่างคือ ตั้งแต่ชั้น 3 – 4 จะมีระแนงไม้ช่วยพรางสายตาและบังแดดติดตั้งมาให้ด้วยครับ โดยวัสดุจะเป็นไม้สังเคราะห์ที่ทนแดดทนฝนได้ระดับหนึ่ง

และบานที่อยู่ด้านนอกของทั้ง 2 ฝั่ง ยังสามารถเลื่อนปิด-เปิดได้ตามต้องการอีกด้วย (พอดีห้องตัวอย่างไม่ได้ทำรางเต็มมาให้ดูครับ เลยยังเลื่อนไม่ได้นะ) นั่นจึงทำให้ Facade ของโครงการนี้จะมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลานั่นเองครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่เราจะได้ก็คือ Sofa bed ตัวนี้นั่นเอง ซึ่งจะมีอยู่ที่ระเบียงในทุกๆห้อง รวมถึงห้องก่อนหน้านี้ก็จะมีด้วยนะครับ

กลับเข้ามาภายในห้องอีกครั้ง ต่อไปเราจะมาดูห้อง Master Bedroom กันบ้างครับ ซึ่งของจริงก็จะกั้นด้วยประตูบานเลื่อนเช่นเดิมนะ

ภายในมีขนาดพื้นที่กว้างขวาง และฟังก์ชันจะเหมือนกับห้องนอนของ 1 Bedroom ก่อนหน้านี้เลยครับ เพียงแต่ตำแหน่งประตูทางเข้าจะต่างกันแค่นั้น

ปลายเตียงติดทีวีแขวนผนังได้ มีตู้เสื้อผ้าฝังผนัง และได้ห้องน้ำที่มีกระจก Sexy bath เช่นเดิม

ภายในห้องน้ำมีฟังก์ชันและพื้นที่ใช้สอยเท่าเดิมเลยครับ แยกเป็นสัดส่วนเรียบร้อย

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยคือที่นั่งอาบน้ำ ซึ่งจะมีความยาวเพิ่มมากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียพื้นที่ให้กับช่องงานระบบแล้วนั่นเองครับ

ส่วนแปลนห้องอื่นๆทั้งหมดของโครงการจะมีดังนี้ครับ

Image 1/7

..ปิดท้ายกันด้วยภาพบรรยากาศชิลๆที่ระเบียงริมทะเลของห้องตัวอย่างนะครับ ซึ่งผมว่านี่แหละคือ “Value” หรือความคุ้มค่าของโครงการนี้ เพราะโครงการออกแบบให้เป็นบ้านสำหรับการพักผ่อนได้จริงๆ ทั้งตัวห้อง ตัวโครงการ และบรรยากาศโดยรอบ ที่ติดทะเลค่อนข้างเงียบสงบ จึงเหมาะกับคนอยากมีบ้านพักตากอากาศริมทะเล ไว้ขับรถมาพักผ่อนในวันหยุดหลังจากที่ทำงานมาหนักหลายๆวัน เป็นการมาชาร์จแบตให้ตัวเอง จะได้มีแรงกลับไปลุยงานกันใหม่อีกครั้ง

เหมือนกับผมที่ได้ทั้งมาทำงานและพักผ่อนไปในตัว แล้วมีแรงรีบกลับมาเขียนรีวิว บอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ทุกคนได้อ่านกันนี่เองครับ แล้วคุณล่ะ…ชอบโครงการนี้มั๊ย อย่าลืมมา comment พูดคุยกันด้วยนะครับ ^^

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

 

ราคา

23 January 2020

  • 1 Bedroom ขนาด 45 – 52 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 7.89 – 15.49 ล้านบาท
  • 2 Bedrooms ขนาด 76.5 – 106 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 14.65 – 33.81 ล้านบาท
  • 3 Bedrooms ขนาด 96.5 – 135 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 24.69 – 43.29 ล้านบาท

  • รูปแบบการขาย Fully Furnished
  • ความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน 2.6 เมตร
  • Kitchen & Sink / ท็อปหินสังเคราะห์
  • Hob & Hood / ของยี่ห้อ Smeg
  • จอง 1 Bedroom 50,000 บาท, 2 Bedrooms 100,000 บาท, 3 Bedrooms 200,000 บาท
  • ทำสัญญา 7.5%
  • ดาวน์ n/a% ผ่อนดาวน์ n/a งวด
  • ค่ากองทุน 1,000 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง 100 บาท/ตร.ม./เดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ

บทสรุป

ทำเล : ตัวโครงการตั้งอยู่ตรงซอยหัวหิน 71 ด้านหน้าติดทะเลและชายหาด ที่สามารถไปเดินเล่นพักผ่อนได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นโซนที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวและสะอาด เนื่องจากเป็นโซนผู้ดีเก่าที่ปัจจุบันกลายเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวและคอนโดหรูๆกันหมดแล้ว จึงมีการดูแลรักษากันเป็นอย่างดี ส่วนด้านหน้าจะเป็นถนนหลักอย่างเพชรเกษม ที่ฝั่งตรงข้ามเป็น Market Village สามารถเดินข้ามสะพานลอยไปจับจ่ายใช้สอยได้ง่ายๆ มีครบทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร โรงหนัง และลานเบียร์ หรือถ้ายังไม่จุใจก็สามารถขับรถไป Bluport Huahin หรือตลาด Night Market ได้อีกด้วยครับ

การเดินทางโดยใช้รถ : มีถนนหลักเพชรเกษมแค่เส้นเดียว และเป็นทำเลต่างจังหวัดอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องรถติดเหมือนในกรุงเทพฯมากนัก จะมีก็แค่ตามสี่แยกไฟแดงต่างๆ และบริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้า กับโรงเรียนตอนช่วงเย็นๆครับ ส่วนจุดกลับรถก็อยู่ไม่ไกล ขับวน loop ใช้ชีวิตวนไปในย่านนี้ได้สบายๆเลย

ตัวโครงการมีที่จอดรถประมาณ 91 คัน คิดเป็น 38% (ไม่รวมจอดซ้อนคัน) ซึ่งอาจจะดูไม่มากนัก แต่ก็อย่าลืมครับว่านี่เป็นคอนโดพักตากอากาศ จึงไม่ได้มีคนพักอาศัยอยู่ประจำทุกวันนัก เว้นแต่ในช่วงวันหยุดถ้ามีลูกบ้านพร้อมใจกันขับรถมาพักกันหลายๆห้อง ก็อาจเกิดปัญหาที่จอดรถไม่พอได้เช่นกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีจัดการของโครงการในอนาคตแล้วละครับว่าจะมีแผนสำรองอย่างไรหรือไม่

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ : น่าแปลกใจที่โครงการนี้ผมจะมีข้อสรุปเรื่องนี้ให้ฟังด้วยครับ (ทั้งๆที่เป็นโครงการต่างจังหวัด) เพราะบริเวณด้านหน้าโครงการ หรือปากซอยหัวหิน 71 เป็นป้ายรถเมล์ที่จะมีรถโดยสารประจำทางเวียนมาจอดอยู่ตลอดเวลา ทั้งรถตุ๊กๆ รถกะป้อ รถสองแถว และยังมีวินรถตู้อีกด้วย ทำให้เป็นทำเลที่เดินทางโดยไม่ใช้รถทำได้ค่อนข้างสะดวกทีเดียวครับ รวมทั้งยังมีท่าอากาศยานหัวหินอยู่ในระยะ 10 km. อีกด้วยนะ

วัสดุ : ให้ของมาค่อนข้างดีครับ เหมาะสมกับราคาเฉลี่ย 250,000 บาท/ตร.ม. ซึ่งนอกจากจะได้วัสดุปิดผิวต่างๆมาค่อนข้างดี และมีช่องหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่เหมาะกับการใช้งานแล้ว ยังได้เฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์แบบ Colonial ที่เป็นจุดเด่นของโครงการอีกด้วย แสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดในการออกแบบของโครงการมากๆครับ ขายแบบ Fully Furnished ขาดแค่เฟอร์นิเจอร์บางอย่าง และเครื่องใช้ไฟฟ้าก็สามารถเข้าอยู่ได้เลย

การออกแบบโครงการ : ก่อนอื่นผมคงต้องบอกว่าโครงการนี้ถ้าเทียบกับเพื่อนบ้าน จัดว่าเป็นคอนโด Luxury ที่มีราคาสูงที่สุดในหัวหินเลยก็ว่าได้ครับ แต่ทั้งนี้ก็แลกกับทำเลที่ดี มีบริการแบบโรงแรม 5 ดาว และยังมีการออกแบบตกแต่งด้วยคอนเซ็ปต์ Colonial with a Modern Twist ให้ได้ความรู้สึกผ่อนคลายเหมาะแก่การพักผ่อน และด้วยลักษณะที่ดินของโครงการที่เป็นแนวยาว และมีหน้ากว้างติดกับชายหาดไม่มากนัก ทางโครงการจึงออกแบบให้แต่ละอาคารเน้น Take View พื้นที่ส่วนกลางภายใน และทำระเบียงให้เฉียงออกไปรับวิวตอนลึก ซึ่งพอจะมองเห็นทะเลด้วยได้บ้างหากออกมายืนชมวิวที่ระเบียงครับ

โดยแต่ละอาคารจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ซึ่งก็ส่งผลถึงราคาห้องที่ไม่เท่ากันด้วย ดังนั้นจึงต้องสอบถามกับทางโครงการดูอีกทีนะครับ แต่ในความคิดเห็นของผม เช่น ถ้าเป็นตึก A ที่อยู่ด้านหน้าสุด ห้องที่หันไปยังทะเลโดยตรงชั้นสูงๆหน่อยก็จะมีราคาสูงไปด้วย และถ้าเป็นห้อง Pool Access ก็จะมี Value สำหรับคนที่เน้นมาพักผ่อนเป็นบ้านหลังที่ 2 จริงๆ รวมถึงห้องที่อยู่ชั้น 3 – 4 และห้องที่อยู่ในอาคารใกล้กับทะเลหน่อย ก็จะเป็นห้องที่มีราคาสูงกว่าด้วยเช่นกัน อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ จำนวนยูนิตและอัตราส่วนลิฟต์ที่น้อยเพียง 20 : 1 จึงทำให้เป็นโครงการที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวมากๆครับ

การออกแบบห้องพักอาศัย : โครงการนี้จะเน้นเป็นห้องขนาดใหญ่นะครับ เหมาะกับคนที่ชอบพื้นที่ใช้สอยเยอะๆ แบ่งฟังก์ชันเป็นสัดส่วนและได้ความส่วนตัวดี แล้วยังมีแบบห้องและตำแหน่งห้องให้เลือกหลากหลายอีกด้วย โดยเฉพาะห้องขนาดใหญ่ 2 Bedrooms ขึ้นไป จะเป็นรูปแบบห้องหน้ากว้างมีการคิดเผื่อถึงฟังก์ชันห้องนอนเล็กแบบเตียงคู่ ที่สามารถรองรับคนมาพักอาศัยได้หลายคน อาจเป็นคนที่มีลูก 2 คน / มีเพื่อนๆ หรือญาติๆ ที่นานๆทีก็อยากมาพักผ่อนเป็นครั้งคราวบ้าง (ซึ่งผมมองว่าดีนะ)

อีกอย่างที่ผมชอบคือการตกแต่งภายในห้อง ที่สามารถคุม Theme ของสไตล์ Colonial ได้ดี เป็นเรื่องราวเดียวกันตั้งแต่ภายนอกเข้ามาจนถึงภายใน ทำให้ได้อารมณ์เหมือนมาพักผ่อนที่โรงแรมหรือรีสอร์ทมากๆ แถมระเบียงก็มีขนาดใหญ่ มีการทำมุมเฉียงเพื่อรับวิวส่วนกลางและทะเลได้มากขึ้น (ถ้าไปยืนชมวิวที่ระเบียง) กับห้องน้ำที่ได้กระจก Sexy bath แบบทรงโค้งไม่เหมือนใคร ทำให้ห้องดูโปร่งโล่งและสวยงาม แต่ถ้าใครที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวก็อาจต้องติดมู่ลี่หรือกระจกฝ้าเพิ่มเติมได้นะครับ

สาธารณูปโภค : ส่วนตัวผมมองว่าให้มาค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับจำนวนยูนิตและที่ดินโครงการ ซึ่งกว่า 70% จะเป็นพื้นที่เปิดโล่งและส่วนกลางครับ บรรยากาศดูร่มรื่นและสดชื่นสไตล์รีสอร์ท มีฟังก์ชันให้ใช้งานหลากหลายกระจายอยู่หลายจุด โดยเฉพาะสระว่ายน้ำและชายหาดส่วนตัวบริเวณ Beach Front ที่ค่อนข้างน่าใช้งานมากๆ และยังมีฟังก์ชันคิดเผื่อคนหลายๆ Generation ให้สามารถมาเที่ยวพักผ่อนกันได้ทั้งครอบครัว ทั้ง Swim Jet, Jacuzzi ปรับอุณหภูมิ และระบบ Hydraulic ช่วยยก Wheel Chair ลงสระได้ด้วย

อีกหนึ่งสิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ สิทธิพิเศษและบริการต่างๆที่จะได้รับจากโรงแรมในเครือ อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป ที่เรียกว่าจัดเต็มมาให้ เหมือนได้มาพักโรงแรมรีสอร์ท ทั้งๆที่เป็นคอนโดครับ ซึ่งเหมาะกับคนที่ชอบความสะดวกสบายแบบนี้มากๆ

Judgement

สำหรับโครงการ Intercontinental Residences Hua Hin เราจะไม่มีการให้คะแนนนะครับ เนื่องจากโครงการประเภทตากอากาศ มีปัจจัยในการตัดสินใจเลือกซื้อที่แตกต่างจากคอนโดเพื่อการอยู่อาศัยทั่วไปที่ต้องมีเรื่องของความคุ้มค่าทางการเงินและความคุ้มค่าทางอารมณ์ผนวกกันครับ เป็นการซื้อเพื่อพักผ่อนหย่อนใจมากกว่า ทำให้บรรทัดฐานการให้คะแนนแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลทั้งผู้อ่านและผู้รีวิวครับ

BOTTOM LINE

โครงการ Intercontinental Residences Hua Hin เหมาะกับคนที่มองหาคอนโดแนวพักตากอากาศที่หัวหิน อยู่ใกล้ห้างและติดชายทะเล เน้นห้องพักขนาดใหญ่ ให้วัสดุค่อนข้างดีเหมาะสมกับราคา และมีพื้นที่ส่วนกลางเยอะ รวมถึงยังได้รับบริการ Service ต่างๆเหมือนกับโรงแรมอีกด้วย โดยมีงบประมาณระดับ 7.89 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีกำลังผ่อนประมาณ 55,000 บาท/เดือนขึ้นไปครับ



ติดตามพวกเราได้ที่
Website : www.thinkofliving.com
Twitter : www.twitter.com/thinkofliving
YouTube : www.youtube.com/ThinkofLiving
Instagram : www.instagram.com/thinkofliving
Facebook : ThinkofLiving