รีวิวฉบับที่ 1783 … สวัสดีครับเพื่อนๆ อีกไม่นานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือก็จะเปิดบริการในปีหน้ากันแล้วนะ วันนี้เลยมีโครงการ ESTA พหลโยธิน-สะพานใหม่ จาก 39 เอสเตท มาฝาก เป็นคอนโด Low Rise ตึกแรกบนถนนเทพรักษ์ ใกล้รถไฟฟ้าสถานีสายหยุดเพียง 300 m. ฝั่งตรงข้ามเป็น Big C ที่เดินไปได้ง่ายๆ ปัจจุบันโครงการสร้างเสร็จมาสักระยะหนึ่งแล้วจะเป็นอย่างไรบ้างเราไปชมกันเลยครับ

Fact @ 13 January 2019

  • ESTA Phahol – Sapanmai (เอสต้า พหลโยธิน-สะพานใหม่)
  • บริษัท 39 เอสเตท จำกัด
  • MAIN CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่บน : ถนนเทพรักษ์ เขตบางเขน
  • คอนโด Low Rise 8 ชั้น 1 อาคาร 150 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุด 22 ยูนิต
  • ที่จอดรถรวมจอดซ้อนคัน คิดเป็น 46 %
  • ที่ดินประมาณ 1-0-5 ไร่
  • สร้างแล้วเสร็จพร้อมอยู่ : ปี 2558
  • 1 Bedroom 23-27 ตารางเมตร
  • 1 Bedroom Plus 30-35 ตารางเมตร
  • 2 Bedroom 45-52 ตารางเมตร
  • ฝ้าเพดานสูง 2.4 เมตร
  • ราคา Resale ปัจจุบัน 1.70 – 2.79 ล้านบาท
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรปัจจุบัน 70,000 – 82,000 บาท/ตร.ม.
  • Website โครงการ : คลิกที่นี่
  • โทร  : 095 4488 848

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วครับ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างครับ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.889784, 100.606576

แผนที่จากทางโครงการครับ

โครงการ Este พหลโยธิน-สะพานใหม่ ตั้งอยู่บนถนนเทพรักษ์ซึ่งเป็นถนนตัดใหม่ที่วิ่งคู่ขนานไปกับถนนรามอินทรา เชื่อมต่อถนนพหลโยธิน ถนนวัชรพล ไปจนถึงถนนสุขาภิบาล 5 และพึ่งเปิดใช้เมื่อช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา(และมีแผนจะเชื่อมต่อวิภาวดีไปถึงนิมิตรใหม่ในอนาคต) ความสำคัญของถนนเส้นนี้อยู่ที่การช่วยระบายการจราจรที่ติดขัดบนถนนรามอินทรา ทำให้ชาวบ้านสามารถลัดมาใช้ทางด่วนได้สะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดบริบทในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โครงการใหม่ๆในพื้นที่ตลอด 2 ข้างทางของพื้นที่ถนนใหม่นี้ที่ยังคงมีที่ว่างเหลืออยู่ เพราะที่ดินบนถนนพหลโยธินส่วนใหญ่ถูกจับจองเป็นเจ้าของทั้งบ้านเดี่ยวหรืออาคารพานิชย์กันหมดแล้ว จึงยากที่ Developer จะรวมแปลงที่ดินมาพัฒนาโครงการต่อได้ ถนนเทพรักษ์จึงเป็นช่องทางใหม่ที่จะเกิดโครงการใหม่ๆสำหรับย่านนี้ ที่ไม่เพียงเฉพาะคอนโดมิเนียมเท่านั้น แต่รวมถึงโครงการแนวราบและหมู่บ้านจัดสรรอีกด้วย

มาพูดถึงเรื่องเส้นทางทำเลกันต่อนะ ถนนเทพรักษ์ทำให้สามารถเชื่อมต่อถนนวัชรพล ถนนเพิ่มสิน และถนนสุขาภิบาล 5 เพื่อไปยังถนนสายไหม-ลำลูกกาได้ง่าย และลงใต้เข้าเมืองโดยใช้ถนนเส้นหลักอย่างพหลโยธินไปทางม.เกษตร รัชโยธิน และห้าแยกลาดพร้าวได้ ถ้าเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนรามอินทราก็จะไปทางมีนบุรีได้ แต่ถ้าเลี้ยวขวาก็จะไปถนนวิภาวดี-รังสิต และปากเกร็ดได้เหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นทำเลเหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพทางตอนเหนือจริงๆ และถ้าจะเข้าเมืองก็ขึ้นทางด่วนตรงเข้า-ออกเมืองได้ยาวๆ

เรื่องความอุดมสมบูรณ์สำหรับคนในพื้นที่จะรู้ดี สะพานใหม่ถือเป็นแหล่งอารยธรรมความเจริญสูงสุดของกรุงเทพทางตอนเหนือบนเส้นถนนพหลโยธินนี้ โดยเฉพาะตลาดยิ่งเจริญที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของย่าน แล้วยังเป็นจุดต่อรถสาธารณะที่สำคัญทั้งรถเมล์และวินรถตู้เพื่อเข้า-ออกเมือง บริเวณหัวถนนเทพรักษ์จะมี Big C ที่เป็นห้างที่ใกล้ที่สุดให้พึ่งพิง นี่ยังไม่รวมร้านอาหารอีกมากมายที่เริ่มทะยอยมาเปิดกันตลอด 2 ข้างทางบนถนนเทพรักษ์ที่หลายๆคนที่ผ่านไป-มา หรือต้องใช้ทางด่วนเพื่อกลับบ้านเป็นประจำจะต้องแวะจอดข้างทางกันทุกเย็น แต่ถ้าอยากเดินช้อปปิ้งหรูๆหน่อยก็ต้องไป Central รามอินทราที่เป็นอีกหนึ่งห้างเก่าแก่ของย่านนี้ที่ตั้งอยู่บนถนนรามอินทราที่รถแสนจะติดและคึกคัก ถ้าเพื่อนๆเบื่อห้างแล้วอยากเดินตลาด Street food แบบชิคๆหน่อยก็จะมี GET Camping Market ตลาดเปิดใหม่ใกล้คอนโดที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 80 m. หรืออยากได้ตลาดแบบใหญ่ๆหน่อยก็จะเป็นตลาดเลียบด่วนรามอินทราก็อยู่ไม่ไกลมาก เป็นทำเลถูกอกถูกใจขาช้อปแบบบ้านๆแน่นอนครับ

ส่วนเรื่องการเดินทางด้วยรถสาธารณะ เนื่องจากโครงการอยู่ติดถนนใหญ่อยู่แล้วจึงเรียกพวกรถแท็กซี่ได้ง่าย รถเมล์ก็มีผ่านเยอะแยะทั้งบนถนนเทพรักษ์และถนนพหลโยธิน ส่วนรถไฟฟ้านั้นจะมีสายสีเขียวเหนือ (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) วิ่งผ่าน และจะเปิดใช้บริการในปี 2563 ที่จะถึงนี้ จะทำให้คนในพื้นที่สามารถเข้าเมืองได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องทนทรมานกับรถติดที่แสนหนักหน่วงบนถนนพหลโยธินอีกต่อไป สถานีที่ใกล้ที่สุดคือสถานี สายหยุด ที่ตั้งอยู่หน้า รพ.เซ็นทรัลเยนเนอรัล ถัดออกไปทางเหนือ 1 สถานีเป็นสถานี สะพานใหม่ ที่ตั้งอยู่หน้าตลาดยิ่งเจริญที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดของย่าน แล้วถ้าลงมาทางใต้อีก 2 สถานีจะเป็นสถานีวัดพระศรีมหาธาตุซึ่งจะเป็นสถานี Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีชมพูอีกด้วย

มาดูระยะห่างของความอุดมสมบูรณ์โดยรอบโครงการที่สามารถเดินถึงได้สะดวกกันครับว่ามีอะไรบ้าง

  • เส้นสีส้ม : อยู่ห่างจากเซเว่นและตลาด GET Camping Market ประมาณ 80 m.
  • เส้นสีฟ้า : อยู่ห่างจากห้าง Big C และวินมอไซค์ ประมาณ 200 m.
  • เส้นสีแดง : อยู่ห่างจากรถไฟฟ้า สถานีสายหยุด ประมาณ 300 m.

มาต่อกันด้วยเรื่องการเดินทางโดยรถยนต์ จะบอกว่าเป็นทำเลที่ขับรถสะดวกก็ใช่นะ แต่แอบมีข้อเสียเล็กน้อยตรงที่กลับรถไกลมากเลย สมมติถ้าเราอยากจะไปใช้ทางพิเศษฉลองรัชที่อยู่ตรงถนนสุขาภิบาล 5 ก็จะต้องไปกลับรถบนถนนพหลโยธินก่อนเพื่อกลับมายังถนนเทพรักษ์ที่ถนนฝั่งตรงข้าม ระยะทางประมาณ 1.25 km. หรือถ้าเรามาจากถนนพหลโยธินแล้วต้องการจะขับรถกลับมาโครงการก็จะต้องไปกลับรถบนถนนเทพรักษ์ไกลถึง 1.5 km. แล้วจึงค่อยย้อนกลับมาอีก 1.4 km. เพื่อมาโครงการ รวมแล้วมีระยะทางถึง 2.9 km. เลยทีเดียว

สมัยก่อนทำเลแถวนี้ถ้าจะใช้ทางด่วนเข้าเมืองใกล้ที่สุดคือทางด่วนอุตราภิมุขหรือดอนเมืองโทลล์เวย์ที่อยู่บนถนนวิภาวดี-รังสิต มีระยะทางแค่ 4.4 km. แต่รถติดหนักจนเป็นสีแดงเป็นเรื่องปกตินะ ต้องเผื่อเวลาเดินทางสักครึ่ง ชม. เลยล่ะ

แต่หลังจากมีถนนเทพรักษ์ก็จะทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น เพียงแต่ไปกลับรถกลับมาที่ถนนเทพรักษ์ซึ่งรถอาจจะติดหน่อยบริเวณหน้า Big C แล้วจึงไปขึ้นทางพิเศษฉลองรัชที่ถนนสุขาภิบาล 5 รถไม่ค่อยติด ประหยัดเวลาไปได้ 10 – 15 นาที

ขากลับก็เช่นเดียวกัน แต่คราวนี้จะง่ายหน่อยที่ไม่ต้องกลับรถไกลมาก จากทางลงทางด่วนก็ขับมาตามทางเรื่อยๆระยะทางประมาณ 7.5 km. แต่ใช้เวลาประมาณ 9 – 18 นาที ก็ถึงหน้าโครงการแล้ว ซึ่งเวลาดังกล่าวก็ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงเวลา ถ้าเป็นเวลาเลิกงานหรือเวลากลับบ้านรถก็จะติดๆหน่อยตรงหัวถนนหน้าโครงการ เพราะถนนเส้นนี้คนใช้เยอะเหมือนกันนะ

สำหรับการเดินทางในวันนี้ผมใช้ถนนพหลโยธินโดยจะเริ่มจากแยกม.เกษตรแล้วกัน ขับตรงมาเรื่อยๆแล้วจึงเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนเทพรักษ์ ไปกลับรถมาหน่อยก็จะถึงหน้าโครงการแล้วครับ

ถ้าคุณมาจากทางแยกรัชโยธินหรือห้าแยกลาดพร้าว ก่อนถึงแยก ม.เกษตร จะเจอรถไฟฟ้าสถานีเสนานิคม ที่ตั้งอยู่หน้ากรมพัฒนาที่ดิน ให้เตรียมตัวชิดขวาเอาไว้เลยครับ

ที่ให้ชิดขวาเพราะจะให้ขึ้นสะพานข้ามแยกม.เกษตร อันใหม่นั่นเอง เพราะอันเก่าที่มีมานานกว่า 23 ปีได้ถูกทุบทิ้งไปแล้วสร้างอันใหม่ขึ้นมา พึ่งเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อ 27 ธ.ค. 61 ที่ผ่านมานี้เอง ช่วยลดปัญหาการจราจรบริเวณแยกม.เกษตรไปได้มากเลยทีเดียวครับ

ขับตรงมายาวๆ ตามป้ายบอกทางไป สะพานใหม่ เพื่อลงอุโมงค์ลอดใต้แยกวงเวียนหลักสี่-รามอินทรา ซึ่งบริเวณใจกลางของวงเวียนนี้ยังเป็นที่ตั้งของรถไฟฟ้าสถานี วัดพระศรีมหาธาตุ ที่เป็นสถานี Interchange กับรถไฟฟ้าสายสีชมพูอีกด้วยนะ

ขับตรงมาต่อจนถึงสถานีรถไฟฟ้า สายหยุด ค่อยเตรียมชิดขวานะ ถ้าใครไม่แน่ใจว่าสถานีนี้อยู่ช่วงไหนก็ให้สังเกตทางซ้ายมือก่อนถึงสถานีจะมีศูนย์ Honda ขนาดใหญ่ และ Brown Condo เป็นอาคารสีส้มๆเด่นสะดุดตาเลยครับ

เมื่อถึงแยกบริเวณหัวมุมถนนของห้าง Big C แล้วให้เลี้ยวขวาเพื่อเข้าสู่ถนนเทพรักษ์ได้เลยครับ

เมื่อเลี้ยวขวามาแล้วสังเกตทางขวามือจะมีอาคารอยู่เรียงติดๆกัน ซึ่งโครงการ Esta พหลโยธิน-สะพานใหม่ เป็นตึกที่ 3 ที่อยู่ข้างหน้าเรานี้เอง แต่เราต้องไปกลับรถมาก่อนนะ

จากหัวถนนเทพรักษ์ ให้ขับตรงเข้ามาเรื่อยๆประมาณ 1.5 km. จะเจอกับจุดกลับรถแรก ก็ให้เรากลับรถได้เลยนะ

เมื่อกลับรถมาแล้วก็ให้วิ่งชิดซ้ายตามป้ายไปหลักสี่ได้เลย เพื่อเตรียมตัวเลี้ยวซ้ายเข้าสู่โครงการ

สังเกตป้ายชื่อโครงการ Esta แล้วให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่โครงการได้เลยครับ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะครับ

มาดูบริบทโดยรอบโครงการเป็นชุมชนแนวราบทั้งหมด มีอาคารสูงบ้างแต่ก็ไม่ได้อยู่ในระยะประชิดนัก ติดถนนใหญ่ ค่อนข้างหาของกินง่ายเพราะใกล้ห้างและร้านสะดวกซื้อ สามารถสรุปได้ดังนี้

  • ทิศเหนือ : เป็นด้านหน้าโครงการ ติดถนนเทพรักษ์ ฝั่งตรงข้ามเป็นชุมชนแนวราบ ที่ว่าง ห้าง และคอนโดสูง 14 ชั้น
  • ทิศใต้ : ติดกับโรงพยาบาลเซ็นทรัลเยนเนอรัล เป็นช่วงอาคารสูง 4 ชั้น
  • ทิศตะวันออก : ติดกับอพาร์ทเมนท์สูง 8 ชั้น
  • ทิศตะวันตก : ติดกับอพาร์ทเมนท์สูง 8 ชั้น

คราวนี้ผมจะพาเพื่อนๆไปเดินดูรอบๆโครงการกันนะครับว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าพร้อมแล้วก็ตามผมมาเลย

ด้านหน้าโครงการติดถนนเทพรักษ์ เป็นถนนขนาดใหญ่ มีรถสัญจรผ่านไป-มาเยอะ แน่นอนว่าเรียกแท็กซี่ได้ง่าย ฝั่งตรงข้ามเป็นที่ดินเปล่าและอาคารพักอาศัย สูง 2 – 5 ชั้น กับคอนโดมิเนียมตัวใหม่ที่เป็นเจ้าของเดียวกันสูง 14 ชั้นตั้งอยู่

เดี๋ยวจะพาไปดูทางด้านซ้ายของโครงการกันก่อนนะ ซึ่งเขตทางด้านหน้าโครงการกว้างถึง 5.5 m. บางทีก็จะมีรถมอไซค์หรือจักรยานขี่ผ่านมาบ้างต้องเดินระวังกันหน่อยนะครับ

ติดกันทางด้านซ้ายเป็นอพาร์ทเมนท์สูง 8 ชั้นครับ

ถัดออกไปมองเห็นตลาดและร้านสะดวกซื้ออยู่ไม่ไกล ประมาณ 80 m. เท่านั้นเอง

ตลาดนี้เป็นตลาดจะเปิดใหม่เร็วๆนี้(ปัจจุบันยังไม่เปิด) เชื่อ GET Camping Market เน้นขายพวกอาหารและของชิคๆ เป็นตลาดกลางคืน บรรยากาศน่านั่งเหมือนกันนะครับ ข้อเสียของตลาดนี้คือไม่มีที่จอดรถ ต้องจอดข้างทางแทน แต่โชคดีที่โครงการเราสามารถเดินมาใช้บริการได้ง่ายๆ

ติดกันเป็นเซเว่นขนาดใหญ่ สามารถเดินมาใช้บริการกันได้นะ

กลับมาที่หน้าโครงการอีกครั้ง คราวนี้เราลองไปดูทางด้านขวากันบ้างนะครับว่ามีอะไรบ้าง

ติดกันทางขวาเป็นอพาร์ทเมนท์สูง 8 ชั้น และมีคอนโดสูง 8 ชั้นยาวต่อเนื่องกันเลยครับ

เดินตรงต่อมาจนถึงทางแยกตรงหัวถนนเทพรักษ์จะมีทางม้าลายสามารถเดินข้ามถนนตรงทางแยกเพื่อไป BigC ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้นะ แต่ถ้าเดินตรงไปจะสามารถไปรถไฟฟ้าได้

หันมามองทางขวา Big C อยู่ใกล้แค่นี้เอง สามารถเดินมาซื้อของใช้ที่จำเป็นเข้าบ้านกันได้ง่ายๆแบบนี้เลย ระยะทางประมาณ 200 m. เท่านั้น

และเมื่อเดินตรงต่อมาจะเจอสถานีรถไฟฟ้า สายหยุด ที่อยู่เลย รพ.เซ็นทรัลเยนเนอรัล ไปหน่อยเดียว ระยะทางประมาณ 300 m. ทางเดินกว้าง เดินง่ายและปลอดภัยดีครับ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • GET Camping Market ~ 80 ม.
  • Big C ~ 200 ม.
  • รพ.เซ็นทรัลเยนเนอรัล ~ 300 ม.
  • รถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีสายหยุด ~ 300 ม.
  • ตลาดยิ่งเจริญ ~ 700 ม.
  • Tesco Lotus ~ 2 กม.
  • Krirk University ~ 2.4 กม.
  • Central รามอินทรา ~ 2.6 กม.
  • รพ.ภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ ~ 2.7 กม.
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ~ 2.9 กม.
  • วัดพระศรีมหาธาตุ ~ 3 กม.
  • กรมทหารราบที่ 11 ~ 3 กม.
  • North Bangkok University ~ 3.1 กม.
  • ม.ศรีปทุม ~ 4.5 กม.
  • ตลาดหลักสี่ ~ 6.6 กม.
  • ตลาดนัดเลียบด่วนรามอินทรา ~ 8.4 กม.
  • ท่าอากาศยานดอนเมือง ~ 11.8 กม.


เจาะลึกตัวโครงการ

โครงการ Eata พหลโยธิน-สะพานใหม่ เป็นคอน Low Rise สูง 8 ชั้น จำนวน 150 ยูนิต ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 1-0-5 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียมโครงการแรกที่มาบุกเบิกถนนเทพรักษ์ตั้งแต่ก่อนที่ถนนจะสร้างเสร็จซะอีก และเมื่อถนนเส้นนี้เริ่มเปิดใช้งานและคนเริ่มเห็นถึงความสำคัญของทำเลนี้จึงทำให้โครงการนี้ขายหมดอย่างรวดเร็ว ราคาก็ขึ้นมาเยอะพอสมควรเนื่องจากการมาของรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ เรียกได้ว่าใครที่ซื้อโครงการนี้ตั้งแต่ตอนแรกๆที่ราคา 55,000 บาท/ตารางเมตร จนตอนนี้ราคาคอนโดแถวนี้ขยับขึ้นเป็น 77,000 – 90,000 บาท/ตารางเมตรแล้วล่ะก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆครับ

โดยภายนอกอาคารออกแบบลักษณะ Modern ใช้สีขาว เทา และสีไม้ ทำให้ดูเรียบเท่และอบอุ่นสบายตา ซึ่งหน้าตาก็อาจไม่โดดเด่นเหมือนคอนโดยุคใหม่มากนัก เพราะเป็นโครงการที่สร้างเสร็จแล้วมา 3 ปี แต่ก็ยังดูไม่ล้าสมัยเกินไป สีไม่ซีดและไม่มีรอยร้าวให้มองเห็นชัดเจนถือว่าเป็นโครงการที่มีการดูแลรักษาตัวอาคารได้ดีเลยทีเดียว ภายในมีการกระจายส่วนกลางอยู่ทั้งชั้น 2 และชั้นดาดฟ้า เพื่อไม่ให้เกิดความแออัดของผู้ใช้งานมากเกินไปอีกด้วย

มาดูแปลนชั้นแรกกันเลยครับ ทางเข้า-ออกมีแค่ทางเดียว ต้องผ่านป้อมยามซึ่งจะมีไม้กระดกกั้นต้องใช้ Key Card แตะเพื่อผ่านเข้ามา ส่วนถ้าใครไม่ใช่ลูกบ้านก็ต้องแลกบัตรก่อนนะครับ ทางเดินรถภายในเป็นแบบ one way วนเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา สามารถจอดรถได้ประมาณ 46% รวมซ้อนคัน ซึ่งรถทุกคันจะจอดในร่มอยู่ใต้อาคารทำให้แดดไม่ร้อนและไม่ต้องกังวลเรื่องฝนตกแล้วต้องเดินตากฝนเข้าอาคาร เพราะจะมีทางเข้าโถงลิฟต์อยู่ใช้ล่างนี้ด้วย สามารถตรงขึ้นชั้นพักอาศัยได้เลยโดยไม่ต้องผ่าน Lobby พื้นที่รอบข้างที่เหลือมีการปลูกต้นไม้โดยรอบนิดหน่อย และจะมีบันไดเดินขึ้น Lobby ชั้น 2 แยกออกจากทางเข้ารถยนต์อยู่ทางด้านหน้าอีกด้วยครับ

มาดูโครงการของจริงกันบ้างครับ หน้าโครงการจะมีป้ายชื่อโครงการสีดำเท่ๆขนาดใหญ่ชัดเจนที่เราเห็นกันตั้งแต่ตอนมาถึงเลยครับ

ทางเข้าโครงการถูกแบ่งออกเป็นทางเข้ารถยนต์ซึ่งจะมีแค่ทางเดียวเท่านั้นเพื่อให้ง่ายต่อการดูแลรักษาความปลอดภัย กั้นด้วยไม้กั้นกระดกซึ่งจะใช้ระบบ Key Card แตะระยะใกล้เพื่อเปิดมันออก แต่ถ้าใครไม่ใช่ลูกบ้านก็ต้องแลกบัตรกับพี่ยามซึ่งตัวป้อมจะอยู่ด้านในทางซ้ายมือครับ ส่วนบันไดทางด้านซ้ายนี้จะตรงขึ้นไปยัง Lobby ที่อยู่ชั้น 2 ได้ซึ่งเดี๋ยวเราจะไปดูชั้นจอดรถด้านล่างก่อนค่อยขึ้นไปดูชั้น 2 กันนะ

ทางด้านขวามือความจริงก็เป็นที่จอดรถยนต์ปกตินี่แหละครับ แต่ในทางปฏิบัติหน้างานปัจจุบันกลายเป็นที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ไปซะแล้วนะ

เมื่อผ่านไม้กั้นกระดกเข้ามาจะต้องวนซ้ายไปตามทางเรื่อยๆ ติดกับป้อมยามคือที่จอดรถล็อคแรกประมาณ 3 คันจะเป็นที่จอดรถของ Visitor ที่มาติดต่อกับโครงการ หรือจะเป็นเพื่อน หรือญาติมาหาก็จะจอดตรงนี้นะ ส่วนใครที่จอดรถซ้อนคันแบบแนวขวางในภาพก็อย่าลืมปลดเบรคมือไว้ด้วยล่ะ เดี๋ยวคันด้านในจะออกไม่ได้นะ

เมื่อวนมาจนเกือบถึงทางออกจะมีประตูกระจกที่ใช้เข้าสู่โถงลิฟต์ สามารถขึ้นตรงสู่ชั้นพักอาศัยได้โดยไม่ต้องผ่าน Lobby เลยครับ ซึ่งถือว่าสะดวกมากๆ ด้านในแอบเห็นว่ามีรถเข็น ไว้ให้ลูกบ้านได้ใช้ขนของขึ้นห้องด้วยนะ แต่ใครใช้เสร็จแล้วต้องเอามาคืนที่เดิมนะครับ เป็นของส่วนรวมแบ่งๆกันใช้นะ

มาต่อกันที่แปลนชั้น 2 ซึ่งชั้นนี้จะประกอบไปด้วยส่วน Facilities และส่วนพักอาศัย โดยชั้นนี้จะขึ้นลิฟต์มาก็ได้ หรือจะเดินขึ้นบันไดมาจากชั้น 1 ที่อยู่ด้านหน้าโครงการที่เราเห็นก่อนหน้านี้ก็ได้เหมือนกันครับ แต่ไม่ใช่ว่าใครต่อใครเดินขึ้นมาแล้วจะเข้ามาที่ Lobby ได้นะ ในจุดวงกลมสีส้มในแปลนเป็นจุดที่จะต้องใช้ Key Card แตะเท่านั้นจึงจะเข้ามาได้ แต่สำหรับประตูด่านแรกตรง Lobby จะมีกริ่งให้กดเรียกนิติบุคคลที่อยู่ด้านในสำหรับบุคคลภายนอกอยู่ครับ สำหรับพื้นที่ส่วนแรกจะประกอบด้วย Lobby เป็นพื้นที่นั่งคอย มีห้องนิติไว้ติดต่อธุระต่างๆ และ Mail box อยู่ด้านหน้าเพื่อสะดวกต่อการหยิบจดหมายก่อนขึ้นห้องครับ

ด่านที่ 2 จะมีประตูกระจกอีกชั้นซึ่งต้องให้ Key Card เพื่อผ่านเข้า-ออกอีกแล้ว ถือว่ามีความปลอดภัยดีนะครับ โดยส่วนที่ 2 นี้จะเป็นโถงทางเดินและโถงลิฟต์นะ และจะมีประตูแยกส่วนพื้นที่พักอาศัยอยู่ด้านในสุดเพื่อความปลอดภัยและเป็นส่วนตัวอีกชั้นหนึ่ง ด้านซ้ายเป็น Facilities ประกอบด้วย Fitness และห้องน้ำแยกชาย-หญิง มีประตูเปิดออกสู่ด้านนอกซึ่งมีสระว่ายน้ำและพื้นที่สวนไว้นั่งเล่นพักผ่อนอยู่ตรงกลาง ถูกโอบล้อมด้วยอาคารรูปตัว U ทั้ง 3 ด้าน ทำให้พื้นที่ตรงกลางนี้อาจไม่ได้ความเป็นส่วนตัวมากนักเมื่อมาใช้งาน แต่จะได้ร่มเงาจากอาคารที่ช่วยบังแดดให้ในตอนกลางวัน ทำให้สามารถออกมาใช้ Facilities กลางแจ้งนี้ได้ตลอดวัน แดดไม่ร้อน ส่วนห้องพักอาศัยในชั้นนี้จะมีอยู่ทั้งหมด 18 ยูนิต มีจำนวนน้อยสุดในโครงการก็จริงแต่ก็อาจไม่ได้มีความเป็นส่วนตัวมากนักเพราะเป็นชั้น Facilities ด้วย ชั้นนี้จึงเหมาะกับคนที่ชอบใช้พื้นที่ส่วนกลางบ่อยๆ หรือเป็นคนที่ชอบเข้าสังคม ไม่ซีเรียสเรื่องเสียงหรือคนที่มาใช้ส่วนกลางในชั้นนี้ที่มีอยู่ตลอดเวลาครับ

เริ่มชั้น 2 ด้วยทางเข้า Lobby ด้านหน้า เดินขึ้นบันไดขึ้นมาแล้วจะมีประตูกระจกอยู่ทางด้านซ้ายที่ต้องใช้ Key Card เพื่อแตะเพื่อเข้าไป หรือจะกดกริ่งเรียกนิติเอาก็ได้ครับ ส่วนผนังกระจกทางด้านหน้านั่นเป็นห้อง Fitness นะ เวลาเราออกกำลังกายอยู่แล้วมีเพื่อนมาหาด้านหน้าเราจะมองเห็นได้จากด้านในแล้วเดินออกมาเปิดประตูให้เพื่อนใด้เลย

เมื่อเข้ามาด้านใน Lobby จะตกแต่งสไตล์ Modern ด้วยสีขาว เทา ดำ และสีไม้ แบบเดียวกับภายนอกอาคาร ด้านในมีชุดโซฟาและเก้าอี้สำหรับนั่งคอยตั้งอยู่ ผนังทั้ง 2 ด้านเป็นกระจก ดูโปร่งโล่งไม่อึดอัด ส่วนด้านขวาเป็นเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์

เมื่อเลี้ยวซ้ายมาจะเจอ Mail box อยู่ตรงกลางเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบหรือหยิบจดหมายของลูกบ้าน ประตูไม้ทางขวาเป็นห้องนิติ ส่วนประตูกระจกทางซ้ายจะต้องใช้ Key Card แตะเพื่อเข้าสู่ส่วนต่อไปเพื่อความปลอดภัยครับ

เมื่อผ่านประตูกระจกชั้นที่ 2 เข้ามาจะเจอกับโถงทางเดินแยกไปส่วนต่างๆ ทางขวามือเป็นโถงลิฟต์ ตรงไปจะมีประตูกระจกที่ต้องใช้ Key Card อีกชั้นหนึ่งเพื่อเข้าไปยังส่วนพักอาศัย ส่วนถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปยัง Facilities ในชั้นนี้ได้ครับ

งั้นเรามาแวะดู Facilities ในชั้นนี้กันก่อนขึ้นไปชั้นบนก็แล้วกันครับ เมื่อเลี้ยวซ้ายมาจะเจอทางแยกอีกครั้ง ทางซ้ายเป็นห้อง Fitness ทางขวาเป็นห้องน้ำ ส่วนตรงไปจะเป็นสระว่ายน้ำและสวนกลางแจ้งครับ

เริ่มจากห้อง Fitness ภายในขนาดไม่ใหญ่มากนะ มีเครื่องเล่นอยู่ 4 – 5 ชิ้น ข้อเสียของห้องนี้คือค่อนข้างมืดครับ เนื่องจากผนังทางด้านซ้ายจะเป็นกระจกแค่ครึ่งบนเท่านั้น แถมยังเป็นด้านที่หันออกไปตรงกลางของโครงการซึ่งไม่ค่อยโดนแสงอีก ส่วนอีก 3 ด้านที่เหลือเป็นกระจกก็จริงแต่ก็เป็นด้านที่อยู่ในอาคารไม่ได้รับแสงธรรมชาติอีกเช่นกัน

กระจกครึ่งบนทางด้านซ้ายทำมาไม่ใช่เพื่อให้แสงเข้าอย่างเดียว แต่เพื่อเวลาออกกำลังกายจะสามารถ Take View สระว่ายน้ำด้านนอกได้ ซึ่งขอบกระจกเป็นระดับเดียวกับขอบสระว่ายน้ำด้านนอกเลยครับ เวลาเราวิ่งอยู่ด้านในนี้แล้วมีคนใช้สระว่ายน้ำอยู่ก็จะเห็นคนว่ายผ่านไปผ่านมาอยู่ในระดับสายตาพอดีเลยครับ

ฝั่งตรงข้ามกับห้องออกกำลังกายเป็นห้องน้ำ ภายในมีอ่างล้างหน้า โถสุขภัณฑ์ ห้องอาบน้ำ และโถปัสสาวะสำหรับห้องน้ำชายพร้อมใช้งาน

ต่อมาเราจะออกมาดูส่วนกลางภายนอกกันบ้าง ที่ประตูจะมีที่แตะ Key Card สำหรับใช้แตะตอนขาเข้าด้วย เมื่อออกมาด้านนอกจะมีทางเดินเล็กๆไปทางด้านขวา และมีบันไดขึ้น step ไปสระว่ายน้ำที่อยู่ด้านบนทางซ้ายมือ

ที่ต้นสระจะมีพื้นที่ระเบียง เก้าอี้ และ Day bed ไว้นั่งเล่นพักผ่อนได้ ซึ่งตอนนี้เวลาจะเที่ยงแล้วแต่แดดยังไม่มีเลยครับ สามารถนั่งพักผ่อนหรือว่ายน้ำเล่นได้สบายๆตลอดวันจริงๆ

สระว่ายน้ำมีขนาดประมาณ 12.5 x 3.5 m. ยกพื้นขึ้นมาสูงประมาณ 1.5 m. ซึ่งจะทำให้ห้องที่อยู่ชั้น 3 มีระยะใกล้กับสระมากกว่าปกติ แค่มองออกมานอกหน้าต่างหรือระเบียงห้องก็จะมองเห็นผิวสระว่ายน้ำได้เหมือนกับอยู่ที่ชั้นเดียวกันเลย

มาดูอีกฝั่งกันบ้าง คราวนี้จะเห็นภาพรวมของพื้นที่ตรงกลางนี้ทั้งหมดได้ ซึ่งจะเป็น Court ที่ถูกโอบล้อมด้วยอาคารรูปตัว U ทั้ง 3 ด้าน จึงช่วยบังแสงแดดให้ได้เกือบตลอดวัน ระยะห่างของอาคารทั้ง 2 ฝั่งคือประมาณ 7 m. ซึ่งก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก ห้องที่หันเข้ามาด้านในอาจขาดความเป็นส่วนตัวเล็กน้อยเพราะจะมองเห็นห้องฝั่งตรงข้ามได้ในระยะใกล้ แต่ก็ยังดีกว่าห้องที่หันออกด้านข้างของโครงการที่มีระยะ set back ตามกฏหมายแค่ 6 m. เท่านั้นครับ

อีกด้านหนึ่งจะมีบันไดเดินลงไปสวนที่อยู่ด้านล่างได้นะ

ด้านล่างจะมีม้านั่งไว้นั่งเล่นพักผ่อนอยู่ 1 ชุด และมีทางเดินไปยังสวนด้านข้างสระได้ซึ่งเราก็มองเห็นจากด้านบนเมื่อสักครู่นี้ ที่ปลายทางนั่นก็จะมีม้านั่งแบบเดียวกับตัวตรงนี้เลยครับ

หันกลับมามองด้านหลังที่ผมยืน ตรงจุดนี้จะมีระเบียงของห้องที่อยู่ชั้นนี้อยู่ด้วย ซึ่งห้องเหล่านี้จะขาดความเป็นส่วนตัวอยู่บ้างจากคนที่มาใช้งานส่วนกลางที่ชั้นนี้ เพราะจะมองเข้าไปในห้องจากทางหน้าต่างหรือระเบียงห้องได้ ห้องเหล่านี้จึงต้องปิดม่านอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแนวกำแพงต้นไม้ที่ปลูกไว้ก็เตี้ยและบางเกินไป จะให้ดีควรเป็นต้นที่พุ่มหนาและสูงกว่านี้จะช่วยพรางสายตาได้ครับ

กลับมาที่โถงลิฟต์ด้านในอาคาร สำหรับชั้นนี้จะเป็นโถงหลักที่ตกแต่งด้วยผนังกระเบื้องลายหินอ่อนสีเข้มเพื่อเพิ่มความหรูหรา มีช่องแสงขนาดใหญ่ที่ช่วยให้โถงลิฟต์สว่าง ด้านซ้ายมีบอร์ดไว้ติดป้ายประกาศต่างๆของโครงการไว้ให้ลูกบ้านได้อ่านด้วย

ลิฟต์ของโครงการขนาดไม่ใหญ่มาก เป็นลิฟต์แบบล็อคชั้นที่ต้องใช้ Key Card แตะ จะสามารถไปได้เฉพาะชั้นตัวเองและชั้น Facilities ที่ชั้น 1, 2 และชั้นดาดฟ้า

แปลนชั้น 3 – 8 จะเป็นชั้นพักอาศัยแบบเต็ม Floor จำนวน 20 ยูนิตต่อชั้น โดยอาคารจะเป็นรูปตัว U แต่จะมีลิฟต์ 2 ตัวอยู่ทางด้านขวาหรือทางด้านหน้าที่ขึ้นตรงมาจาก Lobby แค่จุดเดียวเท่านั้น ดังนั้นห้องที่อยู่ทางซ้ายสุดอาจต้องเดินไกลมากกว่าเพื่อนหน่อยแต่ก็ได้ความเป็นส่วนตัวเพราะไม่ค่อยมีคนเดินผ่านหน้าห้องนะ อัตราส่วนลิฟต์ต่อโครงการทั้งหมดอยู่ที่ 75 : 1 ถือว่าไม่เยอะครับ บันไดหนีไฟกระจายตัวอยู่ทั้ง 2 ด้าน โถงทางเดินเป็นแบบ Double corridor ที่ส่วนปลายทางเดินจะไม่มีช่องแสงนะ แต่ตรงมุมโถงทางเดินที่ผมทำกรอบสีส้มไว้จะทำเป็น Pocket Garden และมีช่องแสงทำให้โถงทางเดินสว่าง สามารถระบายอากาศได้ด้วยเพราะมีทางให้ลมพัดผ่านทั้ง 2 ด้าน

ห้องที่อยู่ด้านหลังในกรอบสีแดงเป็นห้องผมคิดว่าตำแหน่งดีที่สุด เพราะหน้าห้องจะได้โถงทางเดินแบบ Single corridor มีความเป็นส่วนตัว ไม่ต้องเปิดประตูมาแล้วเจอเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม ส่วนทางด้านหลังตั้งแต่ชั้น 4 เป็นต้นไปจะไม่โดนบังวิว เพราะเป็นพื้นที่ของโรงพยาบาลที่ความสูงอาคารช่วงนี้แค่ 4 ชั้นเท่านั้น ส่วนห้องพักที่หันเข้ามา Court ด้านในตั้งแต่ชั้น 3 – 5 จะมองเห็นสระว่ายน้ำได้ แต่ถ้าชั้นสูงกว่านั้นอาจต้องก้มลงมองสักหน่อยนะครับ

มาเริ่มที่โถงลิฟต์ชั้นพักอาศัยจะค่อนข้างสว่างเพราะมีช่องแสงขนาดใหญ่ และมีทางเดินแยกออกซ้าย-ขวา

ทางซ้ายเป็นทางตันเพราะมีทางเดินสิ้นสุดแค่ตรงนี้ ซึ่ง 2 ห้องตรงปลายทางเดินจะค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวเพราะมีเพื่อนบ้านที่ใช้โถงทางเดินร่วมกันแค่ 2 ห้องเท่านั้น

ส่วนทางขวาจะมีบันไดหนีไฟและโถงทางเดินยาวต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แม้จะเป็นเวลากลางวันแต่ก็มีการเปิดไฟบริเวณโถงทางเดินตลอดเส้นทาง ทำให้ไม่มืดและใช้งานได้ดีครับ

ที่ปลายสุดตรงมุมทางเดินจะมีรั้วและช่องแสงอยู่ด้านข้าง ซึ่งห้องที่อยู่ตรงนี้ก็จะเหมือนมีระเบียงหน้าบ้านส่วนตัวไปด้วยในตัว ทำให้หน้าห้องค่อนข้างสว่างและปลอดโปร่งจากลมที่พัดผ่าน

เมื่อเลี้ยวซ้ายมาก็จะมีช่องแสงอยู่อีกด้านเช่นกัน เป็น Pocket Garden เหมือนที่เห็นจากในแปลนเลยครับ

สำหรับ Pocket Garden ที่ว่า หน้างานจริงจะเป็นพื้นปูนธรรมดา และมีกระถางต้นไม้เล็กๆ 2 อันเท่านั้น แต่ที่ชอบก็คงจะเป็นห้องที่อยู่ติดกับส่วนนี้ซึ่งผนังด้านนี้จะมีช่องหน้าต่างที่ช่วยเพิ่มช่องแสงและช่องทางระบายอากาศภายในห้องตรงนี้ให้เพิ่มขึ้นได้

และเมื่อเลี้ยวซ้ายอีกทีจะเป็นทางตันไม่มีช่องแสงนะ

แต่จะมีบันไดหนีไฟอยู่ที่สุดปลายทางแทนอย่างที่เห็นครับ

ส่วนชั้นดาดฟ้าจะเป็นชั้น Facilities แบบเต็ม Floor เช่นกัน สามารถขึ้น-ลงได้จากทางบันไดหนีไฟเท่านั้นไม่มีลิฟต์มาที่ชั้นนี้นะ ด้านบนนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือทางด้านขวาจะเป็นสวนที่ปลูกต้นไม้สีเขียวประดับเอาไว้ มีจุดชมวิวและศาลาไว้นั่งพักผ่อนได้ ส่วนทางด้านซ้ายจะเป็นสวนหินและลานกิจกรรมขนาดใหญ่

สำหรับการขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้าให้เราขึ้นลิฟต์มาที่ชั้น 8 แล้วใช้บันไดหนีไฟนี้ซึ่งสำหรับชั้นนี้จะมีป้ายติดอยู่ทางด้านหน้าไว้ว่าเป็นบันไดหลัก ให้เข้าไปได้เลยครับ

เมื่อเข้ามาในบันไดหนีไฟก็จะมีบรรยากาศเป็นแบบนี้ มีขนาดค่อนข้างใหญ่กว่าปกติเนื่องจากเป็นบันไดหลักที่ทำหน้าที่เป็นบันไดหนีไฟไปด้วยในตัว

ลืมบอกไปอย่างหนึ่ง เมื่อหันกลับมามองตรงประตูทางเข้าจะมีอีกประตูหนึ่งอยู่ด้านข้างเป็นแบบนี้เหมือนกันหมดทุกชั้น เป็นห้องทิ้งขยะซึ่งเอามาซ่อนไว้ในนี้ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นไปรบกวนโถงทางเดินหรือห้องที่อยู่ตำแหน่งใกล้ห้องขยะได้ครับ

จากชั้น 8 จะมีบันไดเดินต่อไปยังชั้นดาดฟ้าได้ ซึ่งประตูนี้จะเปิด-ปิด ให้ใช้เป็นเวลาเพื่อความปลอดภัยนะ

เมื่อเปิดประตูออกมาจะเจอกับสวนและทางแยกซ้าย-ขวา

เริ่มจากทางด้านซ้ายก่อนก็แล้วกันนะ

ติดกับประตูบันไดหนีไฟจะมีพื้นที่นั่งเล่นและสูบบุหรี่อยู่ใต้ชายคาแบบนี้ ทำให้ไม่ร้อนสามารถขึ้นมาสูบตอนกลางวันแบบชิลๆได้ มีช่องหน้าต่างทำให้โปร่งโล่งแล้วยังเปิดระบายอากาศจากหน้าต่างบานกระทุ้งได้อีกด้วย ซึ่งจริงๆแล้วตำแหน่งนี้คือตำแหน่งโถงลิฟต์ในชั้นอื่นๆนั่นเอง ส่วนทางขวาจะมีบันไดขึ้น step ไปด้านบนอีกขั้นหนึ่ง

เมื่อขึ้นมาก็ไม่มีอะไรมากครับ เป็นเพียงระเบียงพื้นไม้ที่ไว้ชมวิวธรรมดา มีการปลูกต้นไม้ไว้เล็กน้อย และถ้าดูจากแปลนจะเห็นว่าควรจะมีม้านั่งไว้นั่งพักผ่อนอยู่ด้วยนะ แต่ของจริงกลับไม่มีเน้อ

ต่อไปเราจะมาดูทางด้านซ้ายของบันไดหนีไปกันบ้าง โดยพื้นที่ฝั่งนี้จะจัดเป็นสวนและปลูกพวกไม้ประดับช่วยเพิ่มความสดชื่น แต่ไม่ใช่ต้นแบบพุ่มใหญ่อะไรที่จะช่วยเรื่องความร่มรื่นได้ครับ ส่วนพื้นจะปูหญ้าเทียมนะไม่ใช่หญ้าจริง เพื่อง่ายต่อการบำรุงรักษาและไม่เป็นภาระค่าส่วนกลางของลูกบ้านมากนัก

ทางด้านขวาระหว่างทางจะมีขอบหินทำเป็นที่นั่งเล่นอยู่ด้วยครับ

ที่ปลายสุดจะมีศาลานั่งพักผ่อนและมีระแนงไม้ไม้ช่วยบังแดดได้เล็กน้อยซึ่งเป็นจุดที่ผมชอบสุดแล้วบนนี้ วิวด้านหลังสามารถมองออกไปได้ไกลเพราะไม่ถูกบล็อควิวเหมือนด้านอื่นๆด้วย

ทางด้านซ้ายยังมีทางต่อไปอีกเพราะเป็นผังรูปตัว U ตามแปลนของโครงการ

พื้นตรงนี้เปลี่ยนจากการปูหญ้าเทียมสีเขียวเป็นพื้นหินและกรวดสีขาว-เทา ดูเรียบร้อยและสะอาดตาดีครับ แต่ตอนกลางวันจะร้อนเป็นพิเศษเพราะพื้นหินจะเก็บความร้อนและสะท้อนความร้อนค่อนข้างมากเลยทีเดียว

ตรงมุมนี้จะมีม้านั่งอยู่ 1 ชุด และถัดไปจะเป็นลานโล่งๆขนาดใหญ่เอาไว้จัดกิจกรรมต่างๆได้ครับ

ปิดท้ายด้วยเรื่องวิวบนชั้นดาดฟ้ากันดีกว่า ขอเริ่มจากวิวด้านบนโครงการ ที่ชั้นนี้จะมองลงไปไม่เห็นสระว่ายน้ำแล้วนะ เพราะด้วยพื้นเองก็มีการ set back เข้ามาอีกชั้นหนึ่งเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานชั้นดาดฟ้าด้วยครับ

ส่วนวิวด้านหน้าโครงการทางทิศเหนือจะมองออกไปทางถนนเทพรักษ์ ฝั่งตรงข้ามส่วนมากเป็นอาคารแนวราบสูง 2 – 5 ชั้น ด้านซ้ายเป็นห้าง Big C ตรงกลางเป็นอาคาร Sale Gallery เก่าของโครงการฝั่งตรงข้าม และทางขวาเป็นคอนโดสูง 14 ชั้น

ทางด้านซ้ายหรือทางทิศตะวันออกของโครงการจะติดกับอพาร์ทเมนท์สูง 8 ชั้นเท่ากัน ทำให้ด้านนี้จะโดนบล็อควิวทั้งแถบ

ด้านหลังติดกับโรงพยาบาลซึ่งตรงช่วงนี้ของโรงพยาบาลจะเป็นอาคารสูงแค่ 4 ชั้นเท่านั้น ดังนั้นถ้าใครอยู่ชั้นที่สูงกว่านั้นจะได้วิวที่ค่อนข้างเปิดโล่งของทางทิศใต้ครับ แต่ก็ต้องยอมรับเรื่องแดดที่อาจส่องมากกว่าเพื่อนด้วยนะ

สุดท้ายคือทิศตะวันตกจะติดกับอพาร์ทเมนท์สูง 8 ชั้นและจะโดนบล็อควิวอีกอีกเช่นกันครับ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • Lobby
  • Mailbox
  • สระว่ายน้ำ 1 สระ ระบบเกลือ ขนาด 12.5 x 3.5 เมตร
  • ห้องออกกำลังกาย 1 ห้อง
  • ห้องน้ำแยกชาย-หญิง
  • สวนและลานกิจกรรมบนดาดฟ้า
  • สวนหย่อมรอบโครงการ
  • ลิฟต์โดยสาร 2 ตัว
  • อัตราส่วนลิฟต์รวมทั้งโครงการ 75 :  1
  • ที่จอดรถรวมจอดซ้อนคันคิดเป็น 46 %
  • ระบบ CCTV / Access Card


Product Walkthrough

มาถึงเรื่องห้องพักกันแล้วครับ เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการที่ขายหมดไปแล้วจึงไม่มีห้องตัวอย่างให้ดูนะ แต่เราจะมาวิเคราะห์แปลนแต่ละ Type กันว่าเหมาะกับคนแบบไหนเผื่อมีใครสนใจไปหาซื้อห้อง Resale กันได้ ซึ่งเดิมทีโครงการนี้ตอนเปิดตัวจะขายแบบ Partly Furnished คือมีเฟอร์นิเจอร์​ Built-in ให้ มีครัวกับมีเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวบางส่วน และสุขภัณฑ์ในห้องน้ำของ Mogen ครบ พร้อมเครื่องปรับอากาศอีก 2 ตัว ประกอบด้วย

  • 1 Bedroom 23-27 ตารางเมตร
  • 1 Bedroom Plus 30-35 ตารางเมตร
  • 2 Bedroom 45-52 ตารางเมตร

ซึ่งความจริงแล้ว Think of Living เคยพาเพื่อนๆไปชมห้องตัวอย่างกันมาก่อนหน้านี้แล้วเมื่อหลายปีก่อน หากใครสนใจก็ลองคลิกตามไปดูบทความของคุณบีมได้ที่นี่

ห้อง 1 Bedroom ขนาด 23.1 – 27.40 ตารางเมตร เป็นห้องขนาดเริ่มต้นเล็กสุดและมีจำนวนมากที่สุดของโครงการ มีให้เลือกทั้งแบบห้องเล็ก 23.1 ตารางเมตร ที่หันเข้าด้านในตัวโครงการ ในตำแหน่งนี้ถ้าเลือกชั้น 3 – 5 ก็จะยังสามารถมองเห็นสระว่ายน้ำจากในห้องได้ แต่ถ้าสูงกว่านั้นก็อาจต้องก้มมองหน่อยนะ ส่วนห้องใหญ่ 27.4 ตารางเมตร จะมีแบบหันออกด้านนอก ซึ่งก็จะถูกบล็อควิวจากอพาร์ทเมนท์ข้างๆอยู่ดี แต่ห้องจะลึกขึ้นทำให้สามารถจัดห้องได้ง่ายและลงตัวกว่าห้องเล็ก

เมื่อเข้ามาในห้องจะเจอกับพื้นที่ห้องนั่งเล่นก่อน ระยะดูทีวีประมาณ 2.8 m. สามารถใช้ทีวีขนาด 40 – 50 นิ้วได้เลย มีพื้นที่หน้าโซฟาไม่มากอาจวางเป็นโต๊ะกลางตัวเล็กๆได้แค่นั้นจะได้ไม่เกะกะครับ ส่วนชั้นวางทีวีโครงการจะ Built เป็นตู้เก็บรองเท้าให้ในตัวซึ่งถือว่าสะดวกดีนะ และถึงแม้ห้องนี้จะไม่ได้อยู่ติดช่องแสงหรือระเบียง แต่ก็มีประตูกระจกบานเลื่อนที่กั้นห้องครัว ช่วยดึงแสงธรรมชาติจากภายนอกเข้ามาได้อยู่บ้าง ซึ่งครัวนี้ก็ได้เป็นครัวปิดด้วย สามารถทำอาหารได้จริงจังพร้อมกับเปิดประตูระเบียงระบายอากาศได้เต็มที่ พร้อม Built in เคาน์เตอร์ครัวมาให้ด้วย และยังพอมีพื้นที่เหลือสำหรับวางโต๊ะทานอาหารได้อีก 2 ที่นั่ง เวลาทานอาหารกลิ่นจะได้ไม่อบอวลในห้องหรือติดตามโซฟา ส่วนระเบียงมีขนาดพอดีสามารถใช้งานตากผ้าและวางเครื่องซักผ้าได้ตามปกติ

กลับเข้ามาด้านใน ห้องน้ำสามารถเข้าได้จากห้องนั่งเล่นและอยู่ใกล้กับห้องนอนทำให้ใช้งานได้สะดวกไม่ต้องเดินไกล ภายในแยกพื้นที่ส่วนแห้งกับส่วนเปียกอย่างชัดเจน มีสุขภัณฑ์ของ Mogen และฉากกั้นอาบน้ำมาให้พร้อมใช้งาน ติดกันเป็นห้องนอนซึ่งกั้นด้วยผนังทึบได้ความเป็นส่วนตัว ภายในสามารถวางเตียง 5 ฟุตที่โครงการแถมมาให้ไว้ชิดผนังด้านหนึ่งแล้วยังมีพื้นที่แต่งตัวหน้าตู้เสื้อผ้าซึ่งโครงการก็ Built มาให้อีกเช่นกัน และถ้าเป็นห้อง size ใหญ่ก็จะมีพื้นที่ข้างเตียงเหลือโดยรอบ ไม่ต้องวางชิดผนังแบบนี้ครับ ส่วนปลายเตียงก็สามารถติดทีวีแขวนผนังได้นะ แต่ไม่แนะนำให้วางบนชั้นเพราะจะเกะกะทางเดินได้ ห้องนี้จึงเหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 2 คน ชอบความเป็นสัดส่วนและลงตัว ขนาดพื้นที่ห้องอาจไม่ใหญ่มากแต่สามารถใช้งานได้พอดีและมีราคาไม่สูง หยิบจับได้ง่าย เป็นมิตรกับตังค์ในกระเป๋า

ห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 31.4 – 33.75 ตารางเมตร เป็นห้องที่ผมคิดว่าอยู่ในตำแหน่งดีที่สุดของโครงการอย่างที่ได้กล่าวไปตอนวิเคราะห์แปลนอาคาร ด้านหน้าเป็น Single corridor เพราะไม่มีประตูห้องฝั่งตรงข้ามได้ความเป็นส่วนตัว ส่วนวิวด้านหลังจากระเบียงหน้าต่างตั้งแต่ชั้น 4 ขึ้นไปจะได้วิวเปิดโล่ง เพราะอาคารของโรงพยาบาลส่วนนี้จะสูงแค่ 4 ชั้นเท่านั้น ซึ่งวิวนี้เป็นทิศใต้ ได้ลมดี แต่ก็อาจโดนแดดเยอะอยู่บ้างนะ และที่ชอบคือห้องใหญ่สีน้ำตาลเข้มด้านซ้ายสุดและขวาสุดจะเป็นห้องมุมที่มีช่องหน้าต่างเพิ่มอีก 1 ด้าน ตรงส่วนของ Pocket Garden ที่โถงทางเดิน ทำให้มีช่องแสงและช่องระบายอากาศถึง 3 ด้าน ห้องจะโปร่งโล่งและเกิด Ventilation ที่ดีภายในห้องครับ มีข้อเสียนิดหน่อยคือคนที่เดินผ่านทางเดินตรงนั้นจะมองเห็นหน้าต่างผ่านเข้ามาภายในห้องได้นะ ดังนั้นจึงต้องปิดม่านไว้ดีๆด้วยล่ะ

ภายในห้องเมื่อเข้ามาจะเจอกับพื้นที่ Common area ประกอบด้วยพื้นที่ครัวและพื้นที่นั่งเล่น ซึ่งครัวที่ได้เป็นครัวเปิดจึงไม่เหมาะที่จะทำอาหารนัก แต่ที่ชอบคือหน้าโซฟามีพื้นที่เหลือให้วางโต๊ะกลางได้แล้วโดยไม่ต้องกังวลเรื่องระยะเปิด-ปิดประตูหรือจะเกะกะทางเดิน สามารถหาโต๊ะขนาดพอดีที่ปรับความสูงให้กลายเป็นโต๊ะนั่งทำงานหรือทานข้าวหน้าทีวีก็ยังได้ ห้องน้ำยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม สามารถใช้งานได้สะดวกทั้งห้อง เสียก็แต่ชั้นวางทีวี Built in กินพื้นที่ผนังเข้ามาในห้องน้ำ อาจทำให้แคบลงกว่าที่ควรจะเป็นเล็กน้อย ส่วนที่เพิ่มเติมมาคือห้องอเนกประสงค์ กั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนช่วยดึงแสงธรรมชาติจากระเบียงเข้ามาภายในห้องได้บ้าง และด้วยขนาดพื้นที่ห้องก็สามารถปรับฟังก์ชันเป็นห้องนอนเล็ก ห้องทำงาน หรือห้องซักรีดก็ได้ เพราะระเบียงข้างนอกสามารถวางเครื่องซักผ้าได้อยู่แล้วด้วย ส่วนห้องนอนหลักก็ยังได้ผนังทึบมีความเป็นส่วนตัว และมีพื้นที่รอบเตียงให้ใช้งานได้มากขึ้น ที่เพิ่มเติมมาคือกระจกเข้ามุมแบบ Bay Window ที่ช่วยเพิ่มมุมมองให้กว้างมากขึ้น ห้องนี้เหมาะกับการอยู่อาศัยแบบครอบครัวมากขึ้น อาจ 2 – 3 คน หรือใครที่กำลังมีน้องแล้วอยากได้ห้องเด็กเพิ่มก็กำลังเหมาะเลยครับ หรือคนอยากอยู่คอนโด Low Rise แต่ชอบวิวที่เปิดโล่ง รวมถึงคนที่อยากมีห้องอเนกประสงค์ไว้ทำงานอดิเรกตาม Life style ส่วนตัวของตัวเองก็ได้นะ

ห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 30.3 – 34.8 ตารางเมตร เป็นอีก Type ที่น่าสนใจไม่แพ้กันครับ เพราะเป็นห้องหน้ากว้างซึ่งหาได้ค่อนข้างยากในรูปแบบของคอนโดสมัยก่อน มี 2 ขนาดให้เลือกนะซึ่งต่างกันแค่ความลึกเท่านั้น โดยห้องใหญ่กว่าก็ย่อมจัดฟังก์ชันได้เหมาะสมและลงตัวมากกว่าครับ นอกนั้นก็จะเหมือนๆกันเลย

เข้ามาในห้องส่วนแรกจะเป็น Common area ประกอบด้วยพื้นที่ครัว โต๊ะทานอาหาร และพื้นที่นั่งเล่นซึ่งอยู่ติดกับช่องหน้าต่างได้รับแสงธรรมชาติโดยตรงแล้วครับคราวนี้ แต่ครัวจะเป็นครัวเปิดจึงไม่เหมาะที่จะทำอาหารจริงจังมากนักเพราะกั้นห้องไม่ได้ ห้องน้ำมีห้องเดียวซึ่งใช้งานร่วมกันทั้งห้อง และอีกหนึ่งความพิเศษของ Type นี้คือห้องอเนกประสงค์จะกั้นด้วยผนังทึบ ได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นและสามารถทำเป็นห้องนอนจริงจังได้ ส่วนห้องนอนหลักจะอยู่อีกด้านหนึ่งของห้องและมีระเบียงในตัว ข้อเสียของห้องนี้คือห้องน้ำจะอยู่คนละด้านกับห้องนอนหลักเลย ฉะนั้นเวลาจะเข้าห้องน้ำหรืออาบน้ำก็จะต้องเดินผ่าน Common area เพื่อไปอีกด้านของห้องตัวเองซึ่งอาจไม่สะดวกเท่าไหร่ครับ ห้องนี้เหมาะกับการอยู่อาศัย 2 – 3 คน ชอบห้องหน้ากว้างที่มีความโปร่งโล่งเพราะทุกฟังก์ชันมีพื้นที่ติดกับช่องแสงจริงๆ และห้องพักอาศัยมีความเป็นส่วนตัวแต่ยังคงมีพื้นที่ใช้งานร่วมกันขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางได้

ห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 33.8 ตารางเมตร เป็นอีก Type ของตระกูล 1 Plus ที่เป็นห้องมุมมีชั้นละ 2 ยูนิตเท่านั้น จริงๆแล้ว 2 ห้องนี้จะแตกต่างกันแค่ตรงระเบียงซึ่งอีกห้องจะไม่เป็นระเบียงรูปตัว L ต่อเนื่องกันแบบนี้ครับ มันจะมีช่องว่างอยู่ตรงกลางหน่อย จุดสำคัญของห้องนี้ก็คือระเบียงนี้แหละที่เป็นช่องแสงเพียงหนึ่งเดียวของห้อง ดังนั้นทั้งห้องนั่งเล่น ห้องอเนกประสงค์ และห้องนอน จึงมีพื้นที่ติดกับระเบียงเดียวกันหมด ที่ชอบคือห้องอเนกประสงค์จะกั้นด้วยประตูกระจกบานเลื่อนแยกออกจาก Common area ซึ่งถ้าห้องนี้ไม่ใช่ห้องนอนแล้วเราเปิดประตูไว้ตลอดเวลา จะได้พื้นที่เชื่อมต่อกันขนาดใหญ่ ทำให้ห้องดูกว้างและมีช่องแสงเพิ่มมากขึ้น ห้องนี้จะไม่อึดอัดเลยครับ เหมาะกับการอยู่อาศัย 2 – 3 คน หรือคนที่ชอบพื้นที่ในห้องกว้างๆ ฟังก์ชันปรับเปลี่ยนได้ และไม่เน้นวิวครับ

สุดท้าคือห้อง 2 Bedroom ขนาด 45.40 ตารางเมตร จะอยู่ในตำแหน่งด้านหน้าสุดปลายทางเดินจึงมีความเป็นส่วนตัว และวิวที่มองออกไปก็ค่อนข้างเปิดโล่งครับเพราะถนนเทพรักษ์ซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่ ลักษณะห้องเป็นรูปตัว L สามารถแยกออกเป็น 2 ส่วนง่ายๆคือ ทางด้านซ้ายเป็น Common area กับห้องนอนเล็ก ซึ่งจะมีช่องแสงหันออกไปทางด้านในโครงการ ส่วนทางด้านขวาทั้งหมดจะเป็นห้อง Master Bedroom ซึ่งมีทั้งห้องน้ำและระเบียงในตัวด้วย หันหน้าออกมาทางถนนเทพรักษ์ ข้อดีของห้องนี้คือมีห้องน้ำถึง 2 ห้อง สามารถใช้งานได้สะดวกไม่ต้องแย่งกันใช้หรือต้องเดินไกลๆ แต่ข้อเสียก็คือครัวไม่สามารถกั้นเป็นครัวปิดได้เช่นเคย และพื้นที่ในห้อง Master Bedroom ยังจัดไม่ค่อยลงตัวนัก มีที่ว่างเหลือไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่ แต่ห้องนี้ก็ยังเหมาะกับการอยู่อาศัย 2 – 3 คน หรือเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการห้องนอน 2 ห้อง และมีความเป็นส่วนตัว มีพื้นที่ให้ใช้งานร่วมกันขนาดใหญ่ได้ครับ

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 13 January 2019

    • ห้อง 1 Bedroom ขนาด 24 ตารางเมตร ชั้น 4 ราคา 1.7 ล้านบาท หรือ 70,800 บาท/ตารางเมตร
    • ห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 33.8 ตารางเมตร ชั้น 5 ราคา 2.79 ล้านบาท หรือ 82,500 บาท/ตารางเมตร
    • ห้อง 2 Bedroom ขนาด 31.4 ตารางเมตร ชั้น 8 ราคา 2.4 ล้านบาท หรือ 76,400 บาท/ตารางเมตร
  • Partly Furnished มีเฟอร์นิเจอร์​ Built-in ให้ มีครัวให้ และมีเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวบางส่วน (แล้วแต่ Agent ที่ดีลไว้)
  • เพดานสูง 2.4 เมตร
  • ค่าส่วนกลาง 45 บาท/ตารางเมตร/เดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ

เจาะลึกรวบยอด

ทำเล โครงการ Esta พหลโยธินสะพานใหม่ ตั้งอยู่บนถนนเทพรักษ์ เป็นถนนตัดใหม่ที่ใช้เดินทางไปขึ้นทางด่วนได้ง่าย แบ่งเบาภาระรถติดบนถนนพหลโยธินและถนนรามอินทราไปได้มาก รวมถึงยังมีพื้นที่เหลือให้พัฒนาโครงการใหม่ๆได้อีกมาก ปัจจุบันก็เริ่มมีร้านค้าร้านอาหารมากมายมาเปิดรอกันแล้ว และที่หัวถนนเองก็เป็นทำเลศักยภาพสูงกว่าช่วงถนนด้านใน เพราะใกล้ห้าง ใกล้ตลาด และเข้าเมืองได้ง่ายกว่า ความอุดมสมบูรณ์ส่วนมากอยู่ในระยะเดินทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเซเว่น ตลาดเปิดใหม่ Camping และห้าง Big C ถ้าใครเดินเก่งๆหน่อยจะเดินไปถึงตลาดยิ่งเจริญที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดของย่านในระยะ 700 m. ก็ได้นะ ส่วนแหล่งช้อปปิ้งอื่นๆก็มี Central รามอินทรา และตลาดเลียบด่วนรามอินทรา สถานศึกษาก็มีเยอะทั้ง ม.เกริก ม.นอร์ทกรุงเทพ ม.ศรีปทุม ม.ราชภัฏพระนคร และม.เกษตรศาสตร์ เป็นต้น หรือจะใช้สนามบินก็มีท่าอากาศยานดอนเมืองอยู่ไม่ไกลครับ

การเดินทางโดยใช้รถ ถือว่าสะดวกนะ สมัยก่อนการจะฟันฝ่ารถติดไปขึ้นทางด่วน Tollway วิภาวดี หรือทางด่วนรามอินทราไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่เมื่อมีถนนเทพรักษ์เข้ามาก็ทำให้สามารถไปขึ้นทางพิเศษฉลองรัชที่ถนนสุขาภิบาล 5 เพื่อเข้าออกเมืองได้ง่ายขึ้น ระยะประมาณ 7.8 km. และใช้เวลาประมาณ 15 – 20 นาทีเท่านั้นเอง ส่วนที่จอดรถของโครงการประมาณ 46% รวมซ้อนคันแล้วถือว่าน้อยไปหน่อยนะสำหรับทำเลที่เหมาะกับการใช้รถด้วยแบบนี้

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ ถือว่าสะดวกมากๆเลยครับ ตัวโครงการอยู่ติดถนนใหญ่สามารถเรียกแท็กซี่หน้าโครงการได้ง่าย หรือจะเดินไปป้ายรถเมล์ที่ถนนพหลโยธินก็มีให้เลือกนั่งหลายสาย ส่วนพี่วินมอไซค์จะอยู่ตรง Big C ฝั่งตรงข้ามแค่ 200 m. เท่านั้น ทีเด็ดอยู่ที่รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือที่กำลังจะเปิดในปี 2563 สถานีที่ใกล้ที่สุดคือ สายหยุด อยู่ห่างจากโครงการเพียง 300 m. ซึ่งเป็นระยะที่สามารถเดินได้สบายๆเลยครับ

การออกแบบโครงการ ทำได้ค่อนข้างโอเคนะ รูปแบบภายนอกมีลักษณะ Modern ดูเท่และเรียบง่ายไม่ตกยุค ชอบตรงใช้สีและวัสดุประเภทไม้เข้ามาตัดทำให้รู้สึกอบอุ่นและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่แข็งกระด้างจนเกินไป มีลูกเล่นที่บันไดเดินขึ้นมา Lobby ชั้น 2 ได้โดยตรงไม่ได้อยู่ชั้น 1 เหมือนโครงการอื่น ลิฟต์ชั้นจอดรถก็ตรงดิ่งสู่ชั้นพักอาศัยได้เลยไม่ต้องผ่าน Lobby มีอัตราส่วนลิฟต์ทั้งโครงการอยู่ที่ 75 : 1 ถือว่าไม่หนาแน่น ความปลอดภัยไม่ต้องพูดถึงเพราะมีจุดต้องแตะ Key Card หลายชั้นภายในอาคาร โดยเฉพาะชั้น Facilities ที่อยู่ชั้น 2 ระยะห่างที่ Court ตรงกลางอยู่ที่ 7 m. ไม่กว้างมากนักแต่ก็ไม่อึดอัดจนเกินไป อาคารโอบล้อมส่วนกลางไว้ช่วยบังแดดให้ใช้งานได้ตลอดวันและทำให้ห้องด้านในมองเห็นวิวสระว่ายได้ เสียแต่ห้องชั้น 2 จะไม่ค่อยเป็นส่วนตัวเพราะแนวต้นไม้ที่ช่วยพรางสายตาเตี้ยไปหน่อย

แต่ที่ชอบคือผังอาคารในชั้นพักอาศัยเป็นรูปตัว U มีการเจาะช่องแสงและทำเป็น Pocket Garden ซึ่งนอกจากจะช่วยให้โถงทางเดินสว่างและอากาศถ่ายเทแล้ว ยังทำให้ห้องที่อยู่ติดกับส่วนนี้ได้ช่องแสงเพิ่มอีก 1 ด้าน ทำให้เกิด Ventilation ที่ดีภายในห้องได้ และห้องด้านหลังโครงการยังมีจุดที่ได้ Single corridor เพิ่มความเป็นส่วนตัวได้อีกด้วย แต่จะให้ดีมากขึ้นก็อยากให้ทำเป็นสวนหรือปลูกต้นไม้จริงจังตรง Pocket Garden มากกว่านี้จะดีครับ และข้อเสียของอาคารรูปตัว U จะทำให้ได้วิวภายนอก 3 ด้าน ซึ่งสำหรับโครงการนี้ทั้ง 2 ด้านซ้ายขวาจะถูกบล็อควิวจากโครงการอพาร์ทเมนท์เพื่อนบ้านทั้งหมด จะมีก็แต่วิวทางด้านหลังของห้องตั้งแต่ชั้น 4 เป็นต้นไปจะได้วิวที่เปิดโล่งหน่อยครับ

การออกแบบห้องพักอาศัย ทำออกมาได้ดีนะครับ ถ้าได้ไปสัมผัสจริงๆแม้แต่ห้องเล็กสุด 23.1 ตารางเมตร ก็ยังไม่รู้สึกอึดอัดเลยครับ มีแบบห้องให้เลือกเยอะ ยิ่งเป็นห้องหน้ากว้างยิ่งหาได้ยากในทำเลนี้หรือคอนโดในยุคเดียวกัน และจัดฟังก์ชันออกมาได้ค่อนข้างลงตัวมากๆ ข้อเสียอย่างหนึ่งของแบบห้องโครงการนี้คือห้องนั่งเล่นจะไม่ค่อยอยู่ติดกับหน้าต่างหรือระเบียงครับ จะมีห้องครัวหรือห้องอเนกประสงค์คั่นอยู่ แล้วให้แสงส่องผ่านประตูกระจกบานเลื่อนเข้ามาอีกทีหนึ่ง จึงทำให้ห้องได้แสงสว่างน้อยลงไปบ้าง นอกจากนี้ห้องครัวส่วนใหญ่จะเป็นครัวเปิด(มีบางแบบเท่านั้นที่ได้ครัวปิดสำหรับห้องที่ได้ครัวเปิดจะไม่สามารถกั้นเป็นครัวปิดเพื่อทำอาหารจริงจังได้ แต่ห้องนอนทุกห้องจะได้เป็นผนังทึบได้ความเป็นส่วนตัวสูง โครงการนี้จึงเหมาะกับการอยู่อาศัย 1 – 3 คน ชอบความเป็นสัดส่วนและลงตัวของฟังก์ชันในขนาดพื้นที่ที่พอดี ไม่ค่อยมีพื้นที่เปล่าประโยชน์ให้เสียเปล่า และมีความเป็นส่วนตัวของแต่ละพื้นที่สูง แต่ยังคงให้ความสำคัญกับพื้นที่ Common area ที่ใช้งานร่วมกันอยู่มากครับ

วัสดุ ได้มาตรฐานคอนโดระดับราคานี้ เป็นการแต่งห้องแบบ Partly Furnished คือไม่ได้เฟอร์นิเจอร์ครบทุกชิ้น แต่ถือว่าให้มาครบพร้อมอยู่ พื้นกระเบื้องยางไวนิล, กรอบกระจกอลูมิเนียมพ่นสี, ชุดครัว RCD ท็อปครัวลามิเนต, ประตูลามิเนตบาน Oversized, สุขภัณฑ์ MOGEN, ฉากกั้นอาบน้ำสำเร็จรูปแบบมีกรอบ, ลำโพงและชุดอุปกรณ์เชื่อมต่อแบบ Bluetooth/USB/SD Card, แอร์ DAIKIN และ Digital Door Lock ของ SAMSUNG

สาธารณูปโภค ให้มาครบแต่เล็กไปหน่อยในส่วนที่สำคัญและจะมีคนใช้บ่อยๆเช่น Fitness กับสระว่ายน้ำ ส่วนสวนบนดาดฟ้าฝั่งที่มีพื้นที่สีเขียวถือว่าโอเคน่านั่งนะ มีศาลาและที่นั่งให้พร้อมใช้งาน แต่ตรงฝั่งที่เป็นหินและลานกิจกรรมดูจะโล่งไปหน่อย คือในวันปกติจะเป็นพื้นที่เสียประโยชน์ที่ไม่มีใครใช้ แต่ถ้ามีเทศกาล กิจกรรม หรือวันสำคัญต่างๆจะสามารถใช้พื้นที่ตรงนี้จัดงานได้เป็นครั้งคราว

BOTTOM LINE

โครงการ Esta พหลโยธินสะพานใหม่ เหมาะกับคนที่อาศัยอยู่หรือทำงานในย่านสะพานใหม่ หรือต้องการความสะดวกในการเดินทางเข้าเมืองทั้งรถยนต์และรถไฟฟ้า มีความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่สูง หาของกินง่าย จำนวนยูนิตน้อยได้ความเป็นส่วนตัว มีแบบห้องลงตัวและหลากหลาย มีงบประมาณระดับ 1.70 – 2.79 ล้าน หรือมีกำลังผ่อนประมาณ 12,000 – 20,000 บาท/เดือน

เกี่ยวกับผู้เขียน

Khunnatham.K

จบจาก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขา สถาปัตยกรรมเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชอบการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ดูงานสถาปัตยกรรม บ้าน และคอนโด รวมถึงสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ของชุมชนนั้นๆ เพื่อนำมาต่อยอดการวิเคราะห์และยินดีรับฟังคำติชมต่างๆครับ

แสดงความคิดเห็น (0)