รีวิวฉบับที่ 1789 … สวัสดีค่ะวันนี้จะพาไปชมโครงการ Centric อารีย์ สเตชั่น ต้องขอบอกก่อนว่าเป็นรีวิวตึกเสร็จหลังจากที่เราเคยพาไปชมเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ซึ่งตึกนี้สร้างเสร็จแล้วในปี 2015 ตัวโครงการตั้งอยู่หัวมุมระหว่างซอยอารีย์ 1 และซอยราชครู มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง เป็นโครงการตึกคู่ High Rise และ Low Rise ที่เน้น Facilities ให้มาค่อนข้างเยอะ เดินทางง่าย ใกล้รถไฟฟ้า BTS อารีย์ประมาณ 450 เมตร โครงการปัจจุบันจะเป็นยังไงบ้าง ไปชมกันค่ะ

Fact @ 25 January 2019

  • Centric Ari Station (เซ็นทริค อารีย์ สเตชั่น)
  • SC Asset Corporation Plc.
  • HIGH CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ในเขต : เขตพญาไท
  • มีจำนวนรวมทั้ง 2 อาคาร 516 ยูนิต
    • ตึก High Rise 30 ชั้น มีจำนวนยูนิต397 ยูนิต
    • ตึก Low Rise 8 ชั้น มีจำนวนยูนิต 119 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุดของตึก High Rise 23 ยูนิต
  • ยูนิตต่อชั้นสูงสุดของตึก Low Rise 17 ยูนิต
  • ที่จอดรถประมาณ 235 คัน ไม่รวมจอดซ้อนคัน คิดเป็น 45%
  • ขนาดที่ดิน 2-2-93 ไร่
  • สร้างเสร็จปี 2015
  • 1 Bedroom 25.5 – 40 ตารางเมตร
  • 2 Bedrooms 47.5 – 60 ตารางเมตร
  • ช่วงราคาต่อตารางเมตร และราคาเริ่มต้น
    • ปี 2013 : 140,000 บาท/ตร.ม. หรือเริ่มต้นประมาณ 3.59 ล้านบาท
    • ปี 2019 : 160,000 – 190,000 บาท/ตร.ม. (อ้างอิงจากราคาซื้อขายปัจจุบัน จากหลาย Website)
  • ช่วงราคาห้อง 1 bedroom ขนาด 33 ตร.ม ประมาณ 6 -7 ล้านบาท
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • Call Center : 1749

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วค่ะ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างค่ะ

  • ทำเล
  • โครงการ
  • ห้องตัวอย่าง
  • สรุป

เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.7781758,100.5416348

แผนที่จากทางโครงการค่ะ

ทำเลที่ตั้งของโครงการนี้ จะหัวมุมถนนระหว่างซอยอารีย์ 1 และซอยราชครู(พหลโยธิน 5) แต่ทางโครงการเปิดเส้นทางเข้าออกหลักไว้เพียงประตูหน้า ทางอารีย์ซอย 1 เท่านั้น เนื่องจากทางโครงการไม่ได้ขออนุณาตในตอนแรก ทำเลอารีย์ 1 เป็นที่ทราบกันดีเรื่องความคึกคักเรื่องของกินหลากหลายรูปแบบ รวมถึงซอยอารีย์จะเป็นทาง One Way โดยจะซอย 1 และ 3 จะขับออกไปถนนพระราม 6 ส่วนซอย 2 และ 3 จะหันออกไปทางถนนพหลโยธิน 7 ที่สามารถออกไปทางถนนพหลโยธินได้ สำหรับอารีย์ 1 จะพิเศษกว่าซอยอื่น เพราะสามารถออกได้ทั้งถนนพหลโยธินและพระราม6

พูดถึงการเดินทางแบบใช้รถยนต์ส่วนตัวกันก่อนค่ะ ตัวโครงการสามารถเข้าได้จากทางซอยอารีย์ (พหลโยธิน 7) อย่างเดียว เนื่องจากหน้าโครงการจะเป็นถนน One Way แต่สำหรับขาออก จะมีตัวเลือกในการเดินทางที่เยอะ ออกได้ทั้งซอยราชครู(พหลโยธิน 5) และพระราม6 ซอย 30 ขาออกสามารถลัดเลาะออกได้หลายเส้นทาง ใช้ทางด่วนทางฝั่งพระราม 6 ได้ง่าย มีระยะทางที่ไม่ไกล ไม่ต้องวนกลับรถให้เสียเวลา หรือถ้าใครต้องการวนไปพหลโยธิน 7 ก็สามารถใช้ซอยอารีย์ 2 ได้ นอกจากนั้นภายในโครงการยังมีพื้นที่จอดรถให้ประมาณ 45% ไม่รวมซ้อนคัน

มาดูที่ทางขึ้น-ลงทางด่วนฝั่งขาเข้าเมือง จุดแรกสำหรับทางด่วนขาเข้าเมืองที่ด่านคลองประปา 2 ห่างจากตัวโครงการประมาณ 1.2 กม. หรือถ้ารถไม่ติดก็ประมาณ 3 นาทีเท่านั้น สามารถแยกไปได้ทั้งพระราม 4, สีลม, บางโคล่ หรือจะแยกไปยังฝั่งดินแดง, พระราม 9 ก็สะดวก ถือว่าตอบโจทย์การเดินทางสำหรับคนที่ใช้รถเป็นประจำค่ะ

ส่วนทางขึ้น-ลงทางด่วนฝั่งขาออก จะสามารถไปฝั่งประชาชื่น, งามวงศ์วาน, แจ้งวัฒนะ, รังสิต ซึ่งมีด่านเก็บค่าทางด่วนคลองประปา 1 อยู่ห่างจากตัวโครงการประมาณ 1.65 กม. หรือประมาณ 4 นาที ออกจากซอยพระราม 6 ซอย 30 ไป เลี้ยวขวาแล้วชิดซ้ายขึ้นได้เลยค่ะ ไม่ต้องกลับรถ

การเดินทางโดยไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัวของโครงการนี้ ถือว่าน่าสนใจทีเดียว เพราะมีระยะห่างจาก BTS อารีย์ ประมาณ 450 เมตร ซึ่งเป็นระยะเดินที่สบายทีเดียว ระหว่างทางมีร้านค้าร้านอาหารขนาบข้าง พร้อมคนเดินพลุกพล่านแทบจะตลอดเวลา ไม่เปลี่ยวค่ะ นอกจากนั้นยังมีทางลัดอีกทางเดินที่ผ่านร้าน”Kid-Mai Death Cafe” ที่ช่วยย่นระยะทางได้ประมาณ 200 เมตร สะดวกต่อการใช้งานและเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจในการเดินทาง นอกจากนี้เป็นซอยที่รถ Taxi และมอเตอร์ไซค์ผ่านมาแทบจะตลอดทั้งวัน หาเรียกได้ไม่ยาก หรือถ้าจะต้องเดินออกมา ก็มีจุดวินมอเตอร์ไซค์ห่างจากโครงการประมาณ 250 เมตรค่ะ

สำหรับย่าน “อารีย์” ในสมัยก่อนจะเป็นชุมชนพักอาศัยซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวของชนชั้นสูง ต่อมาย่านนี้ได้ก็พัฒนาเติบโตไปตามเมืองทำให้มีผู้คนและสถานที่ทำงานเป็นจำนวนมาก ธุรกิจและร้านค้าต่างๆจึงค่อยๆเกิดขึ้น ในช่วง 10 ปีหลังมีทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า BTS เข้ามาในพื้นที่ รวมถึงมีการพัฒนารูปแบบที่อยู่อาศัยเป็นตึกสูงมากขึ้น ทำให้เป็นการผสมผสานกันระหว่างที่อยู่อาศัยรูปแบบเก่าและใหม่ ทำให้ยังมีกลิ่นไอของพื้นที่ชุมชนปะปนอยู่ด้วย ที่แต่ละซอยจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ให้สามารถเดินไม่น่าเบื่อเรียกได้ว่าเปนเสนเสน่ห์ของอารีย์อย่างแท้จริง

ซึ่งในระยะเดินรอบโครงการ ถือว่าอุดมสมบูรณ์สูงทีเดียวอย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ทั้งซอยอารีย์ 1-5 หรือจะเป็นพระราม 6 ซอย 30 หรือที่เรารู้จักกันดีว่าซอยอารีย์สัมพันธ์ ที่มีร้านค้าร้านอาหารเรียงรายแทบจะตลอดทาง ถ้าออกมาถนนพหลโยธินก็จะมีคอมมูนิตี้มอลอย่าง La Villa อารีย์ ที่เป็นขวัญใจชาวอารีย์ ใกล้ๆก็จะมี อารีย์ Hills, Aqua อารีย์, Big C Supermarket สะพานควาย, หรือจะออกไปยังถนนประดิพัทธ์ ซึ่งมีร้านอาหารเก่าแก่มากมาย รวมถึงเวิ้ง Food Court ที่เปิดใหม่อย่าง Camping Ground ที่มีร้านเล็กๆหลากหลายร้าน ที่มาพร้อมร้านนั่งชิวและดนตรีสดในบางวันค่ะ

ปัจจุบันย่านอารีย์นั้นเป็นพื้นที่สำนักงานที่สำคัญย่านนึงในกรุงเทพ ที่บริเวณแนวรถไฟฟ้า จะมีอาคารสำนักงานเรียงรายโดยรอบ รวมถึงด้านในยังมีสถานที่ราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่เห็นได้ชัดเลยว่าที่นี่เป็น “ย่านมนุษย์เงินเดือน” อย่างแท้จริงจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมพื้นที่บริเวณอารีย์-พหลโยธิน เป็นที่ต้องการอยู่อาศัยของคนส่วนใหญ่ ที่สะดวกทั้งการเดินทางและความอุดมสมบูรณ์ที่ค่อนข้างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน คาเฟ่ และร้านนั่งชิวในยามค่ำคืนด้วยค่ะ

มาดูเส้นทางหลักในการเดินทางไปโครงการกันค่ะ วันนี้จะเดินจาก BTS อารีย์ ให้ออกมาที่ประตูทางออกหมายเลข 3 ลงมายังฝั่งตรงข้าม La Villa อารีย์  เข้าซอยพหลโยธิน 7 (ซอยอารีย์) จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอยอารีย์ 1 เดินตรงต่อไปอีกประมาณ 350 เมตร ก็จะพบตัวโครงการอยู่ทางขวาซ้ายมือ

วันนี้เรามาเริ่มกันที่สถานีรถไฟฟ้า BTS อารีย์กัน สถานีอารีย์อยู่ห่างจากปลายทางหมอชิตเพียง 2 สถานี รวมถึงในอนาคตยังเชื่อมต่อกับ รถไฟฟ้าสีเขียวส่วนต่อขยาย (หมอชิต-คูคต) นอกจากนี้ยังสามารถไปเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดินที่หมอชิตได้สะดวกค่ะ

ถ้าใครใช้สถานีอารีย์ไม่ต้องห่วงเรื่องของกินเลย สามารถหาได้ตั้งแต่บนสถานีมีร้านค้า ร้านขนม หลากหลายร้าน รวมถึงมีผู้คนเดินพลุกพล่านตลอดทั้งวัน ถือว่าเป็นสถานีที่อุดมสมบูรณ์มากทีเดียวค่ะ

ให้เราไปทางออกที่ 3 ที่จะอยู่ตรงข้ามกับ La Villa อารีย์ เพื่อเข้าซอยพหลโยธิน 7 ค่ะ

พอลงจากสถานีมาให้กลับตัวไปทางที่มุ่งหน้าไปสะพานควาย เพื่อเข้าซอยพหลโยธิน 7 (ซอยอารีย์) จะเห็นว่ามีร้านค้าตลอดทางเดินเลย กินไปเดินไปจนอิ่มเลยค่ะ

ตำแหน่งของพี่วินอยู่ถัดมาจากประตูทางขึ้นลงสถานีอารีย์หมายเลข 3 ที่เราพึ่งลงมาเมื่อสักครู่ เพียงไม่กี่ก้าวก็สามารถเรียกได้เลยค่ะ

ความอุดมสมบูรณ์รอบ BTS อารีย์ ประกอบไปด้วยคอมมูนิตี้มอลล์ ที่เป็นขวัญใจของชาวอารีย์อย่าง La Villa อารีย์ ที่ภายในมี Villa Market เป็นมาร์เก็ตขายของทั้งภายในประเทศและต่างประเทศมาให้เลือกสรรค์กันมากมาย รวมถึงระหว่างทางที่เราเดินไปจะมีร้านที่เปิด 24 ชม. และร้านสะดวกซื้อ ที่ไม่ต้องห่วงเรื่องของกินเลยถ้ากลับมาดึกๆ

เดินถัดมาจากตัวสถานีประมาน 20 เมตร จะเจอสะพานลอยข้ามแยกอารีย์ ที่เป็นรูปสามเหลี่ยม ที่สามารถออกไปได้ 3 ทาง สามารถขึ้นไปลงฝั่งตรงข้ามได้

เดินตรงจะเจอปากซอยพหลโยธิน 7 หรือซอยอารีย์ นั่นเอง ให้เราเลี้ยวซ้ายเข้าไปภายในซอยเลยค่ะ

ระหว่างทางเดินไป ฝั่งซ้ายมีจะเป็นร้าค้า ส่วนฝั่งขวามือจะมีร้านค้าแผงลอยตลอดแนว ทำให้ทางเดินเหลือค่อนข้างแคบ ในช่วงเวลาเที่ยงจะมีคนพลุกพล่านเลยทีเดียวค่ะ ทางเดินนี้จะไม่มีชายคา ถ้าต้องเดินผ่านทางนี้บ่อยๆ แนะนำให้พอร่มด้วยนะคะ

เดินมาไม่กี่ก้าวก็จะพบปากซอยอารีย์ 1 ปากซอยประกอบด้วยอาคารพาณิชย์ ที่ด้านล่างจะเปิดเป็นร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟต่างๆ ริมถนนจะมีรถตุ๊กๆจอดให้บริการ ซอยนี้จะเป็น One Way ที่สามารถไปออกซอยซอยราชครูและถนนพระราม 6 ซอย 30 ได้

เดินเข้ามีอีกนิดจะมีพี่วินเรียงรายรอให้บริการอยู่ค่ะ ถ้าใครขี้เกียจเดินสามารถใช้บริการได้ แต่แนะนำว่าโครงการอยู่ในระยะเดินสบาย ไม่ต้องใช้บริการก็ได้นะคะ

เดินเข้ามาภายใน ฝั่งซ้ายมือจะพบ “สนั่นนภา” ภายในจะมีร้านค้าหลากหลายร้าน มีทั้ง Indoor และ Outdoor ที่ช่วงพักกลางวันมีคนมาใช้บริการเยอะทีเดียวค่ะ

บรรยากาศภายในจะค่อนข้างร่มรื่น มีต้นไม้สีเขียวและพัดลมไอน้ำ เพื่อลดความร้อนภายใน โครงการ บรรยากาศน่านั่งทีเดียว ถึงแม้จะมีคนใช้งานเยอะตลอดวัน แต่จะมีการดูแลที่ดี สะอาดสะอ้านเลยทีเดียวเลยค่ะ

กลับมาที่ซอยอารีย์ 1 บรรยากาศค่อนข้างคึกคัก มีร้านค้าขายตลอดทั้ง 2 ข้างทาง ทำให้ทางเดินเท้าที่นี้ค่อนข้างเล็ก คนจึงนิยมลงมาเดินที่ถนน แต่อาจะต้องระวังรถสักเล็กน้อยนะคะ

เดินตามทางมาจะเจอ A-One Ari ภายในจะมีร้านค้าเล็กๆหลากหลายร้าน มีทั้งร้านอาหาร, ร้านคาเฟ่ และร้านเสริมสวย ซึ่งช่วงพักกลางวันจะมีคนคึกคักเลยทีเดียว ส่วนกลางคืนด้านบนจะมีร้านนั่งชิวที่ดาดฟ้าด้วยนะคะ

ด้านในโครงการ จะแบ่งเป็น 2 โซน โซนแรกจะเป็นโต๊ะเล็กๆ สำหรับพวกร้านคาเฟ่และของทานเล่น ส่วนโซนที่ 2 จะเป็นร้านอาหารคล้ายๆ Food Court มีที่นั่งกินข้าว 2 ชั้น สามารถเลือกนั่งได้ตามใจชอบ อาหารทีนี้ราคาไม่แพงและอร่อยเลยทีเดียวค่ะ

เดินมากันต่อ เราจะเริ่มเห็นบรรยากาศของที่อยู่อาศัย ซึ่งร้านค้าต่างๆจะเริ่มลดลง พื้นที่จะเงียบสงบมากยิ่งขึ้น ทางเดินเท้าบริเวณนี้จะเดินสบายมากยิ่งขึ้น ตลอดทั้ง2ข้างทางจะมีต้นไม้ตลอดทาง ที่ช่วยบังแดดได้อีกด้วย แต่ถ้ากรณีฝนตกแนะนำพกร่มนะคะ

เดินมาเรื่อยๆจะเจอทางออกหลังอาคาร EXIM ซึ่งช่วงพักกลางวันด้านในจะมีร้านอาหาร และมีที่นั่งในร่มค่อนข้างกว้าง สามารถไปนั่งกินได้ชิวๆเลยค่ะ

เดินต่อมา เราจะเจอร้าน ฮ Hidden ที่เป็นคาเฟ่เล็กๆ ขายอาหารหลากหลาย ทั้งFusion Food, Beverage และ Bakery นะคะ โดยร้านจะเปิดตั้งแต่ 10.00 – 22.30 น. แต่จะหยุดทุกวันอังคารนะคะ

หันมาฝั่งตรงข้ามจะมีเวิ่งเล็ก ที่มีร้าน”Kid-Mai Death Cafe” ที่สามารถลัดไปออกถนนพหลโยธินได้ ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางเดินได้ ซึ่งเดี๋ยวเราจะกลับมาพาเดินกันนะคะ

ถัดมาฝั่งซ้ายมือจะมีร้านคาเฟ่” My Coffee ” ที่มีพื้นที่สามารถมานั่งทำงานได้ ฝั่งขวามือจะเป็น โรงพยาบาลเฉพาะทางมะเร็ง กรุงเทพ มองออกไปไกลๆ จะเห็นโครงการ Centric อารีย์ สเดชั่นแล้วนะคะ

เดินต่อมาเรื่อยๆฝั่งซ้ายมือเราจะเจอโครงการ The Verical อารีย์ ที่เราเพิ่งจะรีวิวตึกเสร็จกันไปนะคะ สำหรับถนนด้านหน้าโครงการจะดูโล่ง ซึ่งทางเท้าบริเวณนี้จะเริ่มกว้างขึ้นแล้วนะคะ สามารถเดินได้สบาย บรรยากาศค่อนข้างเงียบสงบ ไม่วุ่นวายมากนัก จะมีรถผ่านไปมาอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก เนื่องจากเป็นทางรถ One Way ค่ะ

มองขึ้นไปจะเห็นโครงการตึกสูง 2 อาคารติดกันได้แก่ The Verical อารีย์ และ Noble Lite ซึ่งทั้ง 2 ตึกจะขนานกัน ทำให้บังวิวกันเองนะคะ

เดินออกมาอีกนิด เราจะเห็นทางเข้าโครงการกันแล้วนะคะ ฝั่งขวามือจะล้อมรั้วด้วย Metal Sheet ที่ภายในจะเป็นที่ว่างขนาดใหญ่รอการพัฒนานะคะ

สำหรับวันนี้เราจะมีทางเดินพิเศษ เพื่อเป็นอีกทางเลือกนึงสำหรับคนที่ต้องการไปรถไฟฟ้าด้วยระยะทางที่ใกล้ที่สุด แต่ทางนี้จะเปิดเฉพาะช่วง 8.00-20.00 เท่านั้น ถ้าหากกลับดึก อาจจะต้องเดินผ่านซอยอารีย์ 1 หรือเดินเข้าจากถนนพหลโยธิน 5 นะคะ

ออกจากตัวโครงการมาแล้วให้เลี้ยวขวา เพื่อตรงไปร้าน”Kid-Mai Death Cafe” ที่เป็นทางลัดไปออกถนนพหลโยธิน เพื่อย่นระยะทางเดินถึง 200 เมตรเลยค่ะ

ติดกับโครงการจะเป็นบ้านพักอาศัยสูง 3-4 ชั้น โดยจะมีต้นไม้ภายในค่อนข้างเยอะ สำหรับตัวบ้านจะตรงกับชั้นจอดรถของโครงการ ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องบังวิวเลยนะคะ

ด้านหน้าบ้านพักอาศัย จะมีร้านเสริมสวยๆเล็ก ที่สามารถมาใช้บริการได้

เดินมาอีกประมาณ 50 เมตร จะมีทางเข้าร้านคาเฟ่ “Kid-Mai Death Cafe” ซึ่งภายในจะมีที่จอดรถอยู่นิดหน่อย ถ้าใครมาใช้บริการก็สามารถมาจอดรถบริเวณนี้ได้ค่ะ

เดินเข้ามาภายในฝั่งขวาจะเป็นตึก 3 ชั้น ที่ชั้นล่างจะเป็นร้านชาบูกู ส่วนชั้นบนๆจะมีร้านค้าเล็กๆหลากหลายร้านค่ะ

เดินเข้ามาข้างใน จะมีร้านค้าเล็กๆคล้าย Food Court อยู่ฝั่งขวามือ ซึ่งฝั่งตรงข้ามจะมีที่นั่งมาให้ สำหรับทางเดินไปจะมีหลังคาคลุมตลอดทาง ซึ่งถ้าเดินมาทางนี้จะสามารถบังแดดและกันฝนได้ค่ะ

เดินตรงมาเรื่อยๆ เราจะเจอร้าน “Kid-Mai Death Cafe” ที่มีคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับความตาย คือไม่ได้ต้องการให้คนกลัว แต่อยากให้คนเข้าใจความตายและอยู่บนความไม่ประมาทนะคะ โดยบรรยากาศในร้านจะเน้นโทนสีดาร์คๆ หน่อย ถือว่าทำออกมาได้เกร๋ไปอีกแบบค่ะ

โดยตัวร้านจะมีกิมมิคเล็กๆที่สื่อสารถึงความตาย อย่างคุณพี่โครงกระดูกที่มานั่งต้อนรับอยู่หน้าร้าน ถัดเข้ามาจะมีโรงศพว่างอยู่ พอเดินถัดมาจะมีโรงศพตั้งอยู่ตรงกลางร้าน จัดบรรยากาศเหมือนงานศพ มีการวางกรอบรูปชาตะ มรณะ เพื่อความสมจริงมากยิ่งขึ้น และยังมีมุมต่างๆอีกหลากหลายมุม ต้องลองไปใช้บริการกันดูนะคะ

ถ้าเราหันหน้าออกไปทางถนนพหลโยธิน ให้ขึ้นบันไดไปหลังจากนั้นให้เดินเลี้ยวซ้าย เพื่อจะออกไปทางถนนพหลโยธิน

สำหรับทางเดินที่ใช้เข้า-ออกจะทำเป็นทางเดินสีดำมืดๆ และด้านบนจะมีป้ายเตือนใจทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ซึ่งเมื่อเดินผ่านป้ายไฟจะติดขึ้นมา นอกจากนี้บนพื้นยังมีข้อคิดเตือนใจสำหรับคนใช้งานอีกด้วย

พอเดินออกมาที่ด้านหน้าเราจะเจอถนนพหลโยธิน ให้เราเลี้ยวซ้ายเพื่อไปขึ้น BTS อารีย์ แต่จะเป็นทางออกหมายเลข 1 นะคะ ซึ่งจะต้องออกคนละฝั่งกับทางเดินแรกนะคะ

หลังจากนั้นให้เดินตรงไปเรื่อยๆ ฝั่งซ้ายมือเราจะเจอโชว์รูม Mercedes-Benz ส่วนฝั่งขวามือเราจะเจอบันไดขึ้นสถานี ซึ่งทางเดินริมถนนพหลโยธินค่อนข้างกว้างสามารถเดินได้สบาย

แต่ถ้าเลี้ยวขวา เราจะเจอปั๊มน้ำมัน Esso ที่ภายในปั๊มจะมีร้านกาแฟ และ Tesco Lotus Express ที่สามารถเดินมาซื้อของก่อนกลับเข้าบ้านได้นะคะ

กลับมาที่โครงการ เราจะลองเลี้ยวไปทางซอยราชครู(พหลโยธิน5) เพื่อดูบรรยากาศโดยรอบ รวมถึงร้านค้าและร้านอาหารกันบ้างค่ะ

เดินออกมาหน้าโครงการจะเห็นเหล็ก Metal Sheet ล้อมรั้วที่ดินอยู่ ซึ่งด้านหน้าจะมีป้ายโฆษณาของ Noble อยู่ ซึ่งต้องมารอลุ้นกันว่าจะมีโครงการเกิดขึ้นรึเปล่า

เลี้ยวขวามาจะเจอทางเดินเท้าหน้าโครงการกว้าง ฝั่งขวาจะมีต้นไม้ขนาดใหญ่ เพื่อช่วยบังแดดเวลาเดิน ทำให้เดินได้สบาย ส่วนฝั่งซ้ายจะเป็นร้านค้าของทางโครงการค่ะ

เดินตรงมาจะเจอสามแยกที่เป็นถนน Two Way ที่เชื่อมต่อระหว่างถนนพหลโยธินและถนนพระราม6 เพื่อย่นระยะทางการเดินรถได้ รวมถึงฝั่งตรงข้ามจะเป็น “ราชครู Medical Center” ที่เป็นเวิ้งเล็กๆรวบรวมศูนย์บริการความงานต่างๆไว้

เดินเข้ามาภายในโครงการจะเป็นอาคาร 3 ชั้น มีที่จอดรถสำหรับคนที่มาใช้บริการอยู่ ซึ่งจะแบ่งเป็นหลายเล็กๆหลากหลายร้าน มีทั้งรูปแบบคลินิกเสริมความงานและร้านหมอฟัน สามารถเข้ามาใช้บริการกันได้นะคะ

เดินต่อมาที่ในซอยพหลโยธิน 5 จะเจออีกเวิ้งนึงที่เรารู้จักกันดีในนาม ” ราชครู อเวนิว ” ที่ภายในร้านจะมีร้านอาหารต่างๆมากมาย ซึ่งเราสามารถเดินจากโครงการมากินได้สบายเลย

เข้ามาด้านในพอเข้ามาเราจะเจอร้านคาเฟ่ขนาดไม่ใหญ่มาก ที่ดีไซน์มาแบบ Minimal ซึ่งบรรยากาศค่อนข้างเงียบ สามารถเดินมากินกาแฟหรือทำงานได้ ส่วน 2 ร้านถัดมาจะเป็นร้านอาหาร ที่มีทั้งซูชิและร้านอาหารไทย นอกจากนี้ยังมีร้านของหวานอีกด้วย ถือว่าครบครันภายในทีเดียวเลยนะคะ

เดินต่อมาเราจะเจอปากซอยพหลโยธิน 5 ที่เชื่อมมาออกถนนพหลโยธิน ซึ่งถ้าออกนี้จะบังคับเลี้ยวซ้าย ถ้าใครจะเลี้ยวขวาอาจจะต้องตรงไปกลับรถสักหน่อยค่ะ

ซึ่งตัวซอยพหลโยธิน 5 จะอยู่กึ่งกลางระหว่าง BTS อารีย์และสนามเป้า ทำให้เรามีตัวเลือกในการเดินทางมากยิ่งขึ้น สำหรับทางเดินในบริเวณนี้ค่อนข้างกว้างเดินสบาย รวมถึงมีต้นไม้ใหญ่ตลอด 2 ข้างทางที่ช่วยบังแดดขณะเดินได้นะคะ

กลับมาดูพื้นที่รอบๆโครงการในมุมสูงกันดูบ้าง ตัวโครงการมีพื้นที่ 2 ไร่กว่า ที่จะแบ่งออกเป็น 2 อาคาร มี High Rise สูง 30 ชั้นและ Low Rise สูง 8 ชั้น ตัวโครงการจะอยู่หัวมุมถนนพอดี แต่จะสามารถเข้าออกได้จากซอยอารีย์ 1 เท่านั้นค่ะ ซึ่งจะห่างจากปากซอยประมาณ 350 เมตร อย่างที่พาไปชมบรรยากาศมา จะเห็นได้ว่าช่วงต้นซอย จะมีความคึกคักสูงกว่าบริเวณโครงการ ซึ่งจะทำให้บรรยากาศโดยรอบค่อนข้างเงียบสงบและมีความเป็นส่วนตัวค่ะ

ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ที่หันออกหน้าทางเข้า-ออกโครงการบริเวณซอยอารีย์ 1 ที่เยื้องๆกันจะเป็นโครงการ The Vertical และ Noble Lite ที่อาจจะบังห้องพักอาศัยอยู่บางห้อง แต่ถ้ามองเยื้องๆออกไป เราก็ยังเห็นวิวเปิดโล่งอยู่นะคะ

หลังจากนั้นเราจะลองถ่ายมุมกดให้ดูพื้นที่ด้านล่างกันบ้าง ทิศนี้มองลงมาจะเจอสระว่ายน้ำของโครงการเอง รวมถึงเห็นที่ดินฝั่งตรงข้ามของ Noble ที่เป็นพื้นที่ว่างเปล่ารอการพัฒนา ซึ่งต้องรอลุ้นกันต่อไป ว่าจะมีตึกสูงขึ้นรึเปล่านะคะ

ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่หันหน้าออกไปปากซอยอารีย์ 1 ซึ่งเราจะเห็นอาคารสำนักงาน EXIM ที่อยู่เยื้องกับตัวโครงการ ทำให้เราจะไม่เห็นสถานีอารีย์ แต่จะมีระยะระหว่างอาคารไม่ได้อยู่ในระยะประชิด ทำให้โดยรวมๆถือว่าค่อนข้างเปิดโล่ง ซึ่งอาจจะบังวิวของชั้นพักอาศัยบางห้องนะคะ

หลังจากนั้นเราจะลองถ่ายมุมกดให้ดูพื้นที่ด้านล่างกันบ้าง ทิศนี้จะมองเห็นบ้านพักอาศัยที่ติดกับตัวโครงการ ซึ่งถัดไปจะมีทางเข้า-ออกด้านหลังของตึก Pearl ทีเดินได้สะดวกค่ะ

ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ที่หันออกถนนพหลโยธิน จะถูกสำนักงานใหญ่ของพฤกษา หรือที่เรารุ้จักกันดีว่า ตึก Pearl ที่อาจจะบดบังวิวประมาณ 3-4 ห้อง เนื่องจากที่ดินเยื้องๆกัน ไม่ได้ชนกันตรงๆ

ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ หันเข้าหาซอยราชครู เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีตึกใดๆอยู่ในระนาบเดียวกับตึกนี้ หากมองไปไกลๆก็จะเห็นตึก Siamese ราชครู และพวกตึกอาคารสำนักงาน SM Tower อยู่ฝั่งที่เยื้องไปทางถนนใหญ่พหลโยธิน ซึ่งถือเป็นวิวที่ดีสุดของโครงการค่ะ

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ (เรียงจากใกล้-ไกล)

  • Pearl ~ 200 เมตร
  • BTS อารีย์ ~ 450 เมตร
  • EXIM Bank (หน้าอาคาร) ~ 550 เมตร
  • IBM Tower ~ 550 เมตร
  • La villa อารีย์ ~ 700 เมตร
  • AIS Tower 1 ~ 900 เมตร
  • ด่านเก็บเงินพิเศษคลองประปา 2 ~ 1.3 กิโลเมตร
  • Aqua Ari ~ 1.4 กิโลเมตร
  • ด่านเก็บเงินพิเศษคลองประปา 1  ~ 1.7 กิโลเมตร
  • บิ๊กซี สะพานควาย ~ 1.8 กิโลเมตร
  • โรงพยาบาลเปาโลเมมโมเรียล ~ 1.9 กิโลเมตร
  •  องค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.)  ~ 2.6 กิโลเมตร
  •  กรมการขนส่งทางบก ~ 2.6 กิโลเมตร
  •  ตลาดนัดจตุจักร ~ 2.8 กิโลเมตร
  • BTS & MRT หมอชิต ~ 3.0 กิโลเมตร
  • เจเจ.มอลล์ ~ 3.2 กิโลเมตร

เจาะลึกตัวโครงการ

Screen Shot 2556-06-21 at 3.40.39 PM

Centric อารีย์ สเตชั่น เป็นคอนโดมิเนียมตึกคู่ จาก SC ASSET มีทั้งหมด 516 ยูนิต โดยภายในโครงการจะมีทั้ง 2 อาคาร ทั้ง High Rise สูง 30 ชั้นและ Low Rise 8 ชั้น โดยทั้ง 2 อาคารจะแยกทางเข้าออกจากกันชัดเจน รูปร่างอาคารจะเป็นตัว C ที่หันหน้าเข้าหากัน ทำให้เกิดเป็น Courtyard ที่เชื่อมต่อพื้นที่สีเขียวตรงกลางระหว่างทั้ง 2 อาคาร ซึ่งตัวตึกสูงด้านบนฝั่งซ้ายจะเป็นลักษณะอาคารที่ลดหลั่นเข้าไปตามข้อกำหนดของกฏหมาย แต่สำหรับฝั่งขวาทางโครงการจะทำเปิดโล่งตั้งแต่ชั้น 7 ที่ทำเป็นพื้นที่สวนตรงกลาง ทำให้ตัวอาคารดูไม่อึดอัดเกินไป สำหรับพื้นที่ส่วนกลางจะอยู่ที่ตึกสูงทั้งหมด ซึ่งทางโครงการออกแบบมาค่อยข้างดี โดยกระจายตัวไปในแต่ละชั้น ตั้งแต่ชั้นที่ 1, 7, 16, 30 ทำให้คนใช้งานได้สบาย

จุดเด่นจริงๆของโครงการนี้คือ ต้นไม้บริเวณ Courtyard ที่เป็นต้นไม้ในที่ดินเดิมจะมีต้นก้ามปูขนาดใหญ่สวยงาม ที่ทางสถาปนิกออกแบบวางตัวอาคารล้อมก้ามปูนี้ ทำให้บรรยากาศตรงนี้ดีเลยทีเดียว เพราะกิ่งและใบจะช่วยบังแดดได้ดี

  • สำหรับตึก Low Rise จะมีจำนวน 119 ยูนิต มีลิฟต์โดยสารทั้งหมด 2 ตัว อัตราส่วนลิฟต์โดยสาร 1:60 ถือว่าใช้งานได้สบาย ซึ่งของจริงอาจจะดีกว่านี้เพราะห้องชั้น G ไม่ต้องใช้ลิฟต์ แต่จะไม่มีลิฟต์ Service ทำให้อาจจะต้องใช้งานร่วมกัน โดยจะมี Lobby และห้อง Mailbox เป็นของตัวเอง นอกจากนี้ชั้นที่ 1 ด้านที่หันออกซอยอารีย์ 1 จะทำเป็นพื้นที่ปล่อยเช่าของคอนโด ที่จะมี 5 ห้องแบบ Duplex ที่สูงขึ้นไป 2 ชั้น ทำให้จะเสียห้องพักในบริเวณนี้ไป ห้องของชั้นนี้เลยจะได้ทางเดินแบบ Single Corridor ทำให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นนะคะ
  • สำหรับตึก High Rise เดินเข้ามาจะเจอกับพื้นที่ Lobby ที่จะมีขนาดใหญ่กว่าถึง 3 เท่า โดยจะมีนิติอยู่ที่อาคารนี้เพื่อดูแลทั้ง 2 อาคารเลยค่ะ โดยจะแบ่งฟังก์ชั่นเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งซ้ายมือจะเป็นฝั่งที่ใกล้กับอาคาร Low Rise ที่ออกไปเป็นห้องสมุด และ Co-working ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่สามารถใช้งานหลายคนพร้อมกันได้ ส่วนฝั่งขวามือจะเป็นทางขึ้นชั้นพักอาศัย ซึ่งภายในจะมีห้อง Mailbox สำหรับลูกบ้านด้วยค่ะ อาคารนี้มีทั้งหมด 397 ยูนิต มีลิฟต์โดยสาร 3 ตัวและลิฟต์ Service 1 ตัว อัตราส่วนลิฟต์โดยสาร 1:133 ถือว่าพอใช้งานได้

สำหรับที่จอดรถต้องใช้รวมกันทั้ง 2 อาคาร โดยที่ชั้น Ground Floor จะมีที่จอดรถรอบอาคาร สำหรับด้านหลังจะมีทางขึ้นลงไปที่ชั้น Basement ที่ด้านล่างจะทำเป็นที่จอดรถของอาคาร ส่วนด้านบนอาคารจะเริ่มตั้งแต่ชั้นที่ 2-6 ซึ่งทางโครงการจะมีที่จอดรถมาให้ประมาณ 235 คัน ไม่รวมจอดซ้อนคัน คิดเป็น 45%

ขึ้นมาที่แปลนชั้น 2 ตึก Low Rise สังเกตว่าห้องพักอาศัยชั้นนี้จะเป็น Single Corridor ทั้งหมด ทำให้ค่อนข้างเป็นส่วนตัว รวมถึงทางเดินฝั่งซอยพหลโยธิน5 จะติดกระจกตลอดทางขนาดใหญ่ทำให้ได้รับแสงธรรมชาติและระบายอากาศได้ดี ไม่ต้องกลัวว่าจะอึดอัดนะคะ ส่วนตึก High Rise จะเริ่มเป็นชั้นจอดรถของโครงการที่มีห้องน้ำในชั้น ถ้าใครปวดมากๆและขึ้นห้องไม่ทันก็สามารถใช้บริการจากตรงนี้ได้เลย สำหรับลิฟต์ Service ของชั้นที่จอดรถ จะมี 2 ตัว ทำให้แบ่งงานกันใช้ได้ค่ะ

ถัดขึ้นมาที่ชั้น 3-6 ตึก Low Rise จะเป็นห้องพักอาศัยเต็มพื้นที่แล้ว โดยจะเริ่มมีห้องที่เป็นแบบ Double Corridor ให้เห็นกันแล้ว สำหรับห้องที่หันออกทางทิศตะวันตกจะไม่มีเลย ทำให้ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องความร้อนจากแสงแดด รูปแบบห้องจะค่อนข้างหลากหลายเริ่มตั้งแต่ 27-34 ตร.ม. จำนวนยูนิตสูงสุดที่ 17 ยูนิต/ชั้น ส่วนตึก High Rise ยังคงเป็นชั้นที่จอดรถอยู่นะคะ

จนมาถึงชั้น 7 ตึก Low Rise จะเหมือนกับชั้นที่ผ่านมา ส่วนตึก High Rise จะเริ่มเป็นชั้นพักอาศัยแล้ว โดยชั้นนี้จะมีพื้นที่สวนหย่อมที่ชั้น 7 และเปิดโล่งไปจนถึงชั้น 30 เลยค่ะ ทำให้ห้องที่อยู่ด้านในจะได้วิวสวนของโครงการ  ซึ่งทางเดินของตึกสูงบางส่วนจะเป็นแบบ Double Corridor ที่แสงภายในค่อนข้างน้อยจะต้องเปิดไฟทางเดินตลอดเวลา และแบบ Single Corrior ที่ฝั่งตรงข้ามจะเป็นแนวกระจกที่สามารถรับแสงและระบายอากาศได้

ถัดขึ้นมาที่ชั้น 9 ตึก Low Rise จะเป็นดาดฟ้าแล้ว ซึ่งจะมีพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่สีเขียว ส่วนตึก High Rise จะได้ทั้งเห็นพื้นที่สีเขียวของตึกตัวเองและตึกเตี้ยค่ะ

ทางเข้าโครงการ ฝั่งซ้ายมือจะมีป้อมรปภ. 1 จุดที่ดูแลตลอด 24 ชม. ระบบการเดินรถที่นี่จะเป็นแบบไม้กั้น โดยใช้ Key Card แบบระยะไกล ทางเข้า-ออกจะเดินรถแบบเลนเดียวซึ่งถ้ามีรถมากๆอาจจะทำให้รถติดออกมานอกโครงการได้

ด้านข้างมีทางเข้าออกสำหรับทางคนเดินแยกกันชัดเจน ทำให้ไม่ต้องเดินลงไปบริเวณถนนถือว่าปลอดภัยดีค่ะ นอกจากนี้ยังมีป้ายสำหรับเรียกรถ Taxi อีกด้วยค่ะ

ส่วนฝั่งขวามือด้านล่างของอาคาร Low Rise จะมีการแบ่งพื้นที่ทำเป็นร้านค้าจำนวน 5 ห้อง ที่มีทั้งร้านอาหาร, ร้านคาเฟ่ และร้านเสริมสวย ซึ่งถ้าใครจะมาใช้บริการถือว่าใกล้ทีเดียวค่ะ เดินเพียงไม่กี่ก้าว

เข้ามาข้างในจะบังคับให้เลี้ยวซ้าย ที่สามารถวนไปบริเวณ Drop Off ถ้าตรงไปจะมีทางขึ้นที่จอดรถได้ พื้นส่วนนี้เป็นคอนกรีตพิมพ์ลายทั้งหมด

สำหรับด้านหน้าอาคารจะมีพื้นที่ Drop Off ขนาดกว้างสามารถวิ่งรถได้ 2 เลน รวมถึงมีหลังคาคลุม เพื่อบังแดดและกันฝนได้

ตรงเข้ามาด้านในจะมีทางเลี้ยวขึ้นที่จอดรถ ที่กำหนดความสูงไม่ให้เกิน 2.10 เมตร รถที่มีหลังคาสูงอาจจะต้องวนไปจอดด้านหลังของตัวอาคารค่ะ

สำหรับทางขึ้นที่จอดรถจะเป็นของลูกบ้านทั้งหมด ซึ่งจะมีไม้กั้นเข้า-ออก โดยใช้งาน Key Card แบบระยะไกล มาพร้อมกับ CCTV ที่ดูแลความปลอภัย 24 ชม

ขึ้นมาด้านบนจะมีที่จอดรถสำหรับรถมอเตอร์ไซค์และจักรยานอยู่

ที่จอดรถภายในอาคารจะเป็น Indoor ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้รถไม่ร้อนและสามารถป้องกันขี้นกได้อีกด้วยค่ะ

ลานจอดรถที่นี้ จะมีทางเข้าลิฟต์แค่บางชั้น ซึ่งชั้นที่ไม่มีมีลิฟต์จะต้องเดินลงมาชั้นข้างล่างแทน ซึ่งจะมีทางเดินสำหรับคนแยกออกมาที่ริมตึก ทำให้ไม่ต้องเดินลงทางเดินรถ เพื่อป้องกันอันตรายขณะเดินได้ นอกจากนี้ภายในชั้นที่จอดรถจะมีห้องน้ำแยกชาย-หญิง ที่สามารถใช้ได้ในกรณีฉุกเฉินค่ะ

พื้นที่จอดรถเป็นคอนกรีตขัดเงา ฝ้าเพดานปล่อยโชว์โครงสร้าง ทาสีเทาอ่อนช่วยให้สว่างมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งติดไฟเป็นจุดๆค่ะ

ส่วนของโถงลิฟต์จะเข้าทางด้านข้างที่จอดรถ ทำให้ไม่ต้องมายื่นรอบริเวณทางเดินรถ ที่อาจจะเกิดอันตรายเวลามีรถขับมาเร็วๆได้

ส่วนของโถงลิฟต์ในแต่ละชั้นเข้าถึงด้วยระบบ Key Card ประตูเป็นกระจกใสเพื่อให้สามารถรับแสงภายนอกได้ ช่วยประหยัดไฟในเวลากลางวัน ภายในโถงลิฟต์มีลิฟต์โดยสารให้ 3 ตัวและลิฟต์ขนของ 1 ตัว พร้อม CCTV รักษาความปลอดภัยค่ะ

กลับลงมาด้านล่าง ฝั่งริมสุดจะมีทางเข้า-ออกที่จอดรถด้านหลัง ระหว่างทางไปจะมีที่จอดรถใต้อาคารสำหรับรถสูงอยู่ ส่วนถ้าเดินตรงมาด้านหลังจะเห็นพื้นที่จอดรถใต้อาคารและถ้าเลี้ยวขวาจะลงไปชั้นใต้ดินของตึกสูงค่ะ

ซึ่งชั้นใต้ดินจะเป็นที่จอดรถของลูกบ้านเช่นเดียวกัน มีไม้กั้นเข้า-ออกโดยใช้ Key Card แบบระยะไกลมาพร้อมกับ CCTV เช่นเดียวกับทางขึ้นค่ะ

พื้นที่จอดเป็นคอนกรีตขัดเงา ฝ้าเพดานปล่อยโชว์โครงสร้าง ทาสีเทาอ่อนช่วยให้สว่างมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งติดไฟหลายจุด เพื่อเพิ่มแสงสว่างในชั้นใต้ดิน รวมถึงจะมีโถงลิฟต์ที่สามารถขึ้นตรงไปที่ชั้นพักอาศัยได้เลยค่ะ

กลับมาที่ทางเข้า Lobby ประตูทางเข้าจะเป็นแบบ Oversize และมีหน้าต่างขนาดใหญ่ที่รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ บริเวณนี้ไม่ต้องใช้บัตรสามารถเดินเข้าไปนั่งรอที่ Lobby ได้เลยนอกจากนี้ทางโครงการยังมีรถเข็นไว้บริการสำหรับคนที่ต้องการขนของค่ะ

ภายใน Lobby ทำออกมาได้เรียบหรูดีบรรยากาศโฮมมี่ พื้นที่ภายในค่อนข้างกว้าง เดินเข้ามาจะเจอเคาน์เตอร์สำหรับซื้อ-ขายและปล่อยเช่าห้อง Resale มีที่นั่งพักหลากหลายจุด รวมถึงยังมีกระจกที่ฝั่งขวารับแสงเข้ามาด้านใน ซึ่งที่นี้จะเปิดปิดแอร์เป็นเวลา อาจจะต้องเช็คกับนิติอีกทีค่ะ

หลังจากนั้นให้เราเดินออกไปฝั่งขวามือ จะมีทางออกไปด้านนอกอาคาร ที่จะออกเป็นพื้นที่สวนหย่อม(Courtyard) และห้อง Co-working Space ได้

หันออกมาที่ตึก Low Rise เราจะเห็นต้นก้ามปูที่เคยพูดไปว่าเป็นต้นไม้เก่า ที่โครงการสร้างอาคารมาล้อมไว้ถือว่าเป็นจุดขายของโครงการเลยนะคะ เพราะเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่สวยงาม ต่อมาต้นไม้ไม่แข็งแรง ทำให้ทางโครงการต้องเปลี่ยนต้นไม้เข้ามา ปัจจุบันยังโตไม่เต็มที่มากนัก แต่เชื่อว่าถ้าโตเต็มที่แล้ว จะมีพื้นที่ค่อนข้างร่มรื่นและสวยงามเลยทีเดียวค่ะ

ระหว่างทั้ง 2 อาคารจะมีทางเดินเชื่อมระหว่าง 2 อาคาร ถ้าฝนตกก็ไม่ต้องกลัวเปียกเลยนะคะ ซึ่งทางเดินนี้จะทำเป็นประตูขนาดใหญ่ ที่เปิดได้กว้างและขนของขนาดใหญ่ได้

เราลองเดินตรงมาที่บริเวณตึก Low Rise จะมีทางเข้า Lobby ของตัวอาคาร ด้านหน้าทำเป็นบ่อน้ำทำให้บรรยากาศเย็นมากยิ่งขึ้น

ภายใน Lobby ตึก Low Rise จะเป็นกระจกขนาดใหญ่ที่สามารถรับวิว และแสงธรรมชาติได้เต็มที่ รวมถึงมีที่นั่งพักผ่อนในบริเวณนี้ได้ เดินตรงไปจะมีทางเข้าโถงลิฟต์และห้อง Mailbox นะคะ

กลับมาตึก High Rise ตรงกลางจะเป็นประตูทางเข้าออฟฟิศของนิติ ส่วนฝั่งขวามีจะมีทางเข้าห้องสมุดและ Co-Working Space ค่ะ

ห้องสมุดข้างในทำออกมาได้ดีทีเดียว มีการจัดพื้นที่เป็นระเบียบเลยทีเดียว มีทั้งโต๊ะแบบยาวเหมาะกับการมาทำงานเป็นกลุ่ม หรือถ้ามากลุ่มเล็กจะมีชุดโซฟาเล็กๆให้นั่งเล่นได้ ซึ่งห้องนี้จะได้กระจกขนาดใหญ่แบบ Double Volume ที่สามารถมองวิวและรับแสงได้เต็มที่ค่ะ

ถัดเข้ามาด้านใน จะมีห้อง Co-Working อยู่ด้านในที่จะมีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น สำหรับทั้ง 2 โซนจะเปิดตั้งแต่ 6 โมง – 4 ทุ่ม ซึ่งจะมี Free WiFi และเปิดแอร์ไว้ตลอด สามารถใช้งานได้ตลอดเวลาเลยค่ะ

กลับมาบริเวณ Lobby จะมีโซฟาที่สามารถมานั่งเล่นได้ ถัดเข้าไปจะมีทางเข้า-ออกห้องน้ำ ส่วนฝั่งขวามือจะเป็นทางเข้าห้อง Mailbox และชั้นพักอาศัย ซึ่งประตูนี้จะไม่มี Key Card ล็อคค่ะ

ห้องน้ำชั้น Lobby จะแยกชาย-หญิง ภายในมีห้องโถสุขภัณฑ์ย่อยแยก สามารถเข้าใช้ได้พร้อมกันหลายคน ซึ่งถ้าเป็นแขกสามารถเดินเข้ามาใช้งานในบริเวณนี้ได้ด้วย

เข้ามาภายในห้อง Mailbox จะมีประตูอีกชั้นนึง ที่จะต้องใช้ Key Card เพื่อเข้าไปยังโถงลิฟต์ชั้นพักอาศัยค่ะ

สำหรับตู้ Mail Box จะวางไว้ตรงกลางของห้อง ทำให้มีทางเดินรอบตู้กว้าง เดินได้สบายและสามารถใช้งานหลายคนได้พร้อมกันค่ะ

กลับมาบริเวณโถงลิฟต์ทางขึ้น พื้นที่หน้าลิฟต์ค่อนข้างกว้าง สภาพภายในทำออกมาได้สวยงาม ลิฟต์ที่นี้จะเป็นแบบลิฟต์ล็อคชั้น ซึ่งจะขึ้นได้เฉพาะห้องพักตัวเองและชั้น Facilities เพื่อความเป็นส่วนตัวของลูกบ้านแต่ละชั้นค่ะ

แปลนชั้น 10 – 15 ของตึก High Rise จะมีห้องสูงสุดอยู่ที่ 23 ห้อง/ชั้น โดยจะมีลิฟต์โดยสาร 3 ตัวและลิฟต์ Service แยกต่างหาก 1 ตัว ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางห้อง 1 Bedroom ส่วนห้อง 2 Bedroom จะเป็นห้องหัวมุม ซึ่งตำแหน่งห้องที่ดีที่สุดคือ ห้องที่หันออกทางฝั่งอารีย์ 1 ที่จะได้ทางเดินแบบ Single Corridor ซึ่งห้องในโซนนี้ ทำให้ไม่ต้องเปิดประตูมาพบกับเพื่อนห้องฝั่งตรงข้าม ซึ่งฝั่งตรงข้ามจะเป็นกระจกบานใหญ่ตลอดทางเดิน ที่สามารถรับแสงและเห็นวิวสวนของโครงการได้เต็มที่ รวมถึงคนสัญจรไปมาหน้าห้องลดลง ทำให้มีความเป็นส่วนตัวและเงียบสงบมากขึ้น แต่จะต้องแลกกับระยะทางเดินไปลิฟต์ ที่จะไกลกว่าเพื่อนนะคะ ส่วนห้องฝั่งอื่นจะเป็นแบบ Double Corridor ที่จะมีแสงเข้ามาภายในน้อย ทำให้ต้องติดไฟตลอดทางและเปิดใช้งานตลอดทั้งวัน แต่ถือว่าใช้งานลิฟต์ได้สะดวกไม่ต้องเดินไกลมากค่ะ

ขึ้นมาบริเวณโถงลิฟต์ชั้นพักอาศัย จะมีหน้าต่างขนาดใหญ่สามารถรับแสงจากภายนอกได้ ทำให้ไม่ต้องเปิดไฟในบริเวณโถงลิฟต์ ซึ่งจะช่วยประหยัดไฟได้อีกด้วย

โถงทางเดินภายในชั้นพักอาศัย ฝั่งที่เป็น Double Corridor ซึ่งจุดนี้จะได้ช่องแสงภายในน้อย ทำให้ทำให้ต้องเปิดไฟช่วยตลอดเวลา ซึ่งจะมีผลกับเราก็ตรงค่าส่วนกลางนี่แหละ ส่วนขนาดและส่วนประกอบอื่นๆ ก็ถือว่าเป็นไปตามมาตรฐานค่ะ พื้นเป็นกระเบื้องเซรามิค ผนังฉาบเรียบทาสี พร้อมฝังไฟ Downlight ตามแนวทางเดินให้ รวมๆก็ถือว่าไม่ได้หวือหวาอะไร แต่สำหรับความสะอาดต้องยกนิ้วให้เลย แม่บ้านดูแลดีมากค่ะ

สำหรับห้องที่เป็นทางเดินแบบ Single Corridor ที่ต้องห้องพักอาศัยจะหันหน้าออกไปทางอารีย์ 1 ซึ่งฝั่งนี้จะได้กระจกบานกระทุ้ง ที่สามารถระบายอากาศภายในทางเดินได้ รวมถึงได้รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ ไม่ต้องเปิดไฟในบริเวณนี้ ซึ่งเป็นการประหยัดไฟได้ดีทีเดียวค่ะ

มองมาบริเวณพื้นที่สวนหย่อมที่ชั้น 7 จะเป็นพื้นที่สวยและที่นั่งพักผ่อน ทำให้เวลามองลงมาแล้วสบายตามากยิ่งขึ้นค่ะ

แปลนชั้น 16 จัดเป็น Main Facility ของทั้งโครงการ ที่จะใช้ร่วมกันทั้งตึก High Rise และตึก Low Rise ซึ่งจะตัดพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งมาทำสระว่ายน้ำและฟิตเนส คนที่ใช้บริการสะดวกก็คงจะเป็นลูกบ้านที่อาศัยอยู่บนตึกสูง แต่ถ้าเป็นลูกบ้านตึกเตี้ยก็ต้องเดินไกลหน่อยค่ะ

ขึ้นมาโถงทางเดินของชั้น Facilities จะมีประตูกั้นสำหรับห้องพักอาศัย เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวของลูกบ้านชั้นนี้ค่ะ

หันหลังกลับมาเราจะเดินไปพื้นที่ Facilities กัน ซึ่งจะมีประตูกั้นทางเข้า-ออกที่จะปิดประตูตามเวลาการใช้งานของพื้นที่ส่วนกลางค่ะ

เดินเข้ามาด้านในจะเจอเจ้าหน้าที่เฝ้ารักษาความปลอดภัยให้ลูกบ้านอยู่ ฝั่งซ้ายมือจะออกไปบริเวณสระว่ายน้ำ ส่วนฝั่งขวามือจะไปห้องฟิสเนสและห้องน้ำค่ะ

เราเดินเลี้ยวขวามา จะเจอกับห้องน้ำที่แยกชาย-หญิง ฝั่งขวามือจะเป็นทางเข้าห้องฟิสเนสนะคะ

ห้องฟิตเนส จะมีขนาดไม่ไหญ่มากนัก ถ้าเทียบกับจำนวนยูนิตถือว่าพอใช้งานได้โดยจะมีเครื่องเล่นทั้ง Weight Training และ Cardio อย่างเช่นลู่วิ่งและเครื่องปั่นจักรยาน ซึ่งห้องนี้จะไม่ได้วิวภายนอก แต่จะมีทีวีที่สามารถเปิดใช้งานได้ พื้นห้องจะเป็นพรมที่เหมาะสมกับการใช้งาน รวมถึงยังมีกระจกบานใหญ่ที่ทำให้ห้องดูกว้างขึ้นอีกด้วยค่ะ

ถัดมาตรงข้ามกับห้องฟิสเนต จะเป็นห้องน้ำแยกชาย-หญิง ภายในจะมีล็อกเกอร์ให้สามารถเก็บของเวลาไปฟิสเนสหรือว่ายน้ำได้ ซึ่งจะมีทั้งห้องสุขภัณฑ์และห้องอาบน้ำ ที่สามารถอาบน้ำได้จากตรงนี้เลย ไม่จำเป็นต้องไปอาบน้ำที่ห้องค่ะ นอกจากนี้ยังมีห้องสตรีมมาให้ด้วย

กลับมาที่ประตูทางออกของสระว่ายน้ำจะมีบันไดเดินขึ้นไปด้านบน ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นพื้นที่กลางแจ้งทำให้เวลาฝนตกจะไม่สามารถใช้งานได้ค่ะ

เมื่อเดินขึ้นมาจะพบกับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ระบบเกลือ ที่จะเป็นแบบกลางแจ้ง ซึ่งจะหันออกไปทางซอยอารีย์ 1 ที่เป็นวิวค่อนข้างเปิดโล่ง ตัวสระเองจะได้เป็นแบบ Infinity Pool คือ จะได้เป็นกระจกไร้ขอบที่ทำให้เราเห็นวิวได้เต็มที่ รวมถึงพื้นสระว่ายน้ำจะปูด้วยกระเบื้อง Mosaic สีฟ้าน่าลงไปว่ายน้ำเลยทีเดียวค่ะ

ซึ่งชั้นนี้จะมีสำหรับล้างตัวชำระร่างกายก่อนลงสระว่ายน้ำ แต่จะมีฝักบัวเดียวและพื้นที่ไม่ใหญ่มาก ถ้ามีคนใช้งานเยอะอาจจะต้องยืนรอกันนิดนึงนะคะ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ของสระว่ายน้ำเด็กอีกด้วย

ริมสุดของสระว่ายน้ำอีกฝั่ง จะมีน้ำพุเล็กที่สามารถนวดเท้าได้ รวมถึงด้านในยังทำเป็นที่นั่งสำหรับ Jacuzzi  ด้วยที่สามารถไปนั่งนวดหลังได้ค่ะ

แปลนชั้นที่ 21-22 รูปร่างจะเปลี่ยนเป็นตัว L ยูนิตจะลดลงเหลือ 15 ยูนิต/ชั้น ซึ่งจะมีขนาดลดลงตามขนาดของตึกที่ลดลง นอกจากนี้โถงทางเดินจะเป็นแบบ Double Corridor ทั้งหมด และภายในทางเดินจะได้แสงจากบริเวณโถงลิฟต์เท่านั้น ซึ่งจะมีแสงค่อนข้างน้อย ทำให้ต้องเปิดไฟตลอดทั้งวันและอาจจะระบายอากาศไม่ดีกับขั้นที่ผ่านๆมานะคะ สำหรับรูปแบบห้องจะเน้นไปที่ 1 bedroom เหมือนเดิม ห้อง 2 bedroom จะได้เป็นห้องหัวมุมที่จะมีเพียง 3 ห้องเท่านั้น ซึ่งทิศที่ดีที่สุดน่าจะเป็นห้องที่หันออกไปทางซอยราชครูค่ะ

แปลนชั้นที่ 23 รูปร่างจะเป็นตัว L ที่สั้นลง ยูนิตจะลดลงเหลือ 13 ยูนิต/ชั้น ซึ่งจะทดแทนด้วยพื้นที่สีเขียวที่จะทำให้มีหน้าต่างเพิ่มขึ้นอีก 1 จุด ซึ่งจะทำให้โถงทางเดินได้รับแสงและระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น รูปแบบห้องจะคล้ายกับชั้นที่แล้ว แต่จะมีจำนวนลดลง 2 ห้องค่ะ

แปลนชั้นที่ 24-26 จะคล้ายกับชั้นที่แล้ว แต่จะไม่ได้ช่องแสงแล้วเนื่องจากมีการขยายห้องริมเข้าหากัน ทำให้ทางเดินภายในต้องกลับมาใช้ไฟอีกรอบค่ะ

 

แปลนชั้นที่ 27 รูปร่างจะเปลี่ยนเป็นเส้นตรง ยูนิตจะลดลงเหลือ 11 ยูนิต/ชั้น ที่ทางเดินจะได้ช่องแสงมากยิ่งขึ้น สำหรับชั้นนี้จะได้เป็นความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เนื่องจากมียูนิตน้อยและอยู่ตำแหน่งสูงทำให้วิวโดยรอบค่อนข้างเปิดโล่งค่ะ

แปลนชั้นที่ 28-29 จะเหมือนชั้นที่แล้วเลยนะคะ

สุดท้ายคือชั้น 30 ซึ่งจะตัดพื้นที่บางส่วนมาเป็น Roof Garden สามารถมองเห็นวิวทิศเหนือและทิศตะวันตกได้ได้ ซึ่งด้านบนทำ Facilities มีดีที่เดียว เป็นมุมที่สามารถขึ้นมาพักผ่อนได้เต็มที่ รวมถึงชั้นนี้จะเหลือห้องเพียง 6 ยูนิต ถือว่ามีความเป็นส่วนตัวสูงเลยและเดินไปใช้งาน Roof Garden ได้ง่ายทีเดียวค่ะ

ขึ้นมาที่ชั้น 30 จะมาประตูทางออกไปยัง Roof Garden ซึ่งทางเดินจะทำเป็นพื้นไม้ และมี Step ขึ้นไปใช้งานเล็กน้อย โดยรอบจะมีการปลูกต้นไม้เป็นผนังกำแพง ทำให้ดูร่มรื่นมากยิ่งขึ้น

สำหรับชั้น Roof Garden จะมีชั้นนั่งแบบ Amphitheater ที่จะเป็น Step เดินขึ้นไป ที่จะสามารถนั่งชมวิวในบริเวณนี้ได้ แต่พื้นที่จะเป็น Outdoor ทั้งหมด กรณีที่ฝนตกจะไม่สามารถใช้งานในบริเวณนี้ได้นะคะ

พอเดินขึ้นมาด้านบนสุด มองออกไปจะเห็นระเบียงกระจกที่ทำให้เราเห็นวิวได้เต็มที่ ซึ่งจะได้เป็นวิวเปิดโล่ง เนื่องจากตึกอื่นจะมีขนาดที่เตี้ยกว่า ทำให้ไม่บดบังวิวค่ะ ถือว่าเป็นจุดที่ดีเลยทีเดียว สามารถขึ้นมาพักผ่อนหรือทำกิจกรรมในบริเวณนี้ได้

หรือถ้าขึ้นมาด้านบน จะมีพื้นที่หญ้าเทียมอยู่ ซึ่งตอนดึกๆเราจะสามารถมานั่งหรือนอนดูดาวบริเวณนี้ได้ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สีเขียวโดยรอบ ทำให้บรรยากาศดูร่มรื่นดีทีเดียวค่ะ

ถ้าเดินตรงมาเรื่อย จะมีบันไดขึ้นไปด้านบน ที่จะสามารถขึ้นไปดาดฟ้า หรือจุดสูงสุดของอาคารได้ ที่คาดว่าด้านล่างของดาดฟ้าจะเป็นพื้นที่งานระบบของอาคารค่ะ

ขึ้นมาด้านบนจะเป็นลานกลางแจ้ง ที่เป็นคอนกรีตธรรมดา ซึ่งเราจะสามารถชมวิวแบบ 360 องศา ได้เลย แต่แนะนำให้มาช่วงเย็นนะคะ ช่วงบ่ายๆแดดค่อนข้างแรงเลยค่ะ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก 

  • Lobby & Mailbox ที่ชั้น G ของทั้งสองตึก
  • พื้นที่สวนหย่อมชั้น G บริเวณตึก Low Rise
  • Library ชั้น G ของตึก High Rise
  • Co-working Space ของตึก High Rise
  • สระว่ายน้ำชั้น 16 ของตึก High Rise
  • Fitness ขั้นที่ 16 ของตึก High Rise
  • พื้นที่สวนหย่อมชั้น G บริเวณตึก Low Rise
  • ลิฟต์โดยสารแบ่งออกเป็น2 ส่วน
    • ตึก Low Rise ลิฟต์โดยสาร 2 ตัว อัตราส่วนลิฟท์โดยรวมประมาณ 1:60
    • ตึก High Rise ลิฟต์โดยสาร 3 ตัว อัตราส่วนลิฟท์โดยรวมประมาณ 1:133
    • ลิฟต์ Service ของตึก High Rise จะมีทั้งหมด 2 ตัว โดยจะแบ่งที่ขึ้นได้เฉพาะชั้นจอดรถ และขึ้นไปถึงชั้นที่ 30
  • ที่จอดรถ 235 คัน คิดเป็น 45% ไม่รวมจอดซ้อนคัน
  • ระบบ CCTV / Access Card


Product Walkthrough

สำหรับรีวิวฉบับนี้จะขอวิเคราะห์เฉพาะผังห้องทั้งหมดในโครงการนะคะ ไม่ได้พาไปชมห้องตัวอย่าง เนื่องจากพอเป็นห้องมือ 2 แล้วรายละเอียดต่างๆ ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละห้อง หากใครสนใจห้องในโครงการนี้แนะนำว่านัดเจ้าของหรือเอเจนซี่ไปดูสภาพและบรรยากาศภายในห้องกันเองเลยจะดีกว่าค่ะ เพราะจริงๆ มันมีหลายปัจจัยมากๆ ไม่ใช่เพียงการแต่งห้อง เช่น การดูแลรักษาห้อง ยังเหมือนใหม่หรือดูทรุดโทรมหรือไม่ มีอะไรชำรุดหรือเจ้าของเดิมเคยปล่อยห้องให้เช่ามาก่อนที่จะขายรึเปล่า และแน่นอนว่าหากเราไม่ได้ชอบการตกแต่งของเจ้าของเดิมสักเท่าไหร่ หรือห้องนี้ค่อนข้างทรุดโทรมแล้ว แต่เป็นห้องที่ตำแหน่งดี ได้วิวสวย ก็อาจจะต้องเผื่องบประมาณค่าตกแต่งหรือซ่อมแซมเพิ่มเติมไว้ด้วยนะคะ

สำหรับโครงการ Centric อารีย์ สเตชั่น ส่วนมากเน้นห้องพักอาศัยแบบ 1 Bedroom ขนาด 63 ตร.ม. โดยปัจจุบันราคาขายมือ 2 อยู่ที่ประมาณ 180,000 – 200,000 บาท/ตร.ม. ขึ้นอยู่กับระดับชั้น ตำแหน่งห้องและของที่มีมาให้ในห้อง ซึ่งตอนแรกทางโครงการจะขายมาแบบ Fully Furnished แต่เฟอร์นิเจอร์ที่ได้อาจจะไม่สมราคาสักเท่าไหร่ ซึ่งแต่ละห้องอาจจะมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างแล้ว ซึ่งห้องพักอาศัยจะมีทั้งห้องที่ได้ระเบียงและไม่ได้ระเบียง แต่ถ้าเราขอแนะนำให้เลือกห้องที่มีระเบียง เพื่อจะได้มีพื้นที่ตากผ้าเพิ่มค่ะ วันนี้เราเลยจะขอแนะนำทั้งห้อง 1 bedroom และห้อง 2 bedroom ที่มีระเบียงให้ได้ดูกันค่ะ

มาดูกันที่ห้องแรกกันค่ะ 1 Bedroom ขนาด 50.00 ตร.ม. เป็นแบบ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ซึ่งจะได้เป็นห้องครัวปิด รวมถึงห้องนอนและห้องนั่งเล่นจะติดกับหน้าต่างด้านนอก ที่สามารถรับแสงและวิวได้เต็มที่ สำหรับห้องนี้จะได้พื้นที่ระเบียงเพิ่มขึ้นมานะคะ

เริ่มเข้ามาภายในห้อง มีระดับพื้นถึงฝ้า 2.50 เมตร ห้องเดิมขายแบบ Fully Furnished ซึ่งปัจจุบันมีแต่ห้อง Re-sale ที่เฟอร์นิเจอร์ต่างๆขึ้นอยู่กับเจ้าของห้อง แล้วแต่คุยกับเจ้าของห้องเลยนะคะ ส่วนแรกที่จะพบคือมีพื้นที่ Foyer ด้านหน้า ที่สามาระวางชั้นรองเท้าบริเวณนี้ได้ ฝั่งซ้ายจะมีห้องครัวที่เราจะได้เป็นครัวปิด ทำให้สามารถทำอาหารจริงจังได้ เดินตรงเข้ามาระหว่างทางจะมีพื้นที่เหลือพอสำหรับวางโต๊ะสำหรับ 2 ที่นั่งได้ ถัดมาจะเป็นห้องนั่งเล่นที่สามารถวางโซฟาขนาด 2-3 ที่นั่งได้ ซึ่งจะอยู่ติดกับหน้าต่างขนาดใหญ่ทำให้สามารถรับแสงและสามารถระบายอากาศได้ด้วย รวมถึงมีระเบียงสามารถออกไปใช้งานได้ ระเบียงนี้จะสามารถใช้งานได้เต็มที่ เพราะจะมีที่วาง Condensing Unit แยกออกจากพื้นที่ระเบียงค่ะ

ถัดมาอีกฝั่งของตัวจะเป็นห้องนอน เป็นห้องสามารถวางเตียง 6 ฟุตได้ พร้อมรับแสงจากภายนอกและระบายอากาศได้ รวมถึงยังสามารวางตู้เสื้อผ้าได้นิดหน่อย ซึ่งรูปแบบห้องจะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก อยู่ในระยะที่พอเดินได้ ส่วนของห้องน้ำจะอยู่ด้านใน ที่จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือสามารถใช้งานได้ง่าย สามารถเปลี่ยนเสื้อผ้าภายในห้องได้เลย แต่กรณีที่มีแขกมา อาจจะไม่เป็นส่วนตัวมากนักเนื่องจากแขกจำเป็นต้องเดินผ่านห้องเราก่อนเข้าห้องน้ำนะคะ

ห้องต่อมาเป็น 2 Bedrooms ขนาด 55.50 ตร.ม. จะเป็นห้อง 2  bedroom 2  bath โดยตำแหน่งจะอยู่ซ้ายล่างของแปลนเป็นห้องที่หันออกทางด้านทิศตะวันตกเฉียง ที่จะเป็นวิวเปิดโล่ง เนื่องจากด้านนี้ยังไม่มีตึดสูงในระยะประชิด

เปิดเข้ามาภายในห้องมีความสูงจากพื้นถึงฝ้าเท่าเดิม 2.50 เมตร เปิดประตูเข้ามาจะเจอห้องรับประทานอาหารและนั่งเล่น ที่จะเป็นแบบเปิดโล่งกว้างขนาดใหญ่ ที่ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามใจชอบ ซึ่งจะสามารวางโต๊ะทานข้าว 4 ที่นั้ง หรือโซฟาสำหรับ 2 ที่นั่ง นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ระเบียงที่ออกไปใช้งานได้ ซึ่งจะสามารถใช้งานได้เต็มที่ เนื่องจากมีการแยกจุดเพื่อซ่อน Condensing Unit ออกจากพื้นที่ระเบียง สำหรับห้องครัวจะได้เป็นครัวปิดที่อยู่ชิดริมด้านนอกที่มีหน้าต่างทำให้สามารถระบายอากาศได้ ทำให้สามารถทำอาหารจริงจังได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องกลิ่นเลยค่ะสำหรับฝั่งตรงข้ามจะเป็นทางเข้าห้องน้ำที่ไม่ใหญ่มาก แต่จะแบ่งสัดส่วนเปียกแห้งชัดเจน

ส่วนต่อไปคือส่วนพื้นที่พักผ่อนโดยจะเริ่มที่ห้องนอน Bedroom ด้านในจะสามารถวางเตียง 3.5 ฟุตได้ ซึ่งมีพื้นที่รอบเตียงพอใช้งานได้ ซึ่งห้องนี้จะได้หน้าต่างขนาดใหญ่ ที่จะได้แสงและสามารถระบายอากาศได้ แต่เวลาดึกๆจะเข้าห้องน้ำจะต้องเปิดออกไม่ใช้ที่พื้นที่ตรงกลาง ซึ่งต้องใช้รวมกันกับแขกนะคะ ถัดมาที่ห้อง Master Bedroom สามารถวางเตียง 6 ฟุตได้ แต่จะมีพื้นที่รอบเตียงพอใช้งานได้นะคะ ภายในห้องจะได้หน้าต่างขนาดใหญ่ ที่จะได้เป็น Bay Window ซึ่งเห็นวิวได้ 2 ทิศทาง โดยตำแหน่งห้องนี้จะไม่มีวิวบดบังค่ะ สำหรับห้องน้ำมีการแบ่งสัดส่วนการใช้งานชัดเจน แต่น่าเสียดายที่ห้องน้ำไม่มีหน้าต่าง ซึ่งต้องใช้เครื่องดูดอากาศเพื่อระบายความชื้นออกไปด้านนอกค่ะ

ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 25 January 2019 (แบบ Re-Sale)

  • ชั้น 8 ห้อง 1 Bedroom ขนาด 33 ตร.ม. ราคา 6.20 ล้านบาท หรือ 187,878 บาท / ตร.ม.
  • ชั้น 10 ห้อง 2 Bedrooms ขนาด 53 ตร.ม. ราคา 8.99 ล้านบาท หรือ 167,924 บาท / ตร.ม.
  • ชั้น 15 ห้อง 1 Bedroom ขนาด 33 ตร.ม. ราคา 6.20 ล้านบาท หรือ 187,878 บาท / ตร.ม.
  • เดิมขายแบบ Fully Furnished
  • ฝ้าเพดานสูง 2.50 เมตร
  • Kitchen & Sink
  • Hob & Hood
  • ค่าส่วนกลาง 55 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ


เจาะลึกรวบยอด

ทำเล –  จัดว่าเป็นทำเลที่ดีทีเดียว เดินทางได้สะดวกทั้งรถยนต์ส่วนตัวหรือรถไฟฟ้า เรื่องความอุดมสมบูรณ์ถือเป็นหัวใจสำคัญของย่านอารีย์เลยค่ะ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีของกินตลอดทางที่สามารถเดินไปมาได้สบาย ส่วนถ้าพูดถึงห้างใหญ่ๆก็จะอยู่ติดกับถนนพหลโยธิน ไม่ว่าจะเป็น La Villa อารีย์, Aqua อารีย์ และ Big C สะพานควาย ที่ถือว่าเป็นระยะที่อยู่ไม่ไกลมาก เดินทางไปใช้งานได้สะดวก สำหรับทำเลที่ตั้งโครงการจะติดกับซอยราชครู ที่ภายในซอยจะมีทั้งอเวนิวและร้านอาหารต่างๆมากมาย ถือว่าหาของกินได้ไม่ยากเลยค่ะ

การเดินทางโดยใช้รถ – เป็นซอยที่สามารถทะลุออกไปทั้งถนนพระราม6 และถนนพหลโยธิน แถมยังอยู่ไม่ไกลจากทางด่วนคลองประปาทั้ง 1 และ 2 ที่สะดวกทั้งขาเข้าเมืองและขาออกเมือง แถมภายในซอยอารีย์ยังลัดเลาะไปออกประดิพัทธิ์ได้ ยังมีที่จอดรถภายในโครงการประมาณ 45% ไม่รวมจอดซ้อนคัน ซึ่งให้มาไม่มากนัก แต่จากที่เดินไปดูมาก็ยังมีที่ว่างเหลือเยอะอยู่นะคะ เนื่องจากเป็นทำเลที่ใกล้รถไฟฟ้าจึงไม่เน้นใช้รถยนต์มากนัก

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ – ถือว่าสะดวกทีเดียว ห่างจากรถไฟฟ้า BTSอารีย์ ประมาณ 450 เมตร หรือเดินเพียง 5 นาที เป็นระยะที่เหงื่อยยังไม่ออกก็ถึงโครงการแล้วนะคะ นอกจากนี้ถ้าใครต้องการย่นระยะทางเดินในเวลากลางวัน เราก็มีทางพิเศษแนะนำคือทางเข้าของร้าน “Kid-Mai Death Cafe” ที่สามารถย่นระยะทางได้ถึง 200 เมตร นอกจากนี้ภายในซอยยังมีผู้คนเดินผ่านไปมา บรรยากาศโดยรอบไม่เปลี่ยวมากนัก และสามารถเดินไปขึ้นพี่วินหรือแท็กซี่ก็มีให้เรียกได้ไม่ยาก

การออกแบบ – โครงการเป็นแบบตึกคู่ ที่จะมีทั้งตึก High Rise และ Low Rise ภายในพื้นที่เดียวกัน ข้อดีของที่นี้คือมีทั้งตึกเตี้ยและตึกสูง ให้เลือกตาม Lifestyle ที่แตกต่างกัน บางคนชอบความวิวสูง บางคนไม่เน้นวิวมุมสูง แต่ชอบบรรยากาศสวนและพื้นที่สีเขียว ก็สามารถเลือกได้ตามใจคน แต่ข้อเสียคือทั้ง 2 อาคารจะไม่เชื่อมกัน รวมถึงตึกเตี้ยจะไม่มีพื้นที่ส่วนกลางและที่จอดรถในอาคาร ทำให้ถ้าหากอยากใช้งานต้องเดินออกไปใช้งานรวมกับตึกสูง ซึ่งทำให้ต้องกดลิฟต์ถึง 2 ครั้ง ก็อาจจะไม่สะดวกมากนัก แต่สำหรับตึกสูง วิวโดยรอบถือว่าค่อนข้างโล่ง จะมีเพียงบางมุมที่โดนบังแต่ตัวโครงการของเราจะมีความสูงมากสุดถ้าเทียบกับโครงการในละแวก ทำให้ถ้าเราขึ้นไปใช้งานที่ Roof Garden เราจะได้วิวแบบ 360 องศาเลยค่ะ

การออกแบบผังอาคาร – จะมีการวางทางเดินทั้งแบบ Single Corridor  และ Double Corridor ซึ่งทางเดินแบบ Single นอกจากจะได้ความเป็นส่วนตัวแล้ว ฝั่งตรงข้ามจะทำเป็นแนวกระจกที่จะได้ทั้งแสงและสามารถระบายอากาศได้ดี  สำหรับตึกสูงจำนวนห้องจะค่อยๆลดลงไปตามสัดส่วนของตึก มียูนิตมากสุดที่ 23 ยูนิตและน้อยสุดเพียง 6 ยูนิต แต่มีในบางชั้น ที่ทางเดินจะมีแสงเข้ามาน้อยทำให้ต้องเปิดไฟตลอดเวลานะคะ

การออกแบบภายในห้องพักอาศัย  โครงการนี้จะมีทั้งห้องพักที่ได้ระเบียงและไม่ได้ระเบียง ซึ่งขอแนะนำให้เลือกแบบมีระเบียงจะดีกว่า เนื่องจากห้องที่ไม่มีระเบียง เราจะต้องเอาผ้ามาตากรวมกับบริเวณที่ตั้ง Condensing Unit ซึ่งพื้นที่ระเบียงค่อยข้างเล็ก ตากผ้าลำบากหน่อย  ตัวโครงการจะเน้นไปทางห้อง 1 bedroom ที่มีให้เลือกหลากหลายแบบเนื่องจากตัวอาคารเป็นรูปตัว C ทำให้มีห้องหันออกหลากหลายทิศ ซึ่งต้องมาดูกันแล้วแต่ความชอบว่าอยากได้วิวและรูปแบบห้องยังไง สำหรับห้องนี้จะเหมาะกับครอบครัวเล็กอยู่กัน 2 คน ส่วนห้อง 2 bedroom จะเป็นห้องมุมของแต่ละชั้น ที่จะมีเพียง 5 ห้อง/ชั้น สำหรับพื้นที่ภายในแบ่งสัดส่วนชัดเจน จะได้เป็นห้องครัวปิด และห้องน้ำจะอยู่ภายในห้องนอนสำหรับห้อง 1 bedroom แต่พื้นที่ใช้สอยจะพอดีสำหรับการใช้งานค่ะ

วัสดุ  – เนื่องจากโครงการนี้สร้างเสร็จมานานแล้ว รูปแบบการขายเป็นแบบมือสอง รายละเอียดเรื่องวัสดุนั้นหลายๆห้องมีการตกแต่งต่อเติมซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายห้องว่า ห้องได้เราได้อะไร คุ้มค่าหรือไม่ มีทั้งห้องที่ขายพร้อมเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งอย่างดี และห้องที่ขายเป็นห้องเปล่าๆ อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาสภาพห้องประกอบด้วยว่าอยู่ในสภาพที่ดีหรือไม่ค่ะ

สาธารณูปโภค – โครงการนี้ให้พื้นที่ส่วนกลางแบบจัดมาให้เยอะเลยทีเดียว สอดคล้องกับจำนวนยูนิตและจำนวนผู้อยู่อาศัย โดยพื้นที่ส่วนกลาง จะอยู่ที่ตึกสูงทั้งหมด โดยจะเริ่มตั้งแต่ชั้นที่ 1 ที่จะมีห้องสมุดและ Co-working Space มีขนาดใหญ่ จัดโต๊ะที่และที่นั่งไว้เพียงพอต่อการใช้งาน พร้อมเปิดแอร์และมี WiFi Free ตลอดทั้งวัน สำหรับพื้นที่ Courtyard ของตึก Low Rise จะมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ที่ทำให้บรรยากาศดูร่มรื่นทีเดียว ถัดขึ้นไปที่ชั้น 7 จะมีพื้นที่สวนหย่อม ที่สามารถมาเดินออกกำลังกายบริเวณนี้ได้ สำหรับ Facilities หลักๆจะอยู่ที่ชั้น 16 ที่จะมีทั้งฟิสเนส, ห้องสตรีม และ สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ส่วนถ้าใครอยากดูวิวของแนะนำให้ขึ้นไปที่ชั้น 30 .จะเป็น Roof Garden ที่ทางโครงการจะทำที่นั่งแบบ Amphitheater ที่จะเป็น Step เดินขึ้นไป ที่จะสามารถนั่งชมวิวในบริเวณนี้ได้ แต่พื้นที่จะเป็น Outdoor ทั้งหมด กรณีที่ฝนตกจะไม่สามารถใช้งานในบริเวณนี้ได้

Judgement

เนื่องจาก Centric อารีย์ สเตชั่น เป็นโครงการที่ขายหมดแล้ว ปัจจุบันรูปแบบการขายเปลี่ยนแปลงเป็นแบบ Re-sale ซึ่งค่อนข้างมีความแตกต่างกันไปทั้งเรื่องของวัสดุ การตกแต่งภายในห้อง รวมทั้งเรื่องของราคาที่ค่อนข้างหลากหลายขึ้นอยู่กับตำแหน่งและสภาพห้อง ความพึงพอใจราคาเกิดขึ้นจากการตกลงกันระหว่างคนซื้อและคนขาย ดังนั้นเราจึงขอไม่ให้คะแนนในรีวิวนี้นะคะ

BOTTOM LINE

โครงการ Centric อารีย์ สเตชั่น เหมาะกับคนที่กำลังหาคอนโดมิเนียมในย่านอารีย์ ที่สามารถเดินทางได้สะดวกทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถไฟฟ้า หาของกินของใช้ง่าย มีให้เลือกทั้งแบบ High Rise และ Low Rise เน้นพื้นที่ส่วนกลางให้มาค่อนข้างเยอะน่าใช้งาน รูปแบบห้องมีให้เลือกหลากหลาย สามารถเลือกได้ตามใจชอบ มีงบประมาณ 6 – 10 ล้านขึ้นไป หรือมีกำลังผ่อนต่อเดือนที่45,000 – 70,000 บาท/ตร.ม.

เกี่ยวกับผู้เขียน

แสดงความคิดเห็น (0)