พาชมตึกเสร็จ Esta Bliss คอนโด Low Rise บนถนนรามอินทราตอนปลาย ใกล้แยกมีนบุรีและรถไฟฟ้าสายสีชมพู จาก AssetWise [รีวิวฉบับที่ 1405]

August 16, 2017 08:000 comments

รีวิวฉบับที่ 1405 … สวัสดีค่ะ วันนี้จะพาไปชมคอนโดตึกเสร็จพร้อมอยู่ แถบย่านมีนบุรีกับโครงการ Esta Bliss หมู่คอนโด Low Rise 3 อาคาร ติดถนนรามอินทรา ใกล้รถไฟฟ้าสายสีชมพูในอนาคต มาพร้อมกับ Facilities โครงการแบบจัดเต็มเกือบไร่ และตกแต่งแบบ Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่เลย ในราคาหยิบจับง่ายเร่ิม 1.39 ล้านบาท จะเป็นอย่างไรตามไปอ่านกันค่ะ

Fact @ 10 August 2017

  • Esta Bliss (เอสต้า บลิส)
  • บริษัท แอสเซท ไวส์ จำกัด
  • ECONOMY CLASS (อ่านรายละเอียดของ Segment คอนโดได้ที่นี่)
  • โครงการตั้งอยู่ : บนถนนรามอินทรา เขตมีนบุรี
  • คอนโด Low Rise 8 ชั้น 3 อาคาร 634 ยูนิต และร้านค้า 2 ยูนิต
  • ที่จอดรถประมาณ 280 คันคิดเป็น 44%
  • ที่ดินประมาณ 6-0-66 ไร่
  • สถานะโครงการ : แล้วเสร็จพร้อมอยู่
  • 1 Bedroom 23-28 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus 31-41 ตร.ม.
  • 2 Bedrooms 45-54 ตร.ม.
  • ฝ้าเพดานสูง 2.4 เมตร
  • ราคาห้องเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท
  • ราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรทั้งโครงการ 65,000 บาท/ตร.ม.
  • เวปไซต์โครงการ : คลิกที่นี่
  • โทร  : 099-535-5539

เพียงแค่การกด Like ก็เท่ากับการสนับสนุนข้อมูลเชิงลึกจาก Think of Living แล้วค่ะ

สามารถเลือกอ่านตามหัวข้อต่างๆได้โดยกดปุ่มด้านล่างครับ


เจาะลึกเรื่องทำเลที่ตั้ง

พิกัด : 13.812552, 100.715173

โครงการ Esta Bliss ตั้งอยู่บริเวณถนนรามอินทราตอนปลาย ช่วงใกล้แยกเมืองมีน (มีนบุรี) บริเวณทำเลนี้จัดเป็นโซนแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งการค้าขายขนาดใหญ่เรื่องความอุดมสมบูรณ์เรียกได้ว่าอยู่ในระดับคึกคัก เน้นไปทางพวกตลาดนัด ตลาดสดทั้งขายส่งและขายปลีกค่อนข้างมาก พร้อมทั้งมี Hyper Market ขนาดใหญ่พอสมควร แต่จะไม่ได้อยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้ามากนัก ใครอยากไปเดินห้างก็จะมีที่ใกล้ที่สุดคือ Fashion Island และ The Promenade ซึ่งอยู่ถัดไปประมาณ  4.5 กม.

พูดถึงในแง่ของที่อยู่อาศัยในละแวกนี้ ส่วนใหญ่ยังสามารถหาโครงการแนวราบได้อยู่เรื่อยๆ ในราคาประมาณ 2-4 ล้านบาทก็ยังพอหาได้ แต่ก็จะอยู่เลยจากแยกเมืองมีนไปอีก หรืออยู่ในซอยย่อย ไม่ได้ติดถนนรามอินทราเลย ซึ่งสำหรับโครงการคอนโดมิเนียมนี้ที่มาเปิดในทำเลนี้จึงตอบโจทย์กลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์ใหม่ ต้องการอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมโดยเฉพาะ ได้ใช้ Facilities และเน้นเดินทางสะดวก เพราะตัวโครงการติดถนนใหญ่รามอินทรา รวมไปถึงคาดหวังการเดินทางด้วนรถไฟฟ้าในอนาคตด้วย ซึ่งมีราคาหยิบจับไม่ยาก เริ่มต้นที่ 1.39 ล้าน

ทำเลย่านมีนบุรีเป็นทำเลที่มีความเฉพาะเจาะจงพอสมควร เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่และแหล่งการค้าขายขนาดใหญ่เช่นกัน จะเห็นว่าโดยรอบแยกเมืองมีนใกล้ตำแหน่งโครงการ (แรเงาสีเหลือง) มีตลาดสดและตลาดนัดเยอะมาก Hyper Market รวมไปถึงโรงพยาบาล โรงเรียน เรียกว่าครบครันในระยะห่างจากโครงการไม่เกิน 2 กม. จึงเป็นทำเลที่มีความอุดมสมบูรณ์พอที่จะตอบโจทย์การอยู่อาศัยแบบแนวสูงได้เช่นกัน

สำหรับการเดินทางของโครงการ Esta Bliss นี้จัดว่าสะดวกในการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว เนื่องจากตัวโครงการอยู่ติดกับถนนใหญ่รามอินทราเลย และอยู่ไม่ไกลจากแยกเมืองมีน เหมาะกับคนที่ทำงานในละแวกช่วงรามอินทราและเสรีไทยตอนปลาย หรือเดินทางเข้า-ออกเมืองก็ได้เช่นกัน รวมทั้งอยู่ไม่ไกลจากวงแหวนรอบนอกมากนัก (มอเตอร์เวย์) จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการอยู่คอนโดในย่านความอุดมสมบูรณ์ที่ตัวเองคุ้นเคย เดินทางเข้า-ออกเมืองได้ง่ายด้วยรถยนต์ส่วนตัว

และโครงการนี้ก็ยังตอบโจทย์กลุ่มคนที่คาดหวังการใช้รถไฟฟ้าในอนาคตได้อีกด้วย โดยตัวโครงการจะอยู่ใกล้กับสถานีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ ในระยะที่เดินได้ง่าย ซึ่งอาจจะไม่สามารถตอบระยะห่างได้ชัดเจนนะคะ แต่จากข้อมูลการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนประเทศไทยได้ให้ข้อมูลมาคร่าวๆ ว่าจะอยู่ใกล้กับโรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญค่ะ โดยในอนาคตโครงการนี้ก็จะมีตัวเลือกในการเดินทางได้สะดวกมากขึ้นด้วยรถไฟฟ้าค่ะ

ส่วนใครที่ไม่ได้ขับรถยนต์ส่วนตัว เน้นใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะนั้น ก็ไม่ลำบากนะคะ เพราะจริงๆ แล้วบริเวณแถบตลาดมีนบุรีเองเป็นอีกหนึ่งจุดศูนย์รวมการคมนาคมทั้งรถเมล์ และรถตู้ ให้เลือกเดินทางไปได้หลากหลายเส้นทางเลยค่ะ นอกจากนี้ด้วยความที่โครงการอยู่ติดถนนใหญ่เลยการจะเรียกรถแท็กซี่ก็ง่าย  ไม่เปลี่ยวด้วยค่ะ

การเดินทางวันนี้จะเริ่มต้นจากถนนเสรีไทย บริเวณแยกสวนสยามมุ่งหน้าไปทางมีนบุรี ตรงไปเรื่อยจนถึงแยกเมืองมีน ซึ่งเป็นสี่แยกใหญ่ตัดระหว่างถนนเสรีไทย ถนนรามอินทรา ถนนสีหบุรานุกิจ และถนนสุวินทวงศ์ จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนนรามอินทราฝั่งมุ่งหน้าไปทางหลักสี่ ซึ่งจากแยกตรงมาอีกประมาณ 200 ม. ก็ถึงโครงการแล้วค่ะ

เริ่มต้นเส้นทางกันที่บริเวณแยกสวนสยาม ซึ่งตัดระหว่างถนนเสรีไทยกับถนนสวนสยาม โดยเราจะตรงไปตามถนนเสรีไทยกัน

ขับตรงมาเรื่อยๆ ผ่านนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ซึ่งเป็นแหล่งโรงงานต่างๆ รวมกันหลายโรงงาน ช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเช้า-เย็นจะค่อนข้างคึกคักเพราะมีพนักงานโรงงานจำนวนมาก

เรามุ่งหน้ามาถึงช่วงใกล้แยกเมืองมีน โดยเราจะไปตามป้ายหลักสี่ ก็ชิดซ้ายเลยค่ะ ส่วนฝั่งขวาช่วงแยกเมืองมีนนั้นจะเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลเสรีรักษ์ จัดเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในละแวกนี้และใกล้กับโครงการมากที่สุด

ก่อนจะถึงแยก สำหรับใครที่มาทางถนนเสรีไทย แล้วขี้เกียจเสียเวลารอไฟเขียวไฟแดงที่แยกเมืองมีนก็มีทางลัดไม่ต้องรอสัญญาณไฟที่แยก โดยลัดเข้าซอยรามอินทรา 90 ไปออกได้ค่ะ ส่วนวันนี้เราจะไปทางแยกเมืองมีนให้ดูกันนะคะ

ถึงแยกเมืองมีนแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนรามอินทราได้เลยค่ะ

เมื่อเลี้ยวเข้าถนนรามอินทรามาแล้ว จะเจอกับสุขภัณฑ์เซ็นเตอร์ก่อน ซึ่งเป็นร้านที่อยู่ติดกับโครงการเลย

ตรงมาอีกหน่อยก็เจอทางเข้าโครงการ Esta Bliss แล้วค่ะ

**รูปนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการแบบคร่าวๆไม่สามารถใช้อ้างอิงอย่างเป็นทางการได้นะคะ

สภาพแวดล้อมโดยรอบโครงการค่อนข้างคึกคัก ผสมผสานระหว่างที่อยู่อาศัยทั้งแบบบ้านพักอาศัย อพาร์ทเม้นท์ต่างๆ กับแหล่งสถานประกอบการอย่างร้านขายสุขภัณฑ์ เซรามิก และเตนท์รถ รวมไปถึงอยู่ใกล้กับโรงเรียนด้วย ทำให้บรรยากาศมีความคึกคัก ไม่เปลี่ยวหรือเงียบสงบมากนักค่ะ

  • ทิศเหนือ : ถนนรามอินทรา, โรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ
  • ทิศตะวันออก : สุขภัณฑ์เซ็นเตอร์
  • ทิศใต้ : ถนนเสรีไทย
  • ทิศตะวันตก : บ้านพักอาศัยสูงประมาณ 2 ชั้น และอพาร์ทเม้นท์สูงไม่เกิน 5 ชั้น

มาดูบรรยากาศรอบๆ โครงการกันนะคะ ฝั่งทิศตะวันออกของโครงการจะอยู่ติดกับสุขภัณฑ์เซ็นเตอร์ ซึ่งมีจำหน่ายกระเบื้อง สุขภัณฑ์ ก็อกน้ำและเครื่องครัวต่างๆ ภายในก็มีร้านขายอาหารเล็กๆ ด้วยนะคะ เผื่อใครขี้เกียจเดินไปไหนไกล และไม่อยากทำกับข้าวเองก็มาซื้อกินกันได้

อีกฝั่งหนึ่งของโครงการ อยู่เยื้องกับโรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ ซึ่งในอนาคตบริเวณนี้จะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู “เศรษฐบุตรบำเพ็ญ” ช่วยให้ลูกบ้านมีตัวเลือกในการเดินทางเข้าเมืองมากขึ้น

สถานที่สำคัญใกล้เคียงต่างๆ เช่น

  • โรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ ~400 ม.
  • ตลาดมีนบุรี 1 ~1.5 กม.
  • ศูนย์การค้าตลาดมีนบุรี 1 ~1.5 กม.
  • Makro รามอินทรา ~2 กม.
  • Amorini ~3.1 กม.
  • ร.พ.นพรัตนราชธานี ~3.2 กม.
  • สวนสยาม ~4.6 กม.
  • Fashion Island ~6.4 กม.
  • The Promanade ~6 กม.
  • Makro บางกะปิ ~12.2 กม.
  • The Mall บางกะปิ ~12.2 กม.
  • ตะวันนา ~12 กม.
  • RBAC ~14.2 กม.
  • NIDA ~10.4 กม.
  • ตลาดปัฐวิกรณ์ ~7.8 กม.
  • Crystal Design Center (CDC) ~12.4 กม.
  • Centralfestival Eastville ~13.6 กม.
  • Crystal Park ~12.1 กม.
  • รพ.ลาดพร้าว ~14.9 กม.
  • รพ.เวชธานี ~13.3 กม.


เจาะลึกตัวโครงการ

โครงการ Esta Bliss เป็นโครงการคอนโดมิเนียม Low Rise ที่มีอาคารทั้งหมด 3 อาคาร บนเนื้อที่ดินประมาณ 6 ไร่กว่า การจัดวางผังอาคารจะเป็นไปตามรูปร่างของที่ดิน โดยวางในลักษณะขนานกัน ตรงกลางของอาคารทั้ง 3 อาคารนั้นจัดให้เป็น Facilities ส่วนกลางเชื่อมกันทั้งหมด เพื่อให้ลูกบ้านทั้งหมดสามารถเข้าถึงพื้นที่ส่วนกลางได้สะดวก รวมทั้งห้องที่อยู่ฝั่งด้านในก็จะได้วิวเป็นพื้นที่ส่วนกลางไปด้วยในตัว

สำหรับชั้น 1 นั้นจากทางเข้าอาคารมาจะเป็นส่วนที่จอดรถใต้อาคารทั้งหมด ซึ่งที่จอดรถนี้มีเส้นทางเชื่อมเข้าไว้ด้วยกันทั้ง 3 อาคาร ลูกบ้านสามารถจอดได้ทั้งหมด ไม่ได้กำหนดตำแหน่งที่จอดรถ โดยจำนวนที่จอดรถของโครงการให้มาประมาณ 44% ถือว่าให้มามาตรฐานกับระดับราคาของโครงการนะคะ โดยวันที่เข้าไปสำรวจโครงการก็เห็นว่าที่จอดรถดูไม่หนาแน่นมากนัก อาจเป็นเพราะตัวโครงการอยู่ติดถนนใหญ่จึงมีตัวเลือกในการเดินทางได้หลากหลายด้วย และในอนาคตก็จะสบายมากขึ้นเพราะมีรถไฟฟ้าเข้ามาเพิ่มตัวเลือกในการเดินทางอีก ในส่วนของชั้น 1 ที่เป็นชั้นจอดรถก็จะมีโถงลิฟต์ของแต่ละอาคารด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกกับลูกบ้าน

ชั้น 2 เรียกว่าเป็นชั้นหลักของโครงการเลยก็ว่าได้ค่ะ ชั้นนี้จะเชื่อมโยงกันด้วย Facilities ทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เพียง Facilities ตรงกลางระหว่างทั้ง 3 อาคารเท่านั้น แต่ยังมี Facilities ภายในแต่ละอาคารด้วย โดยทั้ง 3 อาคารสามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งหมด และไม่ได้ไปรบกวนในส่วนของห้องพักอาศัยของอาคารนั้นๆ เนื่องจากทางโครงการออกแบบให้มีทางเข้าแยกจากกัน คนละส่วน ซึ่งทางเข้าส่วนห้องพักอาศัยในแต่ละอาคารจะต้องใช้ Keycard Access ถึงจะผ่านเข้าไปได้ เพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของลูกบ้านในอาคารนั้นๆ ได้เป็นอย่างดีค่ะ

จากซุ้มหน้าโครงการ ตกแต่งมาในสไตล์ Modern เน้นความเรียบง่ายและใช้วัสดุไม้เทียม ดูสวยงาม มีหลังคาด้านบนช่วยกันแดดและกันฝนได้ดีทีเดียว ส่วนการแบ่งทางสัญจรเข้า-ออกทำออกมาได้ชัดเจน คั่นกลางด้วยป้อมยามตรงกลาง ดูแลรักษาความปลอดภัยได้ง่ายจากทั้ง 2 ฝั่ง

สำหรับระบบการเข้า-ออกที่นี่จะใช้เป็น Keycard Access ระยะใกล้ เปิด-ปิดด้วยไม้กั้นกระดกอัตโนมัติ สะดวกในการใช้งานดีค่ะ ส่วนอีกด้านแยกทางเดินสำหรับคนเดินให้เรียบร้อย เพื่อให้ลูกบ้านที่เดินเข้า-ออกโครงการเดินได้สะดวก ไม่ต้องคอยหลบหลีกรถด้วย

เข้ามาภายในฝั่งซ้ายมือจะเป็นทางเข้า-ออกส่วนที่จอดรถของอาคาร A และ B แต่หากใครอยู่อาคาร C ก็ไม่จำเป็นต้องอ้อมไปกลับรถเพื่อมาจอดที่อาคาร C นะคะ สามารถเลี้ยวขวา ผ่านจุด Drop-Off เข้าไปยังส่วนที่จอดรถอาคาร C ได้เลยค่ะ สะดวกกว่า แต่เดี๋ยวเราจะพาไปเดินดูส่วนที่จอดรถและบรรยากาศรอบข้างไล่ไปตั้งแต่อาคาร A,B และ C นะคะ

ภายในชั้น 1 ที่ทำเป็นชั้นที่จอดรถใต้อาคารนั้นมีระดับความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานไม่สูงมากนัก เพื่อนำความสูงไปเฉลี่ยในชั้นพักอาศัยแทน บริเวณที่จอดรถตกแต่งมาตรฐานนะคะ ลักษณะถนนเป็นแบบ 2 เลนสวนทางกัน จัดเป็นขนาดความกว้างกะทัดรัดตามขนาดของอาคาร

ชอบการออกแบบเล่นระดับระหว่างส่วนที่จอดรถและชั้น Facilities ส่วนกลางมาก ด้วยการที่เล่นระดับให้อยู่คนละระดับสายตากัน รวมไปถึงมีการออกแบบ Landscape ที่บังสายตาจากส่วนที่จอดรถได้ดี แสดงถึง Detail ในการออกแบบที่ทางโครงการตั้งใจทำออกมาเพื่อให้เกิดความสวยงามและสร้างบรรยากศบริเวณ Facilities ได้ดีมากขึ้น

สำหรับชั้นนี้ในแต่ละอาคาร จะมีโถงลิฟต์ในชั้นที่จอดรถ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขึ้น-ลงส่วนที่จอดรถให้กับลูกบ้าน

ภายในโถงลิฟต์มีขนาดกะทัดรัด ไม่ได้เน้นความโอ่โถงเหมือนชั้น 2 ที่เปรียบเหมือนเป็นชั้นหลักของอาคาร โดยภายในโถงนี้จะมีรถเข็นไว้บริการ สำหรับลูกค้าที่ต้องยกของเยอะ หรือของขนาดใหญ่ให้ด้วยค่ะ ซึ่งเมื่อใช้เสร็จก็ต้องนำลงมาวางที่เดิม เพื่อให้คนอื่นได้ใช้เช่นเดียวกัน

ระหว่างอาคาร A และ B จะเว้นพื้นที่ไว้ระดับนึง เพื่อให้ห้องพักที่อยู่ด้านนี้ไม่รู้สึกอึดอัดมากเกินไปนะคะ ตรงไปนั้นจะเป็นอาคาร B ส่วนเลี้ยวขวามาจะเป็นทางเข้าของส่วน Facilities ค่ะ แต่จะทำไว้สำหรับให้คนเดินผ่านเท่านั้นนะคะ ไม่อนุญาตให้รถวิ่งผ่านหรือกลับรถ

เข้ามาภายส่วนที่จอดรถอาคาร B ก็จะเจอโถงลิฟต์เช่นเดียวกับอาคาร A เลยค่ะ

ตรงมาอีกหน่อยจะเจอกับทางเลี้ยวไปยังอาคาร C หรือตรงไปสุดด้านหลังอาคาร B เลยจะเป็นสวนและสนามเด็กเล่นค่ะ

ด้านข้างที่ขนานไปกับส่วนที่จอดรถ ทางโครงการก็มีทำทางเดินไว้ให้เรียบร้อย สามารถเดินจากหน้าโครงการไปหลังสุดโครงการได้เลย ไม่ต้องเดินบนถนนจากส่วนที่จอดรถ ซึ่งการแยกทางเดินคนและทางเดินรถออกชัดเจนเลยนอกจากจะสะดวกแล้วก็ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ด้วยนะคะ ส่วนรอบๆ ข้างของทางเดินมีการปลูกต้นไม้ทั้งแบบไม้พุ่มและไม่ยืนต้น ตลอดแนวรั้วโครงการเลย สร้างบรรยากาศในระหว่างทางร่มรื่นมากขึ้น แต่ถ้าจะให้เดินได้สบายมากขึ้นน่าจะมี Cover Way กันแดดกันฝนเพิ่มขึ้นมาหน่อยจะน่าเดินมากขึ้นเยอะเลยค่ะ

มาถึงสวนด้านหลังโครงการ เนื่องจากที่ดินด้านหลังโครงการที่อยู่ติดกับถนนเสรีไทยนั้นเป็นลักษณะปลายแหลม เลยมีพื้นที่ไม่มากพอที่จะสร้างอาคารได้ เมื่อต้องเป็นพื้นที่ว่างนั้นทางโครงการก็จัดสวนให้เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโครงการมากขึ้น โดยทำออกได้สวยงามทีเดียว ซึ่งจัดให้เป็นสนามเด็กเล่นและพื้นที่นั่งเล่นด้านใน ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่และไม้พุ่มตลอดแนวรั้ว

บริเวณสนามเด็กเล่นจัดเครื่องเล่นเด็กแบบ Outdoor มาให้ทั้งหมด 3 เครื่องเล่นด้วยกัน มีแบบปีนป่าย ชิงช้า และสไลด์เดอร์

สุดทางของสวนจัดพื้นที่นั่งเล่นแบบ Outdoor ให้ ด้านบนได้เป็นหลังคาแบบกันแดดกันฝนได้ สำหรับใครที่ต้องการพื้นที่สงบในสวนมานั่งทำงานหรืออ่านหนังสือชิลๆ ก็มานั่งเล่นมุมนี้เลยค่ะ

หลังจากพาไปดูด้านหลังโครงการมาแล้ว เราจะย้อนกลับมาทางที่เราจะเลี้ยวไปยังอาคาร C กันนะคะ สำหรับทางนี้จะเป็นเลนเดียว ไม่มีรถสวนมา

บริเวณพื้นที่จอดรถของอาคาร C ก็จะคล้ายคลึงกับอาคาร A และ B ค่ะ

มีโถงลิฟต์ให้เช่นเดียวกัน

ถัดมาจะเป็นทางแยกโดยตรงไปหรือเลี้ยวซ้ายจะไปยังที่จอดรถกลางแจ้ง ส่วนเลี้ยวขวาไปยังส่วน Drop-Off ค่ะ

บริเวณพื้นที่รอบอาคารก็มีการปรับให้เป็นส่วนที่จอดรถกลางแจ้งเพื่อเพิ่มจำนวนที่จอดรถมากขึ้น

ด้านหลังส่วนที่ใกล้กับอาคารก็จัดพื้นที่สีเขียวให้เรียบร้อย ดูร่มรื่นดี

ออกมายังส่วน Drop-Off และบริเวณทางเข้า-ออกโครงการนะคะ

ติดกับทางเข้า-ออกสำหรับรถยนต์ของโครงการ จะเป็นส่วนทางเข้า-ออกหลักสำหรับคนเดินเข้าค่ะ แต่ที่ไปสำรวจโครงการมาประตูนี้ไม่ได้เปิดไว้นะ เข้าใจว่าส่วนนึงอาจจะเป็นเพราะไม่มีรปภ.ดูแลบริเวณนี้ แต่ไปดูแลส่วนซุ้มทางเข้า-ออกโครงการสำหรับรถยนต์แทน ดังนั้นคนที่เดินเข้าโครงการก็ต้องไปเดินเข้าจากซุ้มโครงการแทนซึ่งก็ไม่ได้ลำบากอะไร เพราะมีทำทางเดินแยกไว้ให้เช่นเดียวกัน

มาดูส่วน Facilities โครงการกันค่ะ ไล่ไปตั้งแต่หน้าโครงการไปเรื่อยๆ จนถึงอาคาร B ที่อยู่ด้านหลังสุดกันเลย จะเห็นว่าบริเวณพื้นที่ส่วนกลางมีการยกระดับพื้นขึ้นสูงมาครึ่ง step อยู่ระดับกลางระหว่างพื้นที่จอดรถและชั้น 2 ของอาคาร อย่างที่บอกว่าช่วยบังสายตาจากส่วนที่จอดรถ และอีกอย่างที่ไม่ทำให้เสมอกับชั้น 2 ซึ่งเป็นชั้นพักอาศัยแล้วก็เพื่อความเป็นส่วนตัวของลูกบ้านที่อยู่ในชั้นล่างๆ นั่นเอง

เนื่องจากทางหลักทำเป็นทางลาด อาจจะมีใครหลายคนเดินไม่ถนัด ทางโครงการก็มีออกแบบเป็นขั้นบันไดให้เดินได้ง่ายขึ้นด้วยนะคะ

มาเริ่มที่อาคาร C กันก่อนนะคะ อาคาร C นี้จะเป็นอาคารด้านหน้าที่อยู่ขนานกับอาคาร A นั่นเอง ภายในอาคารมีจัดพื้นที่ส่วนกลางเป็น Main Lobby ซึ่งลูกบ้านในทุกอาคารสามารถมาใช้งานร่วมกันได้

ภายในส่วน Main Lobby โครงการ จัดเป็นห้องฝ้าเพดานสูง ดูโอ่โถงมากยิ่งขึ้น บริเวณนี้ด้านซ้ายจะเป็นส่วน Reception Counter ปัจจุบันยังเป็นที่ของโครงการ ดูแลร่วมกับนิติบุคคลที่ทางโครงการใช้ในปัจจุบันจะเป็นบริษัท Qpm ค่ะ ส่วนด้านขวานั้นตกแต่งด้วยชุดเก้าอี้โซฟาประมาณ 2-3 ชุด

ถัดมาเป็นห้องนั่งเล่นเช่นเดียวกันนะคะ มีจัดโต๊ะกลาง ชุดโซฟาและชุดที่นั่งให้หลายตัวทีเดียวค่ะ เพื่อรองรับจำนวนลูกบ้านในโครงการให้ได้เพียงพอมากที่สุด

มีมุมชุดโซฟาขนาดใหญ่ไว้รองรับลูกบ้าน ให้มานั่งเล่นได้ หรือจะนัดลูกค้าคุยงานก็ได้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องเชิญแขกขึ้นห้องด้วย

อีกฝั่งมีชุดโซฟาขนาดกะทัดรัดจัดไว้ให้นั่งเล่นด้วย

ติดกับ Main Lobby จะเป็นทางเข้า-ออกของอาคาร C ซึ่งด้านในจะเป็นห้องพักอาศัยทั้งหมด บริเวณด้านหน้าทางเข้านี้จะต้องมีการสแกนบัตร (Keycard Access) เข้าภายในอาคารเพื่อความเป็นส่วนตัวของลูกบ้านอาคาร C เท่านั้นที่จะสามารถเข้าได้

ติดกับทางเข้า-ออกอาคาร C ทางขวาจะเป็นส่วนห้องน้ำแยกชาย/หญิง ไว้รับรองลูกบ้านที่มาใช้ Facilities บริเวณอาคาร C นี้ค่ะ

ภายในห้องน้ำทั้งชายและหญิงจะมีเพียงคนละห้อง ภายในตกแต่งสวยงาม และสะอาดสะอ้าน น่าใช้งาน

เดินมาดูกันต่อนะคะ บริเวณตรงกลางที่จัดเป็นพื้นที่ส่วนกลางนี้เค้าตกแต่งมาได้ร่มรื่นและสวยงามมากทีเดียวนะ จากการจัด Landscape ให้มีไม้พุ่ม ไม้ใหญ่ ตลอดทางเดิน เวลาเดินก็ไม่เบื่อ และไม่ร้อนมาก

เยื้องมาทางซ้ายหน่อยจะเป็นทางเดินยาวไปถึงอาคาร B ด้านในเลยค่ะ ส่วนด้านซ้ายที่อยู่ใกล้ที่สุดจะเป็นอาคาร A และฝั่งขวาเป็นทางเข้าส่วนสระว่ายน้ำค่ะ ซึ่งบริเวณสระว่ายน้ำนี้ทางโครงการจะมีการล้อมรั้วด้วยไม้พุ่มสูงให้ เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับลูกบ้านมากขึ้นระดับนึง

สำหรับสระว่ายน้ำโครงการมีขนาด 4  x 52 ม. (ตามที่ทางโครงการระบุ) ใช้ระบบเกลือ ด้วยความยาวของสระที่ยาวพอสมควรเลยทำให้สามารถว่ายออกกำลังกายได้ดีค่ะ แม้ตัวสระจะอยู่กลางแจ้ง แต่ก็พอได้ร่มเงาจากต้นไม้และตัวตึกที่ขนาบข้างคอยเป็นร่มเงาได้ระดับนึง แต่ช่วงเที่ยงตรงเลยที่เราไปก็จะเห็นตามภาพเลยค่ะ คือไม่มีเงาไหนช่วยเหลือได้ ^^

ด้านข้างสระมีการวาง Day Bed และชุดที่นั่งพร้อมผ้าใบคลุมด้านบน ไว้ให้นั่งเล่นชิลๆ ริมสระ

อีกฝั่งก็ได้เป็นพื้นที่นั่งเล่นแบบเปลไกวเพลินๆ มีหลังคาคลุมด้านบนช่วยกันแดดกันฝนได้ ช่วงเย็นน่าจะบรรยากาศดีมากทีเดียวค่ะ

สำหรับใครที่เลือกห้องชั้น 2 ฝั่งที่หันหน้าเข้าพื้นที่ส่วนกลาง ก็จะได้ความใกล้ชิดกับส่วน Facilities ตามในรูปเลย ซึ่งเหมาะกับคนที่ไม่ได้ซีเรียสเรื่องความเป็นส่วนตัวเท่าไหร่ แต่ชอบความคึกคักและวิวจากพื้นที่ส่วนกลางเป็นสำคัญมากกว่า

ถัดมาจะเป็นการจัด Landscape เล่นกับสระว่ายน้ำโดยการทำเชื่อมกับ Sunken Seat เลยไปถึงพื้นที่นั่งเล่นกลางสระว่ายน้ำ

พื้นที่นั่งเล่นแบบ Sunken Seat ให้คุณสัมผัสกับสระว่ายน้ำอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ช่วงเช้าหรือเย็นๆ น่าจะได้บรรยากาศชิลๆ ดีทีเดียวค่ะ เลยไปด้านหลังนั้นทำเป็นพื้นที่นั่งเล่นใต้ศาลา ภายในจัดชุดโต๊ะเก้าอี้แบบ Outdoor ไว้ให้นั่งเล่นริมสระ

และด้านหลังไปอีกของพื้นที่นั่งเล่นนั้น จะเป็นส่วนสระว่ายน้ำเด็ก ซึ่งถือว่าให้สระเด็กมาขนาดใหญ่พอสมควรนะคะ ส่วนใหญ่ที่เห็นที่อื่นคือสระเด็กจะเป็นส่วนนึงของสระผู้ใหญ่เลย แต่ที่นี่มีการทำแยกออกมาชัดเจนเป็นสัดส่วนก็ช่วยให้ผู้ปกครองดูแลได้ง่ายขึ้น และนอกจากนี้บริเวณสระก็มีให้เครื่องเล่นเล็กๆ ไว้ให้เด็กๆ ได้เล่นด้วย

ด้านข้างติดกับพื้นที่นั่งเล่นนี้จะมีบันไดขึ้นไปยังอาคาร C เช่นเดิม แต่เป็นด้านหลังสุดของอาคาร C

ซึ่งออกแบบให้เป็นห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ+Steam ของลูกบ้านที่มาว่ายน้ำ เล่นน้ำนั่นเองค่ะ ส่วนตรงกลางเป็นประตูทางเข้าอาคาร ซึ่งจุดนี้ก็ต้องสแกนบัตรเช่นเดียวกัน

ภายในห้องน้ำตกแต่งสวยงาม มีพื้นที่ให้นั่งและวางของต่างๆ ด้วย

อีกฝั่งเป็นส่วนอ่างล้างมือ และด้านในเป็นพื้นที่สำหรับแต่งหน้าแต่งตัว ลึกไปด้านในสุดคือห้องสตรีมค่ะ

ฝั่งตรงข้ามของพื้นที่แต่งตัวนั้นจะแบ่งเป็นห้องน้ำ 1 ห้องและห้องอาบน้ำ 1 ห้อง

ถัดจากสระว่ายน้ำไปนั้นจะเป็นทางเดินยาวไปถึงส่วนอาคาร B ที่อยู่ด้านหลังอาคารค่ะ โดยรวมข้างมีการตกแต่งด้วยไม้พุ่มและไม้ยืนต้นดูร่มรื่นสวยงาม

ก่อนจะไปดูอาคาร B ที่อยู่ด้านหลังนั้นเดี๋ยวเรามาดู Facilities ภายในอาคาร A กันก่อนนะคะ

การจัดวางแปลนของอาคาร A จะใกล้เคียงกับอาคาร C เช่นเดียวกัน คือแยกส่วน Facilities และทางเข้าส่วนอาคารพักอาศัยออกจากกัน เพื่อความเป็นส่วนตัวของลูกบ้านในอาคารนั้นๆ โดยฝั่งขวาจะเป็น Facilities โครงการที่ทำเป็นห้อง Library + Meeting room ค่ะ

ภายในค่อนข้างโอ่โถงทีเดียว เนื่องจากฝ้าเพดานที่ได้แบบ Double Volume

ภายในวางชุดเก้าอี้ให้เยอะมากทีเดียวค่ะ เรียกว่าเต็มพื้นที่ ฝั่งผนังด้านซ้ายนั้นออกแบบให้เป็นชั้นวางหนังสืออ่านเล่นต่างๆ ซึ่งก็มีหลายเล่มให้อ่านเล่นอยู่เหมือนกันนะคะ

ส่วนฝั่งขวาบรรยากาศดีมาก จัดให้เป็นโต๊ะทำงาน เสมือนนั่งอยู่ในร้านคาเฟ่สวยๆ เลยค่ะ พร้อมกับชมวิวภายนอกได้เต็มที่มากๆ เพราะผนังด้านนี้จัดเต็มด้วยกระจกทรงสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานเลยทีเดียว

มีมุมให้นั่งอ่านหนังสือชิลๆ ด้วยชุดเก้าอี้โซฟา

ลึกเข้ามาอีกหน่อยจะมีประตูบานหมุนกั้นพื้นที่ไว้สำหรับเป็นห้องประชุม ซึ่งภายในก็จะจัดโต๊ะประชุมขนาดใหญ่ รองรับจำนวนคนได้ถึง 8 ที่นั่ง

ส่วนอีกฝั่งจัดชุดเก้าอี้โซฟาให้ 2 ชุด ได้บรรยากาศดีมาก

มาที่ส่วนอาคาร B กันต่อนะคะ

บริเวณอาคาร B ใครที่เลือกหันหน้าเข้าส่วน Facilities จะได้เปรียบอาคาร A และ C อยู่ตรงที่ไม่ต้องประจันหน้ากับอาคารที่ตั้งอยู่ขนานกัน มีความเป็นส่วนตัวด้วย แต่ก็แลกมากับอาคารที่อยู่ด้านในลึกที่สุด ในส่วนของ Facilities อาคาร C จะมีการจัดพื้นที่นั่งเล่นแบบ Outdoor ล้อมรอบด้วยสระ เพื่อให้ได้บรรยากาศเย็นสบาย ชิลๆ

อีกฝั่งนึงของพื้นที่นั่งเล่นมีจัดพื้นที่สวนเล็กๆ กลางสระ ดูร่มรื่นและสบายตาดี

หันหลังมาฝั่งซ้ายเป็นบันไดทางขึ้นไปยังอาคาร B และมีทางลงด้านล่างลงไปยังส่วนซักรีด และที่จอดรถค่ะ

บริเวณ Laundry หรือซักรีดนั้นจะเป็นพื้นที่ใต้อาคาร ซึ่งไม่ได้จัดอะไรมาก เพียงแต่วางเครื่องซักผ้าและเครื่องกดน้ำแบบหยอดเหรียญไว้บริการลูกบ้าน ซึ่งด้วยขนาดห้องของโครงการที่ค่อนข้างกะทัดรัด รวมไปถึงพื้นที่ระเบียงที่ค่อนข้างเล็กมากสำหรับการใช้งานจริง การซื้อเครื่องซักผ้าส่วนตัวมาวางก็จะเต็มพื้นที่แล้ว ดังนั้นฟังก์ชัน Laundry ก็มาตอบโจทย์ในส่วนนี้ คือลูกบ้านไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องซักผ้าเป็นของตัวเองแต่มาใช้บริการ Laundry ส่วนกลางได้

ขึ้นมาที่อาคาร B จะเจอกับส่วน Pavilion หรือพื้นที่นั่งเล่นแบบ Semi-Outdoor ติดกันนั้นเป็นห้อง 24 hr cafe อยู่ในห้องเดียวกัน ซึ่งเดิมออกแบบให้เป็นร้านค้า แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนไปในที่สุดค่ะ

บริเวณส่วน Pavilion จัดให้เป็นพื้นที่นั่งเล่นทั้งแบบชุดโต๊ะเก้าอี้ Outdoor และม้านั่ง

ส่วนภายใน 24 hr cafe นี้จะมีโต๊ะพลู และพื้นที่นั่งเล่น ซึ่งหากลูกบ้านต้องการเล่นพลูนั้นจะต้องไปติดต่อขอลูกพลูกับทางนิติบุคคลที่ตึก C ก่อนนะคะ

นอกจากนี้ก็มีมุมนั่งเล่นชิลๆ ให้นอนๆ นั่งๆ เพลินๆได้

และอีกมุมจัดให้เป็นมุมของเด็ก มีของเล่นจัดไว้ให้พร้อม

นอกจากนี้ ภายในอาคาร B ก็มีห้อง Fitness อีกด้วยค่ะ เดี๋ยวเราไปดูกัน

ก่อนถึงห้องฟิตเนสฝั่งขวาจะมีห้องน้ำแยกชาย/หญิงไว้ให้เรียบร้อย

ภายในเป็นห้องน้ำแยกชาย/หญิงอย่างละ 1 ห้อง ไม่ได้จัดห้องอาบน้ำไว้ให้นะคะ

ภายในห้อง fitness จัดมาให้ใหญ่พอสมควรเลย เพื่อรองรับจำนวนลูกบ้านที่ค่อนข้างเยอะไว้ให้เพียงพอ โดยมีเครื่องออกกำลังกายทั้งหมดประมาณ 10 เครื่องเล่นด้วยกัน

และโซนด้านในสุดเป็นมุมเวทเทรนนิ่ง มีเครื่องเวท และที่ยกน้ำหนักมาให้พร้อม

รูปแบบของ Floor Plan แต่ละอาคารจัดแปลนออกมาได้ใกล้เคียงกัน โดยแต่ละตึกมีลิฟท์ 2 ตัว อัตราส่วนลิฟท์โดยสารต่อห้องอยู่ที่มาตรฐานราวๆ 110 ห้องต่อลิฟท์ 1 ตัว ส่วนเรื่องของลักษณะนิสัยและความชอบของเราจะนำมาซึ่งการเลือกอาคารและตำแหน่งห้องต่อไปค่ะ

อาคาร A : มีตำแหน่งอาคารอยู่ด้านหน้า ข้อดีคือสะดวกในการเข้าออก ใกล้ถนนใหญ่เรียกรถง่าย และใกล้สระว่ายน้ำ แต่ด้วยความที่ใกล้ถนนนี่แหละอาจจะไม่ตรงใจคนที่ sensitive กับเสียงและไม่ชอบความพลุกพล่าน ในส่วนของวิว หากจะเลือกอาคาร A ฝั่งด้านนอกที่หันไปทางทิศตะวันออก จะเป็นฝั่งที่ติดกับสุขภัณฑ์เซ็นเตอร์ ซึ่งแม้ว่าตึกของสุขภัณฑ์เซ็นเตอร์จะร่นไปเยอะ แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการสร้างอาคารเพิ่มเติม ดังนั้นคนชอบทิศตะวันออก เลือกชั้นสูงหน่อยจะดีกว่า… กลับกันกับฝั่งตะวันตกของตึก A ที่เป็นวิวสระสวนด้านใน ควรเลือกชั้นล่างๆหน่อยถึงจะได้วิวสวย และไม่ร้อนเพราะมีตึก C คอยบังแดดตอนบ่ายแก่ๆ ให้

อาคาร B : เป็นอาคารที่อยู่ด้านหลังสุด เป็นตึกที่สงบสุด เพราะอยู่ในสุด แต่ก็จะเดินออกมาถนนรามอินทราไกลสุดเช่นกัน อาคารนี้มีพื้นที่สีเขียวรายรอบ มี Facilities ที่เน้นสงบๆ มีสวนและสนามเด็กเล่น คนชอบเงียบๆไม่พลุกพล่านน่าจะชอบ วิวทิศตะวันออกติดสุขภัณฑ์เซ็นเตอร์ในส่วนอาคาร หากชอบทิศตะวันออกควรเลือกชั้นสูงหน่อย ยกเว้นเราไม่ได้สนใจอะไรกับวิวมากนัก … ส่วนทิศตะวันตกเปิดโล่งมาก จะเลือกชั้นไหนก็ตามสะดวกได้เลย… และอาคาร B จะมีจุดเด่นคือ มีห้องด้านในสุดชั้นละ  6 ห้อง เป็น single corridor ใครซื้อห้องเหล่านี้ แนะนำให้ทำประตูสองชั้น ชั้นนอกประตูเดิมๆ ชั้นในประตูเหล็กดัดเสริมมุ้งลวด เปิดไว้แล้วเปิดหน้าต่างห้อง ลมจะโกรกตลอดได้ค่ะ

อาคาร C : อยู่ด้านหน้าขนานกับตึก A ถ้ายืนหน้าโครงการจะเป็นตึกขวามือ ตึกนี้ทิศตะวันออกคือวิวสระสวน ส่วนทิศตะวันตกเป็นบ้านพักอาศัย ถ้าเลือกชั้น 4 ขึ้นไปจะเห็นวิวสวนบึงกระเทียมที่อยู่ใกล้ๆกันค่อนข้างจะชัดเจน อาคารนี้จะมีห้อง 6 ห้องต่อชั้น ที่ได้ Single corridor เช่นกัน

สำหรับภายในอาคารจะมีความใกล้เคียงกันอยู่แล้วเราจึงขอพาทุกคนมาดูภายในอาคาร C กันเพียงอาคารเดียวนะคะ เริ่มจากประตูทางเข้า สแกนบัตรเข้ามาแล้วก็จะเจอช่องเปิดขนาดใหญ่ มีหน้าต่างบานกระทุ้ง 2 บานเปิดรับลม รับแสงธรรมชาติเข้ามายังโถงทางเดินได้ดี

ตลอดโถงทางเดินสว่างมาก แม้ไม่ได้เปิดไฟโถงทางเดินเลยในช่วงกลางวัน

ด้วยความที่ทางโครงการค่อนข้างให้ความสำคัญกับการให้ช่องเปิดเป็นระยะๆ ตลอดโถงทางเดิน จึงทำให้โถงทางเดินสว่างตลอดและเมื่อช่องเปิดขนาดใหญ่แบบนี้นอกจากจะได้แสงแล้วก็ยังได้วิวเช่นเดียวกัน

บริเวณโถงลิฟต์กว้างขวางและสว่างดีมากทีเดียวค่ะ ฝั่งซ้ายจะเป็นลิฟต์โดยสาร และฝั่งขวามี Mail Box และบันไดหนีไฟ

ส่วน Mail Box จะรวมอยู่ที่ชั้น 2 ทั้งหมด

สำหรับลิฟต์โดยสารในแต่ละอาคารจะให้มาอาคารละ 2 ตัว ซึ่งก็ถือว่ามีความหนาแน่นพอสมควร

ภายในลิฟต์ตกแต่งเรียบง่าย และใช้ระบบ Proxy Lift หรือลิฟต์ล็อกชั้น ต้องสแกนบัตรก่อนกดชั้นตัวเองได้เท่านั้น

ส่วนด้านในสุดจะมีห้องที่ได้เป็น Single Corridor คือมีด้านนึงที่ไม่ติดกับห้องฝั่งตรงข้าม โถงจึงได้แสงสว่างไปเต็มๆ และห้องบริเวณนี้ก็จะได้ความเป็นส่วนตัวค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับห้องที่ได้ Double Corridor ปกติ

มาดูวิวกันต่อนะคะ สำหรับวิวฝั่งด้านในอาคารนั้นจะได้ประมาณนี้ ชั้นสูงๆ หน่อยจะไม่ค่อยอินกับวิวภายในมากนัก เนื่องจากพื้นที่ส่วนกลาง เช่นสระว่ายน้ำ สวนต่างๆ อยู่เลยระดับสายตาไปแล้ว ซึ่งใครที่อยากได้วิวสวนนั้นก็น่าจะเลือกห้องในชั้นล่างๆ หน่อยจะเหมาะสมกว่าค่ะ

สำหรับระยะห่างระหว่างอาคารนั้นอยู่ที่ประมาณ 12 ม. ก็ยังจัดเป็นระยะที่มองเห็นฝั่งตรงข้ามได้ง่ายอยู่เหมือนกัน ใครเลือกฝั่งในนี้ก็ต้องปิดม่านเพื่อความเป็นส่วนตัวนะคะ แนะนำว่าติดม่านโปร่งเพิ่มจากม่านทึบด้วย เพื่อให้ช่วงเวลาที่เราอยู่ห้องจะได้ปิดแค่ม่านโปร่ง บังสายตาจากภายนอกแต่ยังได้แสงสว่างจากภายนอกเข้ามาในห้องได้อยู่

ฝั่งทิศเหนือ หรือบริเวณหน้าโครงการจะอยู่ติดกับถนนรามอินทราเลย ใครเลือกห้องมุมได้ทิศนี้ เหมาะกับเลือกห้องชั้นสูงๆ หน่อย จะได้ไม่โดนฝุ่นและเสียงจากถนนใหญ่มากนัก

ส่วนทิศตะวันตกนั้นจะอยู่ติดกับบ้านพักอาศัยและอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งมีความสูงไม่เกิน 5 ชั้น หากเลือกชั้น 8 ที่เป็นชั้นบนสุดก็จะได้วิวและความสูงประมาณในรูปนี้ค่ะ

สำหรับทิศตะวันออกนั้นอยู่ติดกับสุขภัณฑ์เซ็นเตอร์ ซึ่งมองจากชั้น 8 ก็เลยความสูงของสุขภัณฑ์เซ็นเตอร์ไปแล้ว สามารถมองวิวระยะไกลได้ ทิศนี้จึงเหมาะกับชั้นสูงๆ มากกว่าชั้นเตี้ยๆ นะคะ

สรุปสิ่งอำนวยความสะดวก

  • สระว่ายน้ำ 2 สระ ระบบเกลือ แบ่งเป็นสระผู้ใหญ่และสระเด็ก
  • Lobby
  • Library + Meeting room
  • ห้องออกกำลังกาย 1 ห้อง ใส่เครื่องออกกำลังกายประมาณ 10 เครื่อง
  • 24 hr cafe
  • Laundry
  • สวนหย่อมรอบโครงการ
  • สนามเด็กเล่น
  • Steam Room
  • ลิฟท์โดยสาร 2 ตัว/อาคาร
  • อัตราส่วนลิฟท์รวมทั้งโครงการ 105.6 :  1
  • ที่จอดรถประมาณ 280 คันคิดเป็น 44%
  • ระบบ CCTV / Access Card


Product Walkthrough

โครงการ Esta Bliss มีรูปแบบการตกแต่งโครงการแบบ Fully Furnished ให้ Furniture ทั้งแบบ Built-in และลอยตัว พร้อมเครื่องปรับอากาศ เรียกว่าสามารถแพ็คกระเป๋าเข้าห้องได้เลย ส่วนแบบห้องที่นี่ถือว่ามีให้เลือกพอสมควรเลยค่ะ โดยมีถึง 19 แบบ แบ่งเป็น Type 3 แบบ คือ

  • 1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 23-28 ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus พื้นที่ใช้สอย 31-41 ตร.ม.
  • 2 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 45-54 ตร.ม.

สำหรับห้องตัวอย่างห้องแรกที่เราจะพาไปดูคือห้อง 1 Bedroom Plus Type B3 ขนาดพื้นที่ใช้สอย 35.81 ตร.ม. ลักษณะเป็นห้องทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ไม่หน้าแคบ ทำให้ได้แสงสว่างจากภายนอกเข้ามาได้ดี และภายในห้องดูโปร่งโล่ง โดยการจัดแปลนนี้จะเน้นไปที่ห้องนอนทั้ง 2 ห้องติดกับหน้าต่าง เพื่อได้วิวภายนอก ขนาดห้องนอนใหญ่มีพื้นที่ใช้สอยมากเมื่อเทียบกับขนาดห้องทั้งหมด ตอบโจทย์คนชอบห้องนอนใหญ่ ได้วิวภายนอก แลกมากับบริเวณพื้นที่นั่งเล่นที่ไม่ได้วิว และแชร์พื้นที่กับพื้นที่รับประทานอาหาร เพราะให้ความสำคัญกับพื้นที่ในห้องนอนใหญ่เป็นหลักแล้ว สำหรับครัวของแปลนนี้จัดวางได้น่าสนใจ สามารถกั้นพื้นที่เป็นครัวปิดได้ สำหรับใครที่ชอบทำอาหารหนัก แต่ครัวมาตรฐานที่ได้จะเป็นครัวเปิดตามในแปลนนะคะ ข้อด้อยของแปลนนี้จะอยู่ที่ระเบียงห้องที่มีขนาดเล็ก วางคอมเพรสเซอร์แอร์ก็เหลือพื้นที่ไม่มากพอสำหรับตากผ้าเยอะๆ หรือซักล้างแล้ว ซึ่งใครที่เลือกแปลนนี้เห็นควรจะต้องไปใช้บริการเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญที่โครงการเตรียมไว้ให้มากกว่าจะมาวางเครื่องซักผ้าเอง

เริ่มจากประตูทางเข้าห้องใช้เป็นประตู HDF ขนาดมาตรฐาน ปิดผิวด้วยลามิเนตสีอ่อนดูเรียบร้อย ด้านข้างประตูมีป้ายบอกเลขที่ห้องชัดเจน

ในทุกโครงการของ AssetWise จะให้ Digital Door Lock จาก Samsung เป็นมาตรฐานเลยค่ะ ดูทันสมัยและสามารถใช้งานได้ทั้งแบบสแกนบัตรหรือกดรหัส ไม่จำเป็นต้องพกกุญแจเหมือนแต่ก่อน ทำให้สะดวกในการใช้งานมากขึ้น ส่วนมือจับเป็นแบบก้านโยกสแตนเลสมาตรฐาน

เข้ามาภายในห้องเจอกับพื้นที่รับประทานอาหารและพื้นที่นั่งเล่นก่อนเลย ส่วนด้านในเป็นห้องนอนใหญ่กั้นด้วยประตูบานเลื่อนกระจกแบบ 3 ตอน ทำให้มีแสงสว่างจากภายนอกเข้ามาถึงบริเวณพื้นที่นั่งเล่นได้ระดับนึง ไม่มืดไป ความสูงของฝ้าเพดานให้มาตรฐานอยู่ที่ 2.4 ม.

ในส่วนของงานพื้นนั้น ที่นี่ใช้หินแท้จบขอบประตู กั้นระหว่างพื้นโถงทางเดินและพื้นในห้อง ซึ่งข้อดีคือมีความทนทานเรื่องความชื้นต่างๆ และอายุการใช้งานที่มีมากกว่าไม้สำเร็จรูปทั่วไปที่เรามักจะเห็นในคอนโดระดับ Economy นะคะ ส่วนพื้นห้องจะใช้พื้นเป็น Smart Vinyl ลายไม้ ข้อดีของวัสดุนี้คือเรื่องของความยืนหยุ่นสูง และทนต่อรอยขีดข่วนได้ดีเมื่อเทียบกับลามิเนต และสำหรับพื้นที่นี่จะให้ผิวสัมผัสเสมือนไม้จริงด้วย ส่วนเรื่องความสวยงามนั้นแล้วแต่คนชอบนะคะ

ติดกับประตูทางเข้าห้องจะได้ชุด Built-in เป็นชั้นวางของด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นบานเปิดเก็บรองเท้าได้ เชื่อมกับชุดชั้นวางทีวีเป็นมาตรฐาน ด้านบนของผนังทีวีนั้นเป็นที่วางเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเครื่องปรับอากาศภายในห้องนี้จะได้ทั้งหมด 3 ตัว ตัวนึงอยู่บริเวณพื้นที่นั่งเล่น (ตำแหน่งในรูป) และอีก 2 ตัวอยู่ภายในห้องนอนใหญ่และห้องนอนเล็ก

สำหรับชั้นวางทีวีด้านล่างทำเป็นบานเปิด มีช่องเก็บของด้านในได้พอสมควรเลย

นอกจาก Digital Door Lock ของ Samsung ที่ทาง AssetWise ให้เกือบจะเป็นมาตรฐานในทุกโครงการแล้ว อีกอย่างก็คือระบบ Bluetooth Sound System ที่จะได้เช่นเดียวกันค่ะ เป็นระบบเครื่องเสียงที่ใช้สัญญาณ Bluetooth เชื่อมกับลำโพงบนฝ้าเพดานที่ทางโครงการจะติดตั้งมาให้เช่นกัน ซึ่งสามารถเปิดเพลงจากมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือจะใช้ USB มาเสียบที่เครื่องเลยก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังสามารถรับสัญญาณวิทยุและเป็นนาฬิกาจับเวลาได้

ตำแหน่งลำโพงจะมีให้ 2 จุดคือบริเวณพื้นที่นั่งเล่นและในห้องนอนใหญ่ ซึ่งระบบเสียงเค้าดีจริงนะ เปิดเพลงทีก็คลอไปทั่วห้องสร้างบรรยากาศได้ดี

บริเวณพื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่รับประทานอาหารเป็นพื้นที่เดียวกัน ซึ่งแบ่งการใช้งานออกเป็น 2 ฟังก์ชัน แต่ด้วยความกว้างของพื้นที่มีพอสมควรเลยทำให้พื้นที่นี้กำลังดี ไม่อึดอัดค่ะ ส่วนตำแหน่งของพื้นที่รับประทานอาหารและพื้นที่นั่งเล่นน่าจะสลับกัน เพื่อให้เวลานั่งดูทีวีจากโซฟาได้สบาย ไม่ต้องเยื้องสายตาไปด้านข้าง ซึ่งสามารถสลับได้ง่ายมากค่ะ เพราะเป็นเฟอร์นิเจอร์ลอยทั้งหมด

บริเวณพื้นที่รับประทานอาหารสามารถวางโต๊ะขนาด 4 ที่นั่งได้เลย รองรับจำนวนสมาชิกได้ตามจำนวนห้องนอนที่มี 2 ห้อง ซึ่งหากใครอยู่กัน 2 คนก็มีพื้นที่ให้วางอาหารได้เยอะดี เหมาะสำหรับคนชอบกินอย่างเรา ซึ่งชุดโต๊ะรับประทานอาหารนี้จะไม่ได้ให้มานะคะ

มาที่ชุดโซฟาที่ได้เป็นมาตรฐานคือโซฟาแบบ 2 ที่นั่ง หรือ Love Seat ตามห้องตัวอย่างเลยค่ะ และด้วยความกว้างของทางเดินมากพอเลยสามารถวางโต๊ะกลางขนาดใหญ่ได้ด้วย

มาที่ด้านหลังของทีวีจะเป็นทางเข้าส่วนครัว บริเวณนี้หากใครที่ต้องการจะทำอาหารหนัก เช่นผัด ทอดต่างๆ และไม่อยากให้กลิ่นฟุ้งไปยังส่วนนั่งเล่นก็สามารถกั้นพื้นที่ครัวเป็นครัวปิดชัดเจนได้ โดยใช้เป็นประตูบานเลื่อนกระจกเดินรางด้านบนและซ่อนเข้าผนังด้านหลังทีวีได้

ในส่วนของครัวนั้นจะเป็นพื้นที่ระหว่างกลางที่เชื่อมห้องนอนเล็กและห้องน้ำด้วยกัน โดยฝั่งที่ติดกับภายนอกจะจัดเป็นมุมของ Pantry ครัวและตู้เย็นได้ค่ะ ลักษณะของ Pantry ที่ได้มีขนาดกะทัดรัดตามขนาดพื้นที่ห้องนะคะ เลยจะไม่ได้มีพื้นที่สำหรับติดตั้ง Hob&Hood ให้ ซึ่งหากใครที่อยากจะทำอาหารก็ไม่ยาก ไม่ต้องไปพยายามติดตั้ง Hob&Hood ก็ได้นะ แค่ซื้อเตาไฟฟ้าแบบพกพามาใช้ก็ได้อยู่ค่ะ น่าจะเหมาะกับขนาดพื้นที่ของ Pantry มากกว่าเพราะใช้แล้วหาที่เก็บได้

สำหรับด้านข้าง Pantry จัดให้เป็นพื้นที่วางตู้เย็น ซึ่งขนาดที่กำลังพอดีกับพื้นที่คือ ตู้เย็น 9.1 คิวบิกฟุตค่ะ ใหญ่กว่านี้วางพื้นที่นี้ไม่ได้แล้วนะ

ด้านบน Built-in ชั้นวางของให้ พร้อมมีบานเปิดแบบ Soft Close เรียบร้อย ส่วนด้านล่างชั้นวางของมีการเจาะช่องเป็นหน้าต่างบานเลื่อนขนาดกะทัดรัด แต่ช่วยได้ดีในเรื่องของการระบายความชื้นและอากาศบริเวณห้องครัว

ด้านล่างเป็น Pantry ที่ใช้ Top ด้วยวัสดุ Particle เคลือบเมลามีน มีลิ้นชักสำหรับวางช้อมส้อมและจานต่างๆ ได้ พร้อมกับมีช่องสำหรับวางไมโครเวฟด้วยค่ะ

ส่วน Sink ที่ได้มีขนาดกะทัดรัดตามขนาด Pantry เป็นแบบหลุมเดี่ยวมาตรฐาน

ถัดมาเป็นห้องน้ำ ซึ่งเป็นห้องน้ำห้องเดี่ยวในแปลนนี้ค่ะ ตำแหน่งการจัดวางคืออยู่ด้านนอกห้องนอนใหญ่ ซึ่งเหมาะกับการใช้งานร่วมกันทั้งห้องนอนเล็ก และสำหรับแขกด้วย โดยไม่ต้องเข้าห้องนอนใหญ่ เสียความเป็นส่วนตัว ในขณะเดียวกันการใช้งานห้องน้ำจากห้องนอนใหญ่ก็จะไม่สะดวกเท่ามีห้องน้ำภายในตัวเลยนะคะ

บริเวณทางเข้าห้องน้ำมีการก่อธรณีประตูยกสูงขึ้นมาเพื่อกันน้ำไหลย้อนออกไปด้านนอกได้ดี ส่วนพื้นภายในห้องน้ำปูด้วยกระเบื้องเซรามิก แบ่งพื้นที่ภายในเป็นสัดส่วน คือโซนแห้ง และโซนเปียก (พื้นที่อาบน้ำ) จะถูกลดระดับพื้นลงมาอีกเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ล้นออกไปยังโซนแห้ง แต่ไม่ได้ให้ฉากกั้นกระจกมานะคะ สำหรับคนที่ต้องการแยกโซนเปียกและแห้งชัดเจนเลย ต้องติดตั้งเพิ่มเติมเอง

บริเวณโซนแห้ง ประกอบไปด้วยโถสุขภัณฑ์และอ่างล้างมือ ด้านหลังกรุกระจกเงาขนาดใหญ่ให้ดูเรียบร้อย สวยงาม

อ่างล้างมือขนาดมาตรฐานใช้งานได้ดี ไม่เล็กเกินไป ด้านล่างมีช่องสำหรับใส่ของเล็กน้อยและราวตากผ้าขนาดเล็กๆ ด้วยค่ะ

ส่วนโถสุขภัณฑ์จาก American Standard ขนาดมาตรฐาน มีพื้นที่ด้านข้างโถประมาณ 60 ซม. ไม่มากนักตามขนาดของห้องน้ำ

ถัดมาคือพื้นที่อาบน้ำมีขนาดกะทัดรัดเช่นกันค่ะ ไม่เหมาะกับการกั้นฉากกั้นกระจกทั้งแบบานเปิดและบานเลื่อน ถ้าจะเอาง่าย ถูก และสะดวกสุดแนะนำเป็นม่านพลาสติกแทน แต่การกันน้ำกระเด็นเข้าโซนแห้งก็จะไม่ได้กันได้เท่ากับฉากกั้นกระจก

ผนังภายในพื้นที่อาบน้ำมีการเซตผนังเข้าเล็กน้อยเพื่อให้เกิดพื้นที่ไว้สำหรับวางครีม แชมพูต่างๆ ได้ ส่วนฝักบัวที่ได้จะเป็นฝักบัวสายอ่อนจาก American Standard มีขนาดหัวฝักบัวใหญ่พอสมควร มือจับแข็งแรงค่ะ

ติดกับห้องครัวอีกฝั่งเป็นส่วนห้องนอนเล็ก ซึ่งกั้นด้วยประตูบานเลื่อนกระจกค่ะ

เสียดายตรงรางเลื่อนของประตูนั้นน่าจะทำให้เสมอกับพื้น เพื่อให้เดินได้สะดวกมากขึ้น หรือเวลาเหยียบโดนก็ไม่เจ็บเท้าด้วยค่ะ

ขนาดภายในห้องนอนเล็กนี้จะค่อนข้างกะทัดรัดพอสมควร สามารถวางเตียงขนาด Single Bed หรือ 3.5 ฟุต แบบต้องชิดติดผนังห้องทั้ง 3 ฝั่ง หัวเตียง-ปลายเตียง-ด้านข้างเตียงฝั่งนึง เพื่อให้มีพื้นที่ทางเดินได้มากที่สุด และไม่ไปขวางประตูบานเลื่อนด้วย ซึ่งการจัดวางออกมาก็จะเหมือนกับห้องตัวอย่างที่จัดให้ดูเลยค่ะ จะลงตัวที่สุดสำหรับการจัดฟังก์ชันเป็นห้องนอน แต่สำหรับใครที่ต้องการจัดเป็นห้องอเนกประสงค์ก็ได้เช่นกันนะคะ อย่างห้องทำงาน เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับทำงานเป็นสัดส่วน

ด้านข้างผนัง ทางโครงการจะ Built-in ตู้เสื้อผ้าขนาดเล็กมาให้เป็นมาตรฐาน ลักษณะเป็นตู้บานเปิดใช้งานได้สะดวก เพราะความกว้างของทางเดินมีพอสมควร ภายในตู้เสื้อผ้าทำเป็นราวแขวนและชั้นวาง พร้อมลิ้นชักเก็บเสื้อผ้าขนาดเล็กได้ มีกรุกระจกเงาด้านข้างของบานเปิดไว้สำหรับยืนส่องกระจกแต่งตัวได้ เหมาะกับพื้นที่ห้องที่จำกัดดี

ด้านหลังของหัวเตียง เป็นระเบียงซักล้าง ซึ่งกั้นด้วยประตูบานเลื่อนแบบ 3 ตอน ถือว่าเลือกวัสดุประตูมาได้ดีตอบโจทย์การใช้งานจริง เพราะจะได้พื้นที่เปิดกว้างมากขึ้น เดินได้สะดวก จะวางโต๊ะเล็กๆ เพิ่มด้านข้างเตียง กินพื้นที่ทางเดินออกมาหน่อย ก็ยังสามารถเข้า-ออกส่วนระเบียงได้อยู่ แก้ปัญหาการใช้งานในพื้นที่จำกัดได้ดี

ขนาดระเบียงซักล้าง หักลบกับพื้นที่วางคอมเพรสเซอร์แอร์แล้ว จะเหลือพื้นที่ตามในรูปเลยค่ะ ถือว่าน้อยมากสำหรับการใช้งานจริง เน้นตากผ้าขนาดเล็กๆ มากกว่า ถ้าจะวางเครื่องซักผ้าสามารถวางได้ แต่ไม่เหลือพื้นที่ยืนบนระเบียงแล้วนะคะ

ด้านข้างเป็นตำแหน่งวางคอมเพรสเซอร์แอร์ทั้งหมด 3 ตัว

มาที่ส่วนห้องนอนใหญ่กัน สำหรับห้องนอนใหญ่จะกั้นด้วยประตูบานเลื่อนแบบ 3 ตอน ข้อดีของประตูบานเลื่อนคือสามารถเปิดพื้นที่ได้กว้าง เมื่อเปิดแล้วพื้นที่ระหว่างห้องนอนและพื้นที่นั่งเล่นเชื่อมกันจะทำให้ความรู้สึกถึงห้องที่โปร่งโล่งมากขึ้นด้วย สำหรับห้องนอนที่กั้นด้วยประตูบานเลื่อนกระจกแบบนี้ข้อดีคือแสงที่เข้าถึงพื้นที่ด้านใน ทำให้ด้านในห้องที่ไม่ติดกับหน้าต่างนั้นไม่มืดทึบ แต่ก็แลกมากับความเป็นส่วนตัว และความเป็นสัดส่วนชัดเจนของห้องนอน ซึ่งวิธีแก้ปัญหาก็ไม่ยากใครมีงบหน่อยก็ติดรางม่านแบบโปร่งแสง+ทึบ ได้ หรืองบน้อยหน่อยก็แค่ติดฟิล์มฝ้าก็จะได้ความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นในขณะที่แสงสว่างจากภายนอกก็ยังเข้าถึงพื้นที่นั่งเล่นได้ด้วย

ภายในห้องนอนใหญ่ค่อนข้างกว้างขวาง โดยจะได้เตียงขนาด Queen Size หรือ 5 ฟุต มีพื้นที่รอบเตียงและปลายเตียงกว้างพอสมควรเดินได้ง่าย บรรยากาศในห้องโปร่งโล่งจากกระจกบานใหญ่สูงเกือบจากพื้นถึงฝ้า มีหน้าต่างบานกระทุ้งเล็กๆ ไว้ระบายอากาศด้านข้าง

บริเวณปลายเตียงได้ชุด Built-in เป็นชั้นวางของ สามารถวางของต่างๆ ได้ระดับนึง ฝั่งซ้ายสุดมีพื้นที่เล็กๆ สำหรับใครที่จะทำเป็นโต๊ะเครื่องแป้งก็ได้ค่ะ ส่วนชั้นวางตรงกลางออกแบบมาให้วางทีวี หรือวางของใช้จิปาถะเหมือนห้องตัวอย่างก็ได้ และขวาสุดเป็นตู้เสื้อผ้า เสป็คเดียวกับห้องนอนเล็กแต่มีขนาดใหญ่กว่า

ภายในตู้เสื้อผ้าเหมือนกับตู้เสื้อผ้าในห้องนอนเล็กเลยค่ะ แค่ขยายออกมาใหญ่กว่า จุเสื้อผ้าได้มากกว่าเท่านั้นเอง

มาที่ห้อง 1 Bedroom Type A3 ขนาดพื้นที่ใช้สอยอยู่ที่ 25.03 ตร.ม. ลักษณะเป็นห้องแบบหน้าแคบลึก โดยวางตำแหน่งครัวอยู่บริเวณหน้าทางเข้าห้อง วางตำแหน่งพื้นที่นั่งเล่นไว้ตรงกลางใกล้กับห้องนอน เน้นพื้นที่ห้องนอนขนาดใหญ่ มีมุมนั่งทำงานติดหน้าต่าง พร้อมกับระเบียงซักล้าง สำหรับห้องนี้การออกแบบจะสามารถใช้งานห้องได้ทั้งแบบ Studio และ 1 Bedroom สำหรับใครที่ต้องการพื้นที่ห้องที่กว้างขวางมากขึ้น และอยากใช้พื้นที่ทางเดินที่ค่อนข้างกว้างระหว่างส่วนนั่งเล่นและห้องนอนก็เพียงเปิดประตูบานเลื่อน ก็จะได้ห้อง Studio ส่วนเมื่อปิดประตูบานเลื่อนก็จะได้พื้นที่ห้องนอนที่เป็นสัดส่วนชัดเจน มีความเป็นส่วนตัว

เข้ามาภายในห้องจะเป็นโถงทางเดินที่เชื่อมส่วนครัว (บริเวณหน้าทางเข้า) และห้องน้ำฝั่งซ้ายมือ ตรงไปช่วงกลางคือพื้นที่นั่งเล่นและในสุดเป็นห้องนอน ด้วยที่ได้หน้าต่างและกระจกบานใหญ่ถึงฝ้าเพดานจึงทำให้แสงสว่างจากภายนอกเข้ามาในห้องได้ดี ห้องที่เป็นลักษณะแปลนแคบลึกจึงดูไม่อึดอัดมากนัก

สำหรับในทุกห้องจะได้ระบบ Bluetooth Sound System เช่นเดียวกัน มีลำโพง 2 จุดบริเวณพื้นที่นั่งเล่นและห้องนอน

บริเวณหน้าห้องจะเป็นพื้นที่ครัว ซึ่งให้ Pantry มาในขนาดเท่ากับห้องแรก (1 Bedroom Plus) มีความกว้างทางเดินประมาณ 1 ม. เป็นความกว้างกำลังดีในการเดิน แต่ถ้าเป็นทางเดิน+พื้นที่ทำอาหารด้วย ก็ดูจะแคบไปหน่อย สำหรับใครที่เลือกห้อง Type นี้ด้วยความที่มีพื้นที่ใช้สอยจำกัดเลยจะไม่มีตู้ Built-in สำหรับเก็บรองเท้าให้เหมือนห้องแรก

ที่เก็บรองเท้าที่ใกล้สุดคือใต้ชั้นวางทีวีที่ทางโครงการ Built-in มาให้ โดยชั้นวางที่ Built-in มาให้นี้จะเชื่อมติดกับส่วน Pantry ยาวไปสุดผนังอีกฝั่งเลยค่ะ ซึ่งส่วนที่ติดกับ Pantry นั้นออกแบบให้เป็นโต๊ะรับประทานอาหารหรือโต๊ะเสริม เพิ่มพื้นที่ส่วน Pantry ได้โดยมีบานพับที่ยกขึ้นมา

มาที่ห้องน้ำกันบ้าง สำหรับห้องน้ำนี้ออกแบบให้มีกระจกบาน Fixed แบบขุ่น เพื่อให้แสงสว่างเข้าถึงภายในห้องน้ำได้บ้าง โดยไม่เสียความเป็นส่วนตัว

ภายในห้องน้ำแบ่งโซนเปียกและแห้ง โดยการลดระดับพื้นให้แตกต่างกัน โซนเปียก (พื้นที่อาบน้ำ) จะมีระดับพื้นต่ำกว่าเพื่อกันน้ำไหลย้อน

ส่วนอ่างล้างมือเป็นเป็นสัดส่วน ด้านหลังติดกระจกเงาเต็มผนังให้เรียบร้อย

สำหรับพื้นที่อาบน้ำนั้นจะไม่ได้ให้ฉากกั้นกระจกนะคะ แต่ลูกบ้านสามารถติดตั้งเองได้โดยใช้เป็นฉากกั้นกระจกแบบเปิด 2 ทาง จากมุมพื้นที่ ส่วนด้านข้างฝักบัวทำผนังให้มีช่องว่างสำหรับวางแชมพู ครีมอาบน้ำต่างๆ ได้

ด้านข้างพื้นที่อาบน้ำจะเป็นส่วนโถสุขภัณฑ์มีความกว้างประมาณ 70 ซม. ถือว่าเล็กพอสมควรแต่เหมาะสมกับพื้นที่ใช้สอย

ส่วนพื้นที่นั่งเล่นจะใช้ร่วมกับพื้นที่รับประทานอาหาร ด้วยความกว้างของพื้นที่ที่มีพอสมควรจึงสามารถวางชุดโซฟาและโต๊ะรับประทานอาหารได้ลงตัวดี

สำหรับพื้นที่รับประทานอาหารสามารถชุดโต๊ะและเก้าอี้สำหรับ 2 ที่นั่ง ซึ่งทางโครงการจะไม่ได้เฟอร์นิเจอร์ส่วนนี้มาให้นะคะ ซึ่งสำหรับใครที่จะซื้อโต๊ะแนะนำให้ดูขาโต๊ะแบบห้องตัวอย่างที่มีการออกแบบขาโต๊ะให้ชิดติดผนังข้างเดียว เพื่อที่จะไม่ไปขวางทางเลื่อนเข้า-ออกของเก้าอี้และติดขาเราเวลานั่งรับประทานอาหาร

โซฟาที่ได้เป็นแบบ Love Seat สีครีมสว่างตามห้องตัวอย่าง

ถัดมาที่ประตูบานเลื่อนแบบ 3 ตอนที่กั้นระหว่างพื้นที่นั่งเล่นและห้องนอน โดยประตูบานเลื่อนนี้ให้ใหญ่และมีความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานเลยทีเดียว จึงทำให้แสงเข้ามาส่วนพื้นที่นั่งเล่นได้ดี หากเปิดประตูบานเลื่อนจนสุด จะได้พื้นที่ทางเดินที่เชื่อมระหว่าง 2 ฟังก์ชันที่กว้างมากขึ้น สามารถใช้เป็นพื้นที่นั่งเล่นกางโต๊ะญี่ปุ่นทำงานต่างๆ ได้ด้วยนะ

ภายในห้องนอนดูโปร่งโล่งทีเดียวค่ะ แม้จะวางเตียงขนาด 5 ฟุตไปแล้วก็ตาม ด้วยความที่ด้านที่ติดกับภายนอกได้กระจกทรงสูงจากฝ้าถึงเพดานทั้งหมดนั่นเอง

สำหรับพื้นที่ข้างเตียง จะมีข้างนึงที่ติดกับประตูบานเลื่อนกระจกเลย ไม่สามารถเดินได้ แต่ส่วนปลายเตียงและข้างเตียงอีกฝั่งมีความกว้างพอสมควรเดินได้ง่าย

ปลายเตียง Built-in เป็นตู้เสื้อผ้าและพื้นที่แขวนทีวีไปในตัว เนื่องจากพื้นที่ใช้สอยที่จำกัด เลยทำ 2 ฝั่งด้านข้างเป็นตู้เสื้อผ้า และตรงกลางทำเป็นผนังให้แขวนทีวีขนาดเล็กได้ด้วย ถือว่าออกแบบมาดีมากสำหรับห้องที่มีพื้นที่ไม่มากแบบนี้

ด้านในสุดฝั่งซ้ายมีพื้นที่ขนาดเล็ก ซึ่งทางโครงการจัดให้เป็นพื้นที่ทำงาน โดยจะให้เป็นโต๊ะทำงานด้วย ส่วนฝั่งขวาเป็นประตูบานเลื่อน 3 ตอนออกไปยังระเบียงซักล้าง

ส่วนขนาดระเบียงซักล้างก็ใกล้เคียงกับระเบียงห้อง 1 Bedroom Plus เลยค่ะ ขนาดไม่ใหญ่มาก ด้านข้างวางคอมเพรสเซอร์แอร์เช่นเดียวกัน

**รายละเอียดของวัสดุต่างๆเช่น ยี่ห้อ และรุ่น ของจริงอาจจะเป็นรุ่นนี้หรือเทียบเท่านะครับ

ราคาและเงื่อนไขการขาย @ 10 August 2017

  • 1 Bedroom อาคาร B ชั้น 5 ห้อง 126/347 พื้นที่ใช้สอย 23.15 ตร.ม. ราคา 1.69 ล้านบาท หรือ 73,002 บาท/ตร.ม.
  • 1 Bedroom อาคาร B ชั้น 7 ห้อง 126/411 พื้นที่ใช้สอย 23.15 ตร.ม. ราคา 1.69 ล้านบาท หรือ 73,002 บาท/ตร.ม.
  • 1 Bedroom Plus อาคาร B ชั้น 6 ห้อง 126/379 พื้นที่ใช้สอย 37.62 ตร.ม. ราคา 2.52 ล้านบาท หรือ 66,985 บาท/ตร.ม.
  • 2 Bedroom อาคาร A ชั้น 7 ห้อง 126/175 พื้นที่ใช้สอย 49.13 ตร.ม. ราคา 3.2 ล้านบาท หรือ 65,573 บาท/ตร.ม.
  • Fully Furnished
  • ฝ้าเพดานสูง 2.4 เมตร
  • Kitchen & Sink
  • จอง+ทำสัญญา 5,000 บาท
  • ค่ากองทุน 500 บาท/ตร.ม.
  • ค่าส่วนกลาง 45 บาท/ตร.ม./เดือน

**ราคาที่เอามาลงในบทความเป็นราคา ณ วันที่เข้าไปเก็บข้อมูลทำรีวิว ดังนั้นราคาต่างๆอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ครับ


เจาะลึกรวบยอด

โครงการ Esta Bliss จัดเป็นคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมอยู่โครงการเดียวในปัจจุบันที่ตั้งอยู่ในย่านมีนบุรี (ใกล้แยกเมืองมีน) สำหรับทำเลละแวกนี้ส่วนใหญ่ยังคงมีที่อยู่อาศัยแบบแนวราบให้เห็นค่อนข้างมาก ซึ่งราคาทาวน์โฮมที่ใกล้เคียงก็ยังมี แต่อาจจะอยู่ไกลไปอีกหรืออยู่ในซอย ทำเลนี้ยังมีโครงการแบบคอนโดมิเนียมไม่มาก อย่างโครงการ Esta Bliss จัดเป็นคอนโดตัวแรกๆ ที่มาเปิดตัวในทำเลนี้ ซึ่งโครงการนี้จะมาตอบโจทย์กลุ่มคนในย่านนี้โดยเฉพาะที่ต้องการไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยแบบคอนโดมิเนียม ชอบความสะดวกสบายในการเดินทาง ด้วยทำเลโครงการที่ติดถนนใหญ่อย่างถนนรามอินทรา และคาดหวังการใช้รถไฟฟ้าสายสีชมพูในอนาคต

ทำเล – ทำเลโครงการจัดว่าอยู่ในย่านที่มีความคึกคักสูงช่วงรามอินทราตอนปลาย แถบนี้จะเรียกกันว่าย่านมีนบุรี เป็นย่านที่มีตลาดสดและตลาดนัดขนาดใหญ่รวมตัวกันอยู่ รวมไปถึง Hyper Market อีกด้วย เพื่อตอบสนองจำนวนผู้คนที่อยู่อาศัยในย่านนี้ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นเรื่องความอุดมสมบูรณ์จึงไม่น่าเป็นห่วง และยังคงเหมาะกับทำเลที่ใช้ชีวิตแบบคนอยู่คอนโดไม่ทำกับข้าวได้ค่ะ

การเดินทางโดยใช้รถ – ด้วยความที่ตัวโครงการอยู่ติดถนนใหญ่รามอินทราเลย ดังนั้นการเดินทางด้วยรถยนต์จึงค่อนข้างสะดวก เน้นเดินทางในละแวกใกล้ๆ บนถนนรามอินทรา – เสรีไทย หรือวิ่งออกนอกเมืองด้วยเส้นสุวินทวงศ์ก็สะดวกเช่นกัน ตัวโครงการให้พื้นที่จอดรถมาทั้งหมด 44% ถือว่ามาตรฐานสำหรับโครงการในระดับ Economy นะคะ ซึ่งจากที่ไปสำรวจโครงการบริเวณที่จอดรถก็ไม่ได้หนาแน่นมาก

การเดินทางโดยไม่ใช้รถ – ในอนาคตโครงการนี้จะกลายเป็นคอนโดมิเนียมที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าในระยะที่เดินได้ง่าย เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนในย่านนี้ที่ไม่อยากย้ายทำเลเข้าเมือง แต่คาดหวังความสะดวกในการใช้รถไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งตัวโครงการจะอยู่ห่างจากสถานีเศรษฐบุตรบำเพ็ญไปไม่มาก โดยที่ตั้งสถานีจากข้อมูลการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยจะตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ ซึ่งโรงเรียนนี้มีระยะห่างจากโครงการไปประมาณ 130 ม.เท่านั้น

ส่วนปัจจุบันใครที่ต้องพึ่งพิงระบบขนส่งสาธารณะก็ใช่ว่าจะไม่สะดวก ด้วยความที่ย่านนี้เป็นย่านที่มีคนอาศัยอยู่เยอะ ดังนั้นบริเวณนี้จึงเป็นศูนย์รวมของรถสาธารณะต่างๆ เช่นเดียวกัน เป็นต้นสาย-ปลายสายของรถเมล์และรถตู้ มีให้เลือกเส้นทางในการเดินทางได้หลากหลาย รวมไปถึงจะเรียกพี่แท็กซี่ก็ไม่ยากและไม่เปลี่ยวด้วยเพราะตัวโครงการอยู่ติดถนนใหญ่เลยค่ะ

การออกแบบ – ตัวโครงการเป็นหมู่คอนโด Low Rise 3 อาคาร มีจำนวนยูนิตทั้งหมด 634 ยูนิต แบ่งเป็นอาคารละ 200 กว่ายูนิต ถือว่ามีความหนาแน่นระดับนึงเลยทีเดียว ซึ่งทางโครงการก็มีการแก้ปัญหาความหนาแน่นในหลายๆ จุด เช่นบริเวณ Corridor (โถงทางเดิน) จะเน้นช่องแสงที่เข้าถึงโถงได้เป็นระยะๆ สามารถมองวิวภายนอกได้และมีแสงสว่างจากภายนอกเข้ามาได้ดี รวมไปถึงบางโซนที่จัดให้เป็น Single Corridor ด้วย จึงให้ความรู้สึกโปร่งโล่งมากขึ้น อีกจุดนึงที่น่าสนใจคือการเล่นระดับพื้นบริเวณ Facilities ตรงกลางของอาคารทั้ง 3 กับชั้นจอดรถด้านล่าง ที่เกิดจากการคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของส่วน Facilities โดยการยกระดับพื้น Facilities ขึ้นและใช้ผนังหรือต้นไม้บังสายตาจากส่วนที่จอดรถ ซึ่งทำออกมาได้ดี ทำให้ส่วน Facilities น่าใช้งานมากขึ้น

วัสดุ – วัสดุของโครงการที่ให้มานับว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย (ราคาเฉลี่ยต่อตร.ม. 65,000 บาท) ด้วยตัวโครงการขายห้องในรูปแบบ Fully Furnished ซึ่งได้ทั้ง Furniture แบบ Built-in และลอยตัวทั้งหมด ประกอบกับที่ฟังก์ชันเสริมที่โครงการในระดับ Economy มักไม่ได้ให้มาเช่น Digital Door Lock และ Bluetooth Sound System อีกด้วยค่ะ

สาธารณูปโภค – ด้วยความที่เป็นโครงการที่มีจำนวนยูนิตเยอะพอสมควร จึงได้ Facilities ค่อนข้างมาก หลากหลายฟังก์ชัน น่าใช้งานและเพียงพอ ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าโครงการที่ต้องการไลฟ์สไตล์แบบคอนโด อยากใช้ Facilities หลากหลายทีเดียว จัดเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการเลยก็ว่าได้ค่ะ

Judgement

การให้คะแนน ให้แบบ Weight Average โดยมุ่งหาความคุ้มค่า เทียบกับราคาที่จ่ายไป โดยมีส่วนที่พิจารณาดังนี้

ทำเล 35%, การเดินทางโดยใช้รถ 15%, การเดินทางโดยไม่ใช้รถ 15%, วัสดุ 15%, การออกแบบ 10% และสาธารณูปโภค 10%

เทียบกับราคา 65,000 บาท/ตร.ม.,10 August 2017

ไม่รวมคะแนนรถไฟฟ้าในอนาคต

  • ทำเล 8/10 – ทำเลใกล้แยกเมืองมีน มีความอุดมสมบูรณ์สูงในย่านนี้ อยู่ติดถนนใหญ่รามอินทรา
  • เดินทางด้วยรถ 7.5/10 – ข้อดีคือติดถนนใหญ่ เดินทางสะดวกบนรามอินทรา-เสรีไทย
  • ไม่ใช้รถ 7/10 – ติดถนนใหญ่เลือกเดินทางได้สะดวกทั้งรถเมล์ รถตู้และแท็กซี่
  • วัสดุ 8/10 – ให้แบบ Fully Furnished ในระดับราคานี้จัดว่าคุ้มค่า
  • แบบ 7.5/10 – อาคารออกแบบมาได้ดี น่าสนใจและเก็บดีเทลต่างๆ ได้ดีในแง่การอยู่อาศัย แต่ค่อนข้างหนาแน่น
  • สาธารณูปโภค 9/10 – เยอะ ครบ เพียงพอ น่าใช้งาน เทียบกับราคาแล้วคุ้มค่า
  • 7.83 / 10.00

รวมคะแนนรถไฟฟ้าในอนาคต

  • ทำเล 8/10 – ทำเลใกล้แยกเมืองมีน มีความอุดมสมบูรณ์สูงในย่านนี้ อยู่ติดถนนใหญ่รามอินทรา
  • เดินทางด้วยรถ 7.5/10 – ข้อดีคือติดถนนใหญ่ เดินทางสะดวกบนรามอินทรา-เสรีไทย
  • ไม่ใช้รถ 8/10 – ติดถนนใหญ่เลือกเดินทางได้สะดวกทั้งรถเมล์ รถตู้และแท็กซี่ ใกล้สถานีในระยะเดิน
  • วัสดุ 8/10 – ให้แบบ Fully Furnished ในระดับราคานี้จัดว่าคุ้มค่า
  • แบบ 7.5/10 – อาคารออกแบบมาได้ดี น่าสนใจและเก็บดีเทลต่างๆ ได้ดีในแง่การอยู่อาศัย แต่ค่อนข้างหนาแน่น
  • สาธารณูปโภค 9/10 – เยอะ ครบ เพียงพอ น่าใช้งาน เทียบกับราคาแล้วคุ้มค่า
  • 7.98 / 10.00
  • ECONOMY CLASS

BOTTOM LINE

โครงการ Esta Bliss เหมาะกับคนในย่านมีนบุรี ต้องการอยู่อาศัยไลฟ์สไตล์คอนโด ในราคาหยิบจับง่าย เดินทางสะดวก คาดหวังการใช้รถไฟฟ้าในอนาคต ไม่ต้องเตรียมงบตกแต่งเพิ่ม พร้อมเข้าอยู่ มี Facilities หลากหลายและเพียงพอในการใช้งาน มีงบเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท หรือมีกำลังผ่อนเริ่มต้นต่อเดือนประมาณ 11,200 บาท

Share

Leave a Reply