Vittorio คอนโดหรูระดับ Ultimate บนสุขุมวิท39 ใจกลางเมืองย่านพร้อมพงษ์ ตัว Top จาก AP [Advertorial]

July 17, 2017 08:001 comment

 VITTORIO คอนโดหรูระดับ ULTIMATE CLASS ตัว Top ที่สุดของ Ap เป็นคอนโด High Rise 28 ชั้น ราคาเริ่ม 28 ล้านบาท ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท39 ใกล้ BTS พร้อมพงษ์และศูนย์การค้าชั้นนำอย่าง The Em District ที่ประกอบด้วย The Emporium , The EmQuartier และ The Emsphere มีการออกแบบภายใต้แนวคิด ‘LIVING IN THE MASTERPIECE’ ที่ผสานความสุนทรีย์ของงานศิลปะเข้ากับการใช้ชีวิต ด้วยการพิถีพิถันในทุกรายละเอียดทั้งวัสดุ ระบบรักษาความปลอดภัย และ ความเป็นส่วนตัว เสมือนสร้างงานศิลป์ระดับมาสเตอร์พีซที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก

VITTORIO ได้รับการออกแบบจาก บริษัท dwp (design worldwide partnership) จำกัด บริษัทออกแบบภายในพร้อมรางวัลการันตีในระดับโลก ร่วมกับ Alexander Lamont (อเล็กซานเดอร์ ลามอนต์) แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลกที่ได้สร้างสรรค์ผลงาน Craftsmanship หรืองานศิลปะที่ทำขึ้นด้วยมือ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานชิ้นพิเศษที่มีเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือนให้กับ VITTORIO นอกจากนั้นยังมีจุดเด่นและความน่าสนใจในเรื่องของความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนห้องพักเพียง 88 ยูนิตและระบบรักษาความปลอดภัยเทียบเท่าโรงแรม 5 ดาว มีการจัดวางสเปซที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Uffizi Gallery พิพิธภัณฑ์ศิลปะด้านจิตรกรรมและประติมากรรมชื่อก้องโลกแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี  ผ่านการออกแบบในรูปแบบ Timeless Design ด้วยสไตล์ Modern Classic ตกแต่งด้วยงานศิลปะของ 9 ศิลปินชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก  โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความภาคภูมิใจและภาพลักษณ์ของผู้อยู่อาศัยอีกด้วย

แผนที่จากโครงการ พิกัด : 13.730827, 100.570817

ทำเลของ VITTORIO มีจุดเด่นอยู่ตรงที่ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านพร้อมพงษ์ในซอยสุขุมวิท 39 ใกล้สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์ เดินทางสะดวกใกล้ทางด่วน 3 สายและมีทางลัดที่สามารถเชื่อมต่อกับถนนใหญ่หลายเส้น เข้าถึงได้ทั้งย่านทองหล่อ เพชรบุรี สุขุมวิทและ อโศกมนตรี ตัวถนนสุขุมวิทเอง หากขับเข้าเมืองไปเรื่อยๆ(เลียบเส้นรถไฟฟ้า BTS) จะผ่านแยกอโศก ซึ่งระหว่างทางจะเจอ Terminal 21  ผ่านแยกราชประสงค์ ไปจะเป็น เซ็นทรัลเวิร์ล สยาม ถนนเพชรบุรี (ผ่านแยกเอกมัยเหนือ-เพชรบุรี) เป็นถนนที่มีอาคารสำนักงานอยู่ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน โดยเป็นถนนเส้นคู่ขนานกับถนนสุขุมวิท ซึ่งมีถนนอโศกมนตรี และสุขุมวิทซอยย่อยๆเป็นตัวตัดผ่าน จากโครงการขับไปออกทางถนนเพชรบุรีไปผ่านแยกอโศก-เพชรบุรี เลี้ยวขวาก็จะไปทะลุถนนพระราม 9 ซึ่งสามารถไปห้างฟอร์จูน เซ็นทรัลพระราม 9 หรือเอสพลานาดได้ นอกจากนี้ถนนสุขุมวิทยังมี ถนนพระรามที่ 4 เป็นถนนคู่ขนานอีกด้าน สามารถใช้ไปยังแยกวิทยุ ไปราชเทวีได้

สำหรับความอุดมสมบูรณ์เป็นทำเลที่มีครบแทบทุกอย่าง ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขนม ร้านกาแฟ โดยเฉพาะร้านที่เป็นสไตล์ญี่ปุ่น เป็นแหล่งรวมของศูนย์การค้าชั้นนำระดับเวิร์ลคลาสใจกลางสุขุมวิทกับโครงการ The District Em อันประกอบด้วย ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์ และดิ เอ็มสเฟียร์ ใกล้สถาบันการศึกษาและโรงพยาบาลชั้นนำ ทำให้ทำเลนี้เป็นย่านการค้า แหล่งธุรกิจ โรงแรม ออฟฟิศที่พักอาศัย ศูนย์ความบันเทิงที่ครบครัน มีคนอาศัยอยู่ทั้งชาวไทยและต่างประเทศโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น ใกล้ ทองหล่อ ย่านที่มี lifestyle mall อยู่เยอะ คึกคักไปด้วยชาวต่างชาติและคนไทย และมีร้านอาหารนานาชาติหลากหลาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์รวมธุรกิจบันเทิงแห่งหนึ่งของชาวต่างชาติในกรุงเทพฯ

แนวความคิดในการออกแบบของ VITTORIO เกิดขึ้นจากทางผู้บริหารมีความชื่นชอบในงานศิลปะและอยากทำโครงการที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาเฉกเช่นเกียวกับงานศิลปะ จึงได้เกิดแนวคิด ‘LIVING IN THE MASTERPIECE’ ที่ผสมผสานความสุนทรีย์ของงานศิลปะเข้ากับการใช้ชีวิต โดยได้นำเอางานศิลปะของ 9 ศิลปินชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาตกแต่งภายในโครงการ ซึ่งผลงานแต่ละชิ้นที่นำมาจัดแสดงทางคณะผู้บริหารและทีมงานได้เดินทางไปคัดสรรด้วยตัวเอง แล้วนำมาจัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสมกับพื้นที่ในแต่ละส่วนในโครงการ โดยจะมีเจ้าหน้าที่บริหารอาคารที่มีประสบการณ์และความชำนาญการเฉพาะด้าน ในเรื่องของการบริหารจัดการโครงการระดับอัลตร้า-ลักซ์มาดูแลความงดงามเรียบร้อยของ VITTORIO โดยเฉพาะ ตลอดจนมีการจัดทำคู่มือนำเสนอขั้นตอน และวิธีในการดูแลรักษางานคราฟท์แต่ละชิ้นอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้พักอาศัยได้อิ่มเอมกับงานศิลปะ ผสมผสานกับความ Craftsmanship มีเอกลักษณะเฉพาะตัวด้วยสไตล์การออกแบบ วัสดุที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ความเป็นส่วนตัวสูงด้วยการวางผังและระบบรักษาความปลอดภัยเทียบเท่าโรงแรม 5 ดาว

โครงการได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก  Uffizi Gallery พิพิธภัณฑ์ศิลปะด้านจิตรกรรมและประติมากรรมชื่อก้องโลกแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี โดยได้นำเอา Space ที่หรูหราโอ่โถงและการเน้นจุดนำสายตามาใช้ในการออกแบบ การตกแต่งจะใช้ความสมมาตรและรูปทรงเรขาคณิตเข้ามาผสมผสานกับการจัดวางงานศิลปะได้อย่างลงตัว

พิพิธภัณฑ์อุฟฟิซี (Uffizi Gallery) เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะด้านจิตรกรรมและประติมากรรมที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่ซึ่งรวบรวมงานจิตรกรรมชิ้นเอกของศิลปินชาวอิตาเลี่ยนไว้มากมาย โดยเฉพาะภาพเขียนในยุคเรอเนสซองส์ การดีไซน์สเปซหรือพื้นที่ใน Uffizi Gallery สะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบที่เป็นเลิศ ยกระดับงานฝีมือและความทุ่มเท สู่มาตรฐานขั้นสูงสุด พร้อมกับปรับให้เป็นผลงานออกแบบพื้นที่ทันสมัย ที่มีความงดงามตามอุดมคติในยุคคลาสสิค ผสมผสานกันอย่างกลมกลืนกับความสง่างามร่วมสมัย เป็นตัวแทนจิตวิญญาณของตระกูลเมดิชี่ในรูปแบบที่เหนือข้อจำกัดของกาลเวลา อันเป็นแรงบันดาลใจสู่การดีไซน์และออกแบบพื้นที่ของ VITTORIO จากร่างต้นฉบับของสถาปนิกไปจนถึงแผนผังในอาคาร

อีกหนึ่งแรงบันดาลใจจากโถงทางเดิน Vasari Corridor ทางเดินลับของ Grand Duke Medici I (แกรนด์ดยุคคอร์ซิโม ที่หนึ่ง แห่งเมดิชี่) เจ้าเมืองแห่งฟลอเรนซ์ผู้มั่งคั่งในอดีต ถูกนำมาเป็นแนวคิดในการจัดวางพื้นที่ภายในที่พักอาศัย ที่สร้างความเป็นส่วนตัวด้วยการแบ่งส่วนพักอาศัยและส่วนเซอร์วิส (Back of House) ออกจากกัน ทุกยูนิตแยกทางเข้าส่วนเซอร์วิส (Sub-Entrance) พร้อมทางเข้า-ออกที่แยก Service Lift ออกจากลิฟท์โดยสารลูกบ้าน

สำหรับงานเฟอร์นิเจอร์และวัสดุตกแต่ง ทางโครงการได้ร่วมกับ Alexander Lamont แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับ Luxury ที่สร้างสรรค์ผลงาน Craftsmanship หรืองานศิลปะที่ทำด้วยมือ มีการผสมความเป็นตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน โดยการนำเทคนิคต่างๆตั้งแต่สมัยโบราณของยุโรปมาถ่ายทอด ทำให้ผลงานแต่ละชิ้นมีลักษณะเฉพาะตัว โดยได้ออกแบบและคัดเลือกวัสดุต่างๆให้กับ VITTORIO เช่น หนังปลากระเบนที่ทำสีพิเศษให้สำหรับโครงการโดยเฉพาะถูกมาตกแต่งพื้นที่ส่วนกลาง  โดยหนังปลากระเบนเป็นวัสดุที่มีความคงทน ไม่ต้องย้อมสีเหมือนหนังวัวจึงไม่มีสารพิษตกค้าง นิยมนำมาทำเป็นเครื่องมือแพทย์และผนังตกแต่งของคนฝรั่งเศส

ตัวอย่างหนังปลากระเบน ผลงาน Craftsmanship ที่ได้รับการออกแบบจาก Alexander Lamont

นอกจากนั้นยังมีฟางข้าวที่ผ่านกรรมวิธีในการรีดเป็นเส้นแล้วนำมาถัดเรียงลวดลาย มีพื้นผิวที่มันวาว เวลาโดนแสงก็จะสะท้อนในมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งจะตอบโจทย์กับการออกแบบสไตลล์คลาสสิค มีการนำมาใช้ตกแต่งในส่วนของห้องตัวอย่าง นอกจากวัสดุแล้วยังมีของตกแต่งอื่นๆที่ได้รับการคัดสรรมาเพื่อ Vittorio อีกด้วย

อีกหนึ่งไฮไลท์ของโครงการนี้คือ หินอ่อน ที่ทางผู้บริหารบินไปคัดเลือกด้วยตัวเองจากเหมือง GRUPPO TOSCO MARMI ประเทศอิตาลี เพื่อให้ได้หินที่มีลวดลายสวยที่สุด โดยได้เลือกหินอ่อน Palissandro Bluette ที่จัดว่ามีความงามและหายากด้วยสีและลวดลายที่สวยงาม เป็นประกายระยิบระยับเมื่อกระทบกับแสงไฟ  มีความหลากหลายของลายสูงจึงต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการคัดเลือกลายให้ต่อเนื่องกัน เป็นที่ยอมรับในวงการการออกแบบระดับโลก ถูกใช้ในงานสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงหลายแห่งเช่น ห้องสมุดในราชสำนักพระราชวัง Reggia di Caserta Palace , พระราชวัง Caserta Campania , TRUMP HOLLYWOOD HOTEL ,  ST. REGIS HOTEL และ MARINA BAY SAND SUITE เป็นต้น ส่วนในเมืองไทยก็ได้มีการนำหินชนิดนี้มาตกแต่ง บ้านหลวงสาทรราชายุตก์ อาคารอนุรักษ์แห่งหนึ่งของไทย ต่อมาใช้เป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต และเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม ดับเบิลยู ถนนสาทร ในปัจจุบัน

Palissandro Bluette หินอ่อนเฉดสีเทา-ฟ้า-น้ำตาลประกายทอง ที่มีเสน่ห์จากสายแร่ประกายทองในชั้นหิน ที่ดูคล้ายกับลวดลายของไม้ตามธรรมชาติ และมีคุณสมบัติประกายแสงระยิบระยับ พบได้เพียงที่เดียวในโลกจากแหล่งกำเนิดบนเทือกเขาทางตอนเหนือของอิตาลี

สำหรับหินในตระกูล PalissandroMarble นั้น มีอยู่ด้วยกัน 5 แบบ ซึ่งจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ได้แก่ Palissandro Classico , Palisandro Oniciato , Palisandro Blue และสีที่เรานำมาใช้ในโครงการก็คือ Palissandro Nuvolato Bluette และ Palisandro Bluette ซึ่งจัดว่าเป็นสีที่สวยและหายากที่สุดของหินตระกูลนี้

โครงการ  VITTORIO เป็นคอนโด High Rise 28 ชั้น ตั้งอยู่บนที่ดินประมาณ  1-2-93 ไร่ ในซอยสุขุมวิท 39 มีจำนวนห้องพักเพียง 88 ยูนิต จอดรถได้  142 คันหรือคิดเป็น 161% พร้อมที่จอดรถซูเปอร์คาร์ พื้นที่ส่วนกลางมี VITTORIO Concierge , ล็อบบี้ (Galleria Medici) , Lobby Lounge อยู่ที่ชั้นล่าง ส่วนชั้น 27-28 มี ฟิตเนส (Club Kinetic) , สระว่ายน้ำ (Arno Vitality Pool) , Social Club (Salone 39) ในส่วนของห้องพักอาศัยมีการออกแบบวางผังให้ส่วนพักอาศัยมีความเป็นส่วนตัวสูง ไม่มีผนังห้องใดที่ติดกันเลยพร้อมPrivate Lift ห้องพักเริ่มต้นด้วย 2 ห้องนอนขนาด 100-140 ตารางเมตร , ห้องDuplex ขนาด 167 ตารางเมตร และห้องPenthouse ขนาด 270-306 ตารางเมตร การออกแบบตัวอาคารถูกพัฒนามาจากสถาปัตยกรรมยุค Classic ที่มีการใช้รูปทรงเรขาคณิต เน้นแนวแกนและความสมมาตร มาผสมผสานกับความโมเดิร์น เรียบหรูแบบ Timeless Design โดยใช้สไตล์ Modern Classic ในการออกแบบ

โครงการมีระบบรักษาความปลอดภัยเทียบเท่าโรงแรม 5 ดาว ทางเข้า-ออกจะควบคุมด้วยระบบ RFID หรือ Radio frequency identification ที่รับสัญญาณระยะไกลจากตัวรับที่ติดอยู่ในรถ พอเราขับรถผ่านประตูทางเข้าก็จะเปิดออกโดยอัตโนมัติ ติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้า-ออกหน้าโครงการ และอีกหนึ่งจุดบริเวณก่อนเข้าที่จอดรถ โดยที่จอดรถสามารถจอดได้ 142 คันหรือคิดเป็น 161% พร้อมที่จอดรถซูเปอร์คาร์ ทางเข้าหลักของโครงการ ซุ้มประตูถูกออกแบบมาโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากยุคเรเนสซองส์ โดยมีการดึงเอาสัดส่วนความสูงของโดมและการใช้เส้นแนวตั้งของโกธิคมาประยุกต์ใช้ผสมกับสไตล์โมเดิร์น เพื่อต้องการสร้าง Space ที่ Private โอบล้อมด้วยผนังทั้งสองฝั่งที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีดำ

พอเข้าโครงการมาก็จะเจอกับ KHIEN RIVER ที่มีลักษณะเป็น Court มีบ่อน้ำที่ตรงกลางจัดแสดงงานประติมากรรมชื่อว่า “งอกงาม” ซึ่งเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของอาจารย์เขียน ยิ้มศิริ อยู่กลางบ่อน้ำ โดยรูปปั้นนี้จะเป็นแบบขยาย ส่วนของจริงจะถูกจัดแสดงอยู่ที่ Social Club (Salone 39) บนชั้น 28 การออกแบบบริเวณนี้จะมีการเน้นแนวแกน เพื่อให้เกิดความสมมาตรซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมยุโรป โดยรูปปั้นงอกงามนี้จะเป็นตัวนำสายตาเชื่อมต่อเข้าสู่บริเวณ Lobby ภายในอาคาร

ประติมากรรม “งอกงาม” หรือ “Growth” โดยอาจารย์เขียน ยิ้มศิริ ศิลปินชาวไทยที่สร้างผลงานอันโด่งดังมากมาย

ภายในตัวอาคารได้มีการนำเอาแนวคิดในการออกแบบของคนในยุคกลาง คือสร้าง Space บริเวณ Public Area ออกมาเป็น 2 ส่วนเข้ามาจะเจอกับ Foyer ที่มีชื่อเรียกว่า Vittorio Concierge ก่อน เพื่อให้คนที่เข้ามาในบริเวณนี้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย ก่อนจะเข้าไปในส่วนถัดไปคือ Lobby (Galleria Medici) โดยบริเวณ Vittorio Concierge นี้ ทั้งพื้นและผนังตกแต่งด้วยหินอ่อน “Palissandro Bluette” ที่มีการต่อลายแบบสายน้ำ มีการจัดไฟด้วยแสง Warm เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่สงบ โดยไฟที่กระทบกับหินจะเห็นเป็นประกายระยิบระยับของสายแร่ที่มีหลากหลายของสี บริเวณเคาน์เตอร์ตกแต่งด้วยโคมไฟจาก  Alexander Lamont ทั้งโคมไฟตั้งโต๊ะและโคมไฟแขวนฝ้าเพดาน ที่คัดสรรและออกแบบมาเพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะ บนฝ้าเพดานใช้วัสดุเป็นกระจกสะท้อนรายละเอียดต่างๆให้มีความสวยงามในความเรียบง่าย เสริมให้บรรยากาศให้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

ถัดจาก Vittorio Concierge มาจะเจอกับ Galleria Medici โถงพักคอยที่จัดแสดงงานจิตรกรรมที่ดึงดูดสายตาจากศิลปินที่มีชื่อเสียง โดยงานแต่ละชิ้นได้รับการคัดสรรเป็นพิเศษเพื่อ VITTORIO โดยเฉพาะ พื้นที่บริเวณนี้จะเป็นโถงสูง มีการออกแบบให้ทั้งสองฝั่งของห้องมีความสมมาตรกัน มีเส้นแนวแกนเพื่อนำสายตาไปสู่รูปภาพที่สำคัญที่สุดใน Space นี้คือ Venus and the silent scream ของคุณนที อุตฤทธิ์ ซึ่งเป็นภาพที่สื่อความหมายแทนโครงการ  นอกจากแกนกลางแล้วยังมีรายละเอียดในการออกแบบผนังโดยใช้ไม้ร่วมกับหินเพื่อให้บรรยากาศดูอบอุ่นมากยิ่งขึ้น ทางฝั่งขวาดีไซน์ผนังไม้ เว้นช่องที่ซ่อนไฟในจังหวะที่เท่าๆกัน ส่วนทางด้านซ้ายจะมีทางเข้าไปสู่ Lobby Lounge ที่มีมุมมองเชื่อมต่อไปเห็นงานประติมากรรม “งอกงาม” ของอาจารย์เขียนที่อยู่ด้านหน้าได้

สำหรับผลงานศิลปะที่นำมาจัดแสดงในส่วนของ Galleria Medici ได้แก่ ภาพแรก Venus and the silent scream ของคุณนที อุตฤทธิ์ ตีความวีนัสในอีกมุมมองหนึ่ง ส่วนภาพที่ 2 และ 3 เป็นซีรีย์ Live ที่วาดกันคนละปีของคุณเสนีย์ แช่มเดช การเลือกภาพบริเวณโถงจะเน้นให้มีสีสันค่ะ 

โถงลิฟท์ของโครงการนี้ประกอบด้วยลิฟท์โดยสารทั้งหมด 4 ตัวซึ่งเป็นแบบ Private lift สามารถขึ้นไปที่ห้องใครห้องมันได้เลย และมีลิฟท์บริการอีก 1 ตัว พื้นที่บริเวณก็มีการตกแต่งด้วยหินอ่อน “Palissandro Bluette” ที่ต่อลวดลายเป็นรูปตัว V สัญลักษณ์ของโครงการ Vittorio เช่นกัน โดยก่อนเข้าโถงลิฟท์ต้องใช้คีย์การ์ดในการผ่านเข้ามา ซึ่งตัวคีย์การ์ดที่เลือกใช้จะเป็นมาตรฐานเดียวกับโรงแรม 5 ดาว มีระบบการป้องกันการปลอมแปลงที่มากกว่าคีย์การ์ดทั่วๆไป ทำให้มีความปลอดภัยที่มากขึ้น บริเวณโถงลิฟท์จะมีการจัดแสดงผลงานของ คุณพินรี สัณฑ์พิทักษ์ ที่มีชื่อว่า Flower Fountain และ Flower Shower ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสรีระของผู้หญิงค่ะ และบริเวณพื้นภายในลิฟท์ก็มีการตกแต่งด้วยหิน  Palissandro Bluette เรียงลวดลายเป็นตัว V เช่นเดียวกันกับโถงลิฟท์ พร้อมนำผลงานสร้างของ Alexander Lamont อย่างหนังกระเบนมาใช้ตกแต่งในโถงลิฟท์ส่วนตัวทุกตัวเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ตัวโครงการอีกด้วย

ชั้น 27-28 จะเป็นส่วนของ Facilities อีกจุดหนึ่ง ชั้น 27 จะมีสระว่ายน้ำ เป็นสระระบบโอโซน-เกลือ โดยมีแนวความคิดในการออกแบบมาจาก Roman Baths ที่มีการแบ่งการใช้งานของสระออกเป็นส่วนๆ มี Station สำหรับ Therapy หรือ นวดส่วนต่างๆของร่างกาย โดยในแต่ละ Station จะมี Water jet ในการนวด ถือเป็นสระว่ายน้ำที่ใช้กับระบบ Hydro spa pool แบบจัดเต็ม ซึ่งจะมีใช้อยู่ที่โรงแรม Ritz-Carlton ที่ประเทศบาหลี ถือเป็นโครงการคอนโดเจ้าแรกในไทยที่บุกเบิกการทำสระว่ายน้ำในลักษณะนี้  นอกจากนั้นชั้นนี้ก็มีห้องน้ำแยกชายหญิงแยกเป็นสัดส่วน และมีจุดชมวิว (Pool deck)ให้เรานั่งชมวิวเมืองมุมสูงได้ บนชั้น 28 นั้นจะมีฟิตเนสและSocial Club อยู่ ข้อดีของการจัดวางพื้นที่ส่วนกลางอยู่ชั้นบนๆนั้นคือจะไม่ไปกระทบกับความเป็นส่วนตัวในส่วนพักอาศัย และสามารถชมวิวเปิดโล่งมุมสูงบนชั้น Roof Top อีกด้วย

Arno Vitality Pool เป็นสระว่ายน้ำที่มาพร้อมกับระบบ Hydrotherapy ที่มีถึง 7 สเตชั่น ออกแบบภายใต้แนวคิดวารีบำบัดเพื่อบรรเทาอาการเมื่อยล้า หรือความเครียดจากการทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่มีการแบ่งการใช้งานของสระออกเป็นส่วนๆ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Roman Baths โดยจะมี Station สำหรับนวดส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น ไหล่ ตัว หัว คอ หลัง ขา โดยในแต่ละ Station จะมี Water jet ในการนวด Space บริเวณนี้เป็นแบบ Semi Outdoor ในตอนกลางวันก็สามารถมาว่ายเล่นได้ ไม่ร้อน ราวกันตกที่ผนังด้านข้างเป็นกระจกสามารถเปิดรับวิวได้โดยรอบ

แนวความคิดในการออกแบบสระว่ายน้ำคือ Roman Baths ที่แบ่งพื้นที่การใช้งานออกเป็นหลายๆส่วนค่ะ โดย 7 Station ของสระว่ายน้ำที่สามารถนวดได้ทั้ง นวดหลัง-หัวไหล่ , Swim jet , นวดหลัง , นวดขา , นวดน่อง ได้แก่

  1. Water Curtain & Cannon Massage Jet (Back , Shoulder)
  2. Swim Jet
  3. Water Curtain Massage jet (Back)
  4. Stand Hydrotherapy (Lower Body 45 , 85 cm.)
  5. Spa Seat (Back , Leg)
  6. Water Curtain Massage jet (Back , Shoulder)
  7. Walk Corridor (Lower Body H40 , 85 cm.)

ชั้น 28 จะเป็นส่วนของฟิตเนสที่มีชื่อว่า Club Kinetic และ Social Club ชื่อว่า Salone 39 ตั้งอยู่บนชั้นบนสุด ผนังโดยรอบจะเป็นกระจกสามารถใช้ชมวิวได้โดยรอบ ในฟิตเนสจะมีการออกแบบเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ที่มาใช้งานโดยการจัดให้เครื่องออกกำลังกายแต่ละชิ้นให้มีระยะไม่ติดกันจนเกินไป เช่นบริเวณเครื่องวิ่งจะมีผนังกั้นขึ้นมาบางส่วน ทำให้คนที่วิ่งอยู่ข้างๆมองไม่เห็นกัน ในส่วนของ  Social Club ก็มีจุดนั่งชมวิวเช่นเดียวกัน ชั้นนี้จะมีการจัดแสดงงานศิลปะด้วย โดยมีงานจิตรกรรมอยู่ 2 จุดในฟิตเนสและ Social Club ส่วนบริเวณโถงจัดแสดงเป็นงานประติมากรรม

บนชั้น 28 นี้จะมีการจัดแสดงงานศิลปะอีกหลายชิ้น โดยจะเลือกภาพที่ค่อนข้างมีสีสรร ได้แก่ภาพเขียน ซีรีย์ HARMONIA ของอาจารย์นุกูล ปัญญาดี เป็นภาพที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของเครื่องดนตรี และงานประติมากรรมชื่อว่า “PLENTY” หรือ “บันไดแห่งความสำเร็จ” ของคุณพิทักษ์ สง่า ศิลปินผู้มีชื่อเสียงได้รับรางวัลมากมาย งานชิ้นนี้แสดงถึงก้าวหน้าต่อยอดจาก “งอกงาม” ที่อยู่ด้านหน้า โดยชิ้นงานนี้ใช้หลักการเดียวกับรูปปั้นของ Michelangelo’s David คือมีการทิ้งน้ำหนักไปที่ขาเพียงข้างเดียว แกะสลักในปีคศ.1501 โดยใช้หินอ่อนสีขาวจากเมือง Carara

งานประติมากรรมชื่อว่า “PLENTY” หรือ “บันไดแห่งความสำเร็จ” ของคุณพิทักษ์ สง่า ตั้งโดดเด่นอยู่บริเวณโถงทางเดิน ระหว่างทางเข้า Club Kinetic และ Salone 39

มาดูต่อกันที่ฟิตเนสที่มีชื่อว่า Club Kinetic ตั้งอยู่บนชั้นบนสุด พื้นที่ออกกำลังกายที่มาพร้อมกับวิวพาโนรามา เนื่องจากผนังโดยรอบเป็นกระจกเปิดรับวิวได้เต็มที่ อีกทั้งยังมีพื้นที่อันเป็นส่วนตัวด้วยการออกแบบสเปซสำหรับเครื่องวิ่งที่แยกเฉพาะบุคคล ด้วยผนังกระจกที่กั้นแยกกันเวลาเราเล่นเครื่องวิ่งอยู่ก็จะมองไม่เห็นกัน และนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายแนวใหม่ ‘Kinesis’ จาก Technogym ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬาชื่อดังของอิตาลี ส่วนเครื่องออกกำลังกายอื่นๆก็มีการจัดวางไม่ให้กระชั้นกันจนเกินไป

การวางผังของฟิตเนสจะเน้นความเป็นส่วนตัว อุปกรณ์ต่างๆวางไม่ติดกันจนเกินไป โดยเครื่องเล่นและอุปกรณ์ทางโครงการเลือกใช้ของ Technogym แบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่ทุกบริษัทในวงการฟิตเนสนิยมใช้เป็นส่วนใหญ่

โดยเครื่องเล่นที่เป็นไฮไลท์ของโครงการคือ ‘Kinesis’ จาก Technogym ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬาชื่อดังของอิตาลี สามารถปรับน้ำหนักและใช้ออกกำลังกายได้หลายส่วนในร่างกายถึง 200 ท่า อีกทั้งยังมีรูปลักษณ์ที่สวยงามอีกด้วย

Salone 39 แหล่งสังสรรค์ภายในบรรยากาศหรู ตั้งอยู่บนชั้น 28 ฝั่งตรงข้ามกับฟิตเนส ออกแบบให้มีผนังกระจกสามารถชมวิวได้โดยรอบ ภายในจะมีเคาน์เตอร์บาร์พร้อมตู้ wine sella ไว้บริการ สามารถนำไวน์จากห้องตัวเองขึ้นมาแช่ พร้อมนัดประชุมหรือนั่งคุยกับเพื่อนๆได้ โดยห้องนี้จะมีระบบการจองออนไลน์ผ่านทาง Application เพื่อให้ลูกบ้านขึ้นมาใช้งานไม่ชนกัน สำหรับผลงานศิลปะที่จัดแสดงในห้องนี้จะมีงานประติมากรรม “งอกงาม” ของอาจารย์ เขียน ซึ่งเป็นของจริงที่เหมือนกับแบบขยายด้านล่าง

สำหรับการวางผังชั้นพักอาศัย จะเน้นการออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัวซึ่งถือเป็นจุดเด่นของโครงการ โดยจัดให้ทั้ง 4 มุมของตัวอาคารคือตำแหน่งที่ตั้งของห้องพัก ทุกห้องในโครงการจะเป็นยูนิตหัวมุม ผนังของทุกห้องชุดจะถูกดีไซน์ให้แยกออกจากกัน ไม่มีผนังห้องไหนติดกันเลย ซึ่งจะทำให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ช่วยลดเสียง ความร้อน และยังช่วยระบายอากาศได้ ความกว้างของโถงทางเดินในแต่ละชั้นที่กว้างถึง 1.6 เมตร แบ่งสเปซพักอาศัยให้แยกออกจากกัน แต่ละห้องจะมีพื้นที่เซอร์วิส (Back of House) พื้นที่ส่วนบริการที่แยกต่างหากและมีลิฟต์เฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่บริการ เช่น แม่บ้าน พี่เลี้ยงเด็ก และคนขับรถ ไม่ได้ใช้ลิฟท์ตัวเดียวกันกับผู้พักอาศัยเพื่อให้ความเป็นส่วนตัวอย่างเต็มที่ ในส่วนผู้พักอาศัยจะมี Private Lift ที่ขึ้นมาส่งถึงหน้าห้องเลย ก่อนเข้าห้องจะมีโถงเล็กๆสำหรับนั่งพักคอยได้ ภายในห้องมีการจัดผังแบบ day life /night life แยกส่วนกิจกรรมเช่นนั่งเล่น รับประทานอาหาร และส่วนพักผ่อนออกจากกัน ส่วนในชั้นบนๆจะมี Palazzo VITTORIO เพนท์เฮาส์ 3 ชั้น ขนาด 270-306 ตร.ม. จำนวน 2 ยูนิต , Duplex Este: ดูเพล็กซ์แมนชั่น ขนาด 167 ตร.ม. จำนวน 6 ยูนิต และ VITTORIO Villa แมนชั่นขนาด 2 ห้องนอน ขนาด 100-140 ตร.ม. จำนวน 80 ยูนิต

VITTORIO เป็นคอนโดมิเนียมแบรนด์สูงที่สุดของ AP ที่ออกแบบโดยผสมผสานความสุนทรีย์ของงานศิลปะเข้ากับการใช้ชีวิต มีการคัดสรรวัสดุตกแต่งที่พิเศษอย่างเช่นหินอ่อน Palissandro Bluette ที่จัดว่ามีความงาม หายากด้วยสีและลวดลายที่สวยงาม และ ได้ร่วมกับ Alexander Lamont แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับ Luxury ที่สร้างสรรค์ผลงาน Craftsmanship หรืองานศิลปะที่ทำด้วยมือ ตัวโครงการมีการคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวทั้งระบบรักษาความปลอดภัย กรสร้าง Space ที่ปิดล้อม การวางผังห้องพักให้ไม่มีผนังด้านใดเลยที่ติดกัน การแยกพื้นที่Back of House และ มี Private Lift ทำให้โครงการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีแนวคิดในการออกแบบที่น่าสนใจ

  • สนใจข้อมูลโครงการเพิ่มเติม ดูได้จากเวปไซต์หลักโครงการ : www.vittorio-residence.com
  • เข้าชมโครงการ  : นัดหมายก่อนล่วงหน้าได้ที่ (061) 491 8888

Share

1 Comment

  • บังฟัด

    ไอ้ Galerie นี่ มันขายมาตั้งหลายปีแสงแล้วนี่นา
    ยังไม่หมดอีกหรอ ต้องตั้งชื่อใหม่มาขาย

Leave a Reply