เจาะลึกการออกแบบโครงการ The Kepler บ้านเดี่ยว 4 ชั้น ระดับ Super Luxury ใกล้สวนหลวง ร.9 จาก เอส พาร์ค ทู

May 3, 2017 08:000 comments

สวัสดีค่ะ..นานๆ ทีเราจะได้เห็น Developer มาหยิบจับที่ดินใกล้สวนหลวงร. 9 เพื่อทำโครงการบ้านหรูระดับ Super Luxury  ซึ่งต้องเรียกว่าใกล้สวนหลวง ร.9 จริงๆ เพราะอยู่ในซอยพรีเมียร์ที่อยู่ด้านหลังของห้าง Paradise Park นี่เองค่ะ..วันนี้เราเลยได้มีโอกาสเขียนบทความพิเศษ “เจาะลึกการออกแบบโครงการ The Kepler” บ้านเดี่ยว 4 ชั้นระดับ Super Luxury ในซอยพรีเมียร์ 1 แยก 14-1 จาก เอส พาร์ค ทู ที่เริ่มต้นราคาขายที่ 53 ล้านบาท

โครงการนี้จัดเป็นโครงการบ้านเดี่ยว เพียง 5 ยูนิต ที่ตั้งอยู่บนทำเลท่ามกลางพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ หรือเรียกว่าเป็น ‘ปอด’ ของคนกรุงเทพฝั่งตะวันออกเลยทีเดียวค่ะ เพราะอยู่ใกล้กับสวนหลวง ร.9 ที่เป็นสวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร ด้วยขนาดพื้นที่กว่า 500 ไร่ รวมทั้งยังอยู่ใกล้ใจกลางความอุดมสมบูรณ์บนถนนศรีนครินทร์เลยก็ว่าได้ ด้วยความที่อยู่ด้านหลังห้างใหญ่ในย่านนี้อย่าง Paradise Park และไม่ไกลจาก HaHa Mall รวมไปถึง Seacon Square อีกด้วย

นอกจากทำเลแล้ว ตัวบ้านก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นของโครงการ ซึ่งได้รับการออกแบบจากบริษัทสถาปนิกชั้นนำในประเทศไทย ที่มีผลงานทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างบริษัท Architect 49 (A49) ที่มีแนวคิดตั้งต้นการออกแบบ คือ การทำ “บ้าน” ให้เป็น “บ้าน” อย่างแท้จริง ซึ่งนั่นก็คือความผูกพันของคนในครอบครัว เน้นพื้นที่ใช้สอยร่วมกัน เพื่อให้เกิดกิจกรรมร่วมกันกลายเป็นคำว่า “Family” ผสานกับสไตล์ Modern Luxury จับกลุ่มคนกลุ่มผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการรุ่นใหม่ ที่กำลังเริ่มต้นครอบครัว มีไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว ที่มองหาบ้านทำเลใกล้พื้นที่สีเขียว ชอบความเป็นส่วนตัวไม่ต้องการอยู่ในโครงการบ้านจัดสรรใหญ่

รายละเอียดของโครงการ The Kepler จะเป็นอย่างไร ตามอ่านกันเลยค่ะ

แผนที่จากโครงการ พิกัด Google Map : 13.684336, 100.656494

ทำเลโครงการ The Kepler จัดอยู่ในแหล่งความอุดมสมบูรณ์และความเจริญที่สำคัญบนถนนศรีนครินทร์เลยก็ว่าได้นะคะ ด้วยความที่แต่ดั้งเดิมทำเลนี้จัดเป็นทำเลบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ที่อยู่อาศัยกันจนเกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ตามขึ้นมา โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโครงการแนวราบเสียทั้งหมด แต่ด้วยอนาคตที่กำลังจะมีรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเกิดขึ้น ก็ทำให้ทำเลบนเส้นศรีนครินทร์นี้มีการพัฒนามากขึ้นยิ่ง เราก็จะเริ่มเห็นโครงการคอนโด Low Rise กันบ้างแล้ว เป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เห็นว่าทำเลนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งนอกจากทำเลนี้จะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่แล้ว ความน่าอยู่ของทำเลนี้ที่สำคัญคือ อยู่ท่ามกลางศูนย์การค้าขนาดใหญ่หลายแห่งทั้ง 3 แห่งอย่าง Seacon Square, Haha Mall และ Paradise Park ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในการจับจ่ายซื้อของต่างๆ ได้สะดวกสบาย โดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล และส่วนใครที่รักสุขภาพ มาออกกำลังกายช่วงเช้าที่สวนหลวง ร.9 เป็นประจำเชื่อว่าคงต้องรู้จักหรือเคยไปลองลิ้มอาหารที่ตลาดนัดเช้าใกล้สวนหลวง ร.9 แน่ๆ ที่นี่เค้าเน้นขายอาหารสดใหม่ และอาหารสุขภาพสำหรับกลุ่มคนรักสุขภาพก็จะเห็นอาม่า อากงในแถวนี้มาจับจ่ายซื้อของสดหรืออาหารอยู่บ่อยๆ ทีเดียวค่ะ

ส่วนช่วงกลางคืนในย่านนี้ก็ใช่ว่าจะเงียบเหงาตามประสาชุมชนแนวราบนะคะ เพราะแถวนี้ก็มีตลาดนัดรถไฟ ศนรีนครินทร์เอาใจกลุ่มวัยรุ่น-วัยทำงานให้มาเดินเล่นและ Hangout กันได้ในยามค่ำคืนด้วยราคาสบายกระเป๋า ส่วนใครที่มีกำลังทรัพย์ขึ้นมาหน่อย อยากนั่งดื่มกินคุยกับเพื่อนชิลๆ บรรยากาศดีๆ ก็มีให้เลือกเยอะมากที่อยู่บริเวณด้านหลัง Paradise Park นี่เองค่ะ ใกล้กับโครงการมากๆ เลย เรียกว่าปั่นจักรยานออกจากบ้านมานั่งกินข้าวกับเพื่อนก็ยังได้เลยค่ะ

อีกหนึ่งจุดเด่นของทำเลโครงการที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คงจะเป็นทำเลที่ใกล้สวนหลวง ร.9 และสวนวนธรรม ที่เรียกได้ว่าเดินไปก็ง่าย ขี่จักรยานก็สบายๆ เรียกได้ว่าเป็นสวนใหญ่ข้างบ้านที่เราสามารถเข้าไปใช้งานได้โดยไม่ต้องไปจัดการดูแลเอง และยังได้รับอากาศดีๆ จากพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่อีกด้วย

ในส่วนของสภาพแวดล้อมและบรรยากาศบริเวณโดยรอบโครงการจัดว่าค่อนข้างเงียบสงบทีเดียวค่ะ เพราะส่วนใหญ่นั้นจะแวดล้อมด้วยบ้านพักอาศัยขนาดใหญ่ ที่มีที่ดินเยอะพอสมควร ซึ่งมักจะเป็นเศรษฐีเก่าแก่ที่อาศัยอยู่กันมานาน ทำให้บริเวณนี้ไม่พลุ่กพล่านเหมือนชุมชนอื่นๆ

จึงเป็นเหตุผลให้เอส พาร์ค ทู เลือกทำเลนี้มาพัฒนาที่อยู่อาศัยแบบ Super Luxury เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการทำเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ ใกล้แหล่งความเจริญ แต่ไม่พลุ่กพล่านและแวดล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ซึ่งเหมาะกับการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง

ส่วนการเดินทางสำหรับโครงการนี้ถือว่าสะดวกสำหรับรถยนต์ส่วนตัวนะคะ ด้วยความที่ทำเลโครงการอยู่ในซอยด้านหลัง Paradise Park และไม่ลึกจากถนนใหญ่อย่างถนนศรีครินทร์มากนัก ทำให้การเดินทางไปยังที่ต่างๆ ได้สะดวก ด้วยความที่ถนนศรีนครินทร์เป็นถนนสายหลักที่ตัดกับถนนหลายสายเช่น ถนนอ่อนนุช ซึ่งสามารถเชื่อมเข้าถนนสุขุมวิทเพื่อวิ่งเข้าเมืองได้ หรือจะวิ่งออกนอกเมืองไปยังสนามบินสุวรรณภูมิก็ง่ายเช่นกัน นอกจากนี้สำหรับใครที่มีที่ทำงานหรือทำการค้า โรงงานอุตสาหกรรม อยู่บริเวณเขตปริมณฑลเน้นเดินทางออกนอกเมืองบ่อยๆ ก็สามารถใช้ถนนบางนา-ตราด ซึ่งถือว่าไม่ไกลจากโครงการในระยะขับรถ เดินทางไปทำงานได้ง่ายเช่นกันนะคะ

ด้วยทำเลโครงการนั้นอยู่ในซอยย่อยที่สามารถทะลุ ลัดเลาะไปได้หลายทาง ทำให้มีตัวเลือกในการเดินทางได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นนะคะ ซึ่งสามารถลัดออกไปยังถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ไปทะลุออกถนนพัฒนาการ หรือถนนอ่อนนุชได้ รวมทั้งเส้นทางที่ออกไปยังถนนศรีนครินทร์เองก็สามารถออกได้หลายซอย ทั้งซอยศรีนครินทร์ 55 ซึ่งเป็นซอยหลักที่คนนิยมเข้ามาเนื่องจากเป็นทางเข้า-ออกของห้าง Paradise Park แล้วก็ยังเป็นทางเข้า-ออกหลักของสวนหลวง ร. 9 ด้วย ดังนั้นซอยนี้จะค่อนข้างคึกคักพอสมควรเลยค่ะ ซึ่งก็จะเห็นทั้งตลาดสด ร้านอาหารเปิดขายในช่วงเช้าๆ เยอะทีเดียว ใครออกไปทำงานช่วงเช้าก็เลือกออกซอยนี้แวะกินข้าวหรือซื้อของก่อนไปทำงานได้นะ ส่วนซอยศรีนครินทร์ 57 นั้นเป็นซอยหลักที่ใกล้กับโครงการมากที่สุดค่ะ คือเข้าซอยแล้วขับตรงไปเข้าโครงการได้เลย โดยเส้นทางนี้จะเป็นเส้นทางที่เราจะพาไปนั่นเองค่ะ

การเดินทางในวันนี้จะเริ่มต้นจากบริเวณหน้าห้าง Seacon Square ขาออกเมือง ขับตรงมาเรื่อยๆ ทางเข้าตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์, HaHa Mall และ Paradise Park จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าซอยศรีนครินทร์ 57 ขับตรงเข้าซอยไปเรื่อยๆ เชื่อมเข้าซอยพรีเมียร์ จากนั้นเลี้ยวเข้าซอยพรีเมียร์ 1 แยก 16 ตรงไปจนเจอทางแยกที่ตัดกับซอยพรีเมียร์ 1 แยก 14-1 ก็จะถึงที่ตั้งโครงการแล้วค่ะ

เริ่มต้นเส้นทางกันบนถนนศรีนครินทร์บริเวณหน้าห้าง Seacon Square ซึ่งเป็นห้างเก่าแก่ในย่านนี้เลยก็ว่าได้นะคะ ภายในมีร้านค้า ร้านอาหารหลากหลายมากๆ ให้ได้เดินเล่นช็อปปิ้งกัน ไม่ต้องขับรถไกล สไตล์ของห้าง Seacon Square นั้นจะค่อนข้างคึกคัก และเน้นไปที่กลุ่มวัยรุ่นเสียส่วนใหญ่

ติดกับ Seacon Square นั้นจะเป็นทางเข้า-ออกของตลาดนัดสวนรถไฟ ศรีนครินทร์ ตลาดช่วงเย็น-ดึกโดยโซนพลาซ่า เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ และโซนตลาดนัด เปิดวันพุธ และศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. ภายในมีทั้งร้านขายเสื้อผ้าต่างๆ ทั้งที่เป็นเตนท์และบล็อกร้านค้า รวมไปถึงร้านอาหารและร้านนั่งเล่นสำหรับ Hangout กับเพื่อนๆ ในวันหยุดค่ะ

ถัดมาจะเป็นห้างน้องใหม่ล่าสุดในย่านนี้นะคะ อย่าง HaHa Mall ส่วนใหญ่จะเป็นศูนย์รวมโรงเรียนสอนพิเศษต่างๆ และในชั้นล่างก็จะมีร้านค้าร้านอาหารต่างๆ ให้ได้นั่งเล่น หรือให้ผู้ปกครองนั่งเล่นรอเด็กๆ ได้ค่ะ ส่วนห้าง Paradise Park นั้นจัดเป็นห้างที่อยู่ใกล้กับโครงการมากที่สุดนะคะ และยังเป็นห้างที่เจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีระดับขึ้นมาหน่อยกว่าทั้ง 2 ห้าง ภายในมีแบรนด์สินค้าชั้นนำมากมาย และในชั้นล่างของห้างก็มีตลาดเสรี เซ็นเตอร์ เป็นร้านอาหาร Food Court ที่รวบรวมร้านอร่อยๆ ไว้มากมายเลยค่ะ คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ก็มาฝากท้องที่นี่กันเยอะมากเลยค่ะ

ตรงมาอีกหน่อยด้านข้าง Paradise Park จะเป็นซอยศรีนครินทร์ 55 หรือซอยหมู่บ้านเสรี ซอยนี้เป็นซอยหลักที่ตรงเข้าสวนหลวงร.9 ได้เลยค่ะ และเป็นซอยที่สามารถไปทะลุโครงการได้เช่นเดียวกันนะคะ แต่ทางตรงเข้าโครงการแบบไม่อ้อมนี้จะอยู่ในซอยถัดไปซึ่งอยู่ด้านข้าง Paradise Park เช่นเดียวกันค่ะ เดี๋ยวเราตรงไปดูกัน

มาถึงซอยด้านข้าง Paradise Park อีกฝั่งก็คือซอยศรีนครินทร์ 57 ก็เลี้ยวซ้ายได้เลยค่ะ สำหรับสามแยกนี้นั้นเค้าจะกั้นไม่ให้เลี้ยวขวาได้เลยนะคะ ต้องไปกลับรถบริเวณก่อนถึงแยกหนองบอนที่ตัดกับถนนอุดมสุขค่ะ

บรรยากาศภายในซอยมีความสะอาดเรียบร้อยดีค่ะ

เข้ามาอีกหน่อยนั้นจะเจอถนนที่อยู่ด้านหลัง Paradise Park เป็นถนนที่มีความคึกคักทีเดียวนะคะ เพราะเป็นแหล่งร้านตัดขนสัตว์ อาหารสัตว์เยอะมาก แทบจะตลอดถนนด้านหลัง Paradise Park รวมทั้งในช่วงกลางคืนซอยนี้ก็มีร้าน Hangout นั่งดื่มนั่งกินชิลๆ เน้นเป็นร้านบรรยากาศดี มีดนตรีสด และร้านอาหารที่เป็นภัตตาคาร สวนอาหารใหญ่ๆ อย่างร้านบัว ด้วยนะคะ

เราจะขับตรงมาเรื่อยๆ นะคะ จะเห็นว่า 2 ฝั่งข้างถนนนั้นส่วนใหญ่จะเป็นบ้านหลังใหญ่ มีพื้นที่ดินค่อนข้างกว้างทีเดียวค่ะ ทำให้บรรยากาศภายในซอยนี้ค่อนข้างเงียบสงบ ไม่พลุ่กพล่าน

ตรงเข้ามาอีกหน่อยจะเป็น Sale Office โครงการนะคะ ซึ่งจะเริ่มเข้าสู่ซอยพรีเมียร์แล้ว โดยเราจะพาไปดูไซต์ที่ดินโครงการกันต่อค่ะ

ภายในซอยพรีเมียร์ค่อนข้างเงียบสงบนะคะ ส่วนใหญ่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่ดินเยอะ สลับกับแปลงที่ดินเปล่าส่วนบุคคล โดยเราจะขับตรงไปตามทางเรื่อยๆ เมื่อเจอซอยพรีเมียร์ 1 แยก 16 ก็เลี้ยวขวาเลยค่ะ

ถนนภายในซอยย่อยพรีเมียร์ 1 แยก 16 เป็นถนน 2 เลนสวนกัน โดยเราจะตรงไปจนถึงหัวมุมแปลงที่ตัดกับซอยพรีเมียร์ 1 แยก 14-1 ก็จะเป็นที่ดินโครงการแล้วค่ะ

มาดูสภาพแวดล้อมและบริบทโดยรอบโครงการกัน ตัวโครงการตั้งอยู่บริเวณหัวมุมจุดตัดระหว่างซอยย่อย พรีเมียร์ 1 แยก 16 และซอยพรีเมียร์ 1 แยก 14-1 ที่ส่วนใหญ่แวดล้อมไปด้วยบ้านพักอาศัยขนาดใหญ่สูงไม่เกิน 2-3 ชั้น และที่ดินเปล่าส่วนบุคคล เป็นบรรยากาศของทำเลพักอาศัยที่ค่อนข้างสงบ ไม่พลุ่กพล่านดีทีเดียวค่ะ และสำหรับบ้านหลังที่ติดกับเพื่อนบ้านข้างเคียงโครงการนั้นก็ไม่ได้เสียความเป็นส่วนตัวไปนะคะ เนื่องจากทางทีมออกแบบนั้นได้คิดแก้ปัญหาในส่วนนี้ไว้ให้โดยการออกแบบฝั่งที่ติดกับบ้านข้างเคียงให้เป็นผนังทึบสูง 3 ม.ไปเลย แล้วเปิดตัวบ้านอีกฝั่งให้สามารถชมวิวด้านในตัวบ้านได้แทน เพื่อให้ลูกบ้านมีความเป็นส่วนตัวสูงสุด ซึ่งรายละเอียดการออกแบบนั้นเราจะอธิบายอย่างละเอียดอีกทีด้านล่างนะคะ

สำหรับพื้นที่โดยรอบโครงการสรุปได้ดังนี้ค่ะ

  • ทิศเหนือ : ที่ดินเปล่าส่วนบุคคล
  • ทิศตะวันออก : บ้านพักอาศัยสูง 2 ชั้น
  • ทิศใต้ : ซอยพรีเมียร์ 1 แยก 14-1 และ บ้านพักอาศัยสูง 2-3 ชั้น
  • ทิศตะวันตก : ซอยพรีเมียร์ 1 แยก 16 และที่ดินเปล่าส่วนบุคคล

บริเวณที่ดินโครงการปัจจุบันมีการปรับหน้าดินเรียบร้อยนะคะ

ที่ดินโครงการบริเวณหัวมุม

บรรยากาศภายในซอยพรีเมียร์ 1 แยก 16 และด้านหลังโครงการที่ติดกับที่ดินเปล่าส่วนบุคคล

บ้านพักอาศัยฝั่งทิศตะวันตกที่ติดกับโครงการ

บ้านพักอาศัยฝั่งตะวันออกที่ติดกับโครงการ

บรรยากาศบนซอยพรีเมียร์ 1 แยก 14-1 เป็นถนน 2 เลนสวนกัน สภาพถนนสะอาดสะอ้านดีค่ะ

บ้านพักอาศัยสูง 2-3 ชั้น ในฝั่งทิศใต้

ชื่อโครงการ The Kepler (เดอะ เคปเลอร์) เป็นชื่อเดียวกับ ดาวเคราะห์ดวงใหม่ ที่องค์การนาซ่าของสหรัฐอเมริกาได้ค้นพบ เป็นที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเป็นดาวที่มีสภาพแวดล้อมและคุณสมบัติต่างๆ ที่คล้ายกับโลกมากที่สุดที่เคยค้นพบมา ซึ่งเปรียบเสมือนโลกใบใหม่ของมนุษย์โลก จึงเป็นที่มาของแนวคิดการอยู่อาศัยแบบนอกกรอบ สอดรับกับกระแสโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเน้นไปที่การปรับแบบบ้าน ฟังก์ชันต่างๆ และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งภายในบ้าน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่ไลฟ์สไตล์ใหม่และรูปแบบเฉพาะตัวโดยเฉพาะ

และนำแนวคิดหลักในการออกแบบคือคำว่า “Family” ขึ้นนำไม่ใช่เพียงบ้านที่มีความหมายคือ ที่อยู่อาศัย เพียงเท่านั้น แต่ควรหมายถึงความผูกพันของสมาชิกในครอบครัวด้วย ดังนั้นทางทีมออกแบบก็ได้มีการจัดวางฟังก์ชันของบ้านในเกิดพื้นที่ส่วนกลางที่สมาชิกในบ้านสามารถออกมาพบปะกันได้ง่ายขึ้นมากกว่าอยู่แต่ในห้องของตัวเอง หรือแม้แต่จะอยู่ในห้องตัวเองก็สามารถมองเห็นกันและกันได้ค่ะ จะเป็นอย่างไรเราไปดูรายละเอียดในตัวบ้านกันต่อเลย

ผังโครงการอยู่บนพื้นที่ดินประมาณ 1-1-17 ไร่ แบ่งเป็นจำนวนยูนิตทั้งหมด 5 ยูนิต โดยมี 3 ยูนิตหันหน้าไปทางซอยพรีเมียร์ 1 แยก 14-1 และ 2 ยูนิตหันหน้าไปทางซอยพรีเมียร์ 1 แยก 16 ด้วยความที่ขนาดที่ดินรวมและจำนวนยูนิตไม่มากนั้นจึงไม่ใช่โครงการในลักษณะแบบจัดสรรนะคะ แต่มีส่วนที่ใช้รวมกันคือป้อมรปภ. ที่จะอยู่บริเวณหัวมุมโครงการ โดยจะมีการจ้างรปภ. ดูแลประจำตลอด 24 ชม. โดยคิดเป็นค่าส่วนกลางรายเดือนที่ประมาณ 10,500 บาท/ยูนิต ซึ่งทางโครงการจะเป็นผู้ดูแลจัดการให้ 1 ปี หลังจากนั้นจะอยู่ที่ตกลงกันระหว่างลูกบ้านต่อไปค่ะ

เรามาดูทิศทางลมและแดดกันบ้าง ปกติถ้าเป็นบ้านทั่วไปมักจะดูทิศทางแดดลมจากทางหน้าบ้านนะคะ แต่สำหรับบ้านโครงการนี้เค้าออกแบบมาให้หน้าบ้านอยู่ด้านข้างแทน ด้วยความที่ลักษณะพื้นที่ดินเป็นแบบหน้าแคบลึก การเน้นช่องเปิดต่างๆ ไปทางด้านข้างจะโปร่งโล่งกว่า โดยจะเปิดไปทางด้านซ้าย (จากหน้าบ้าน) และด้านขวาจะปิดทึบเพื่อความเป็นส่วนตัวระหว่างบ้านที่ติดกัน

ดังนั้นบ้านที่หันหน้าเข้าซอยพรีเมียร์ 1 แยก 14-1 นั้นจะต้องดูทิศทางแดดและลมจากทิศตะวันตก ซึ่งเป็นฝั่งที่รับแดดในช่วงบ่ายพอสมควร แต่ด้วยความที่หน้าบ้านหันไปทางทิศใต้ ทำให้ได้เปรียบในเรื่องของลม เพราะทิศทางลมของไทยนั้นจะพัดมาในทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ช่วยให้ภายในตัวบ้านเย็นสบาย ส่วนบ้านอีก 2 ยูนิตที่หันเข้าซอยพรีเมียร์ 1 แยก 16 นั้นตัวหน้าบ้านจริงๆ จะหันไปทางทิศตะวันตก แต่มีช่องเปิดด้านข้างที่หันเข้าหาทิศเหนือ โดยทิศเหนือนี้จะได้เปรียบในเรื่องของแดดนะคะ เพราะแดดที่เข้าหาฝั่งนี้จะเป็นแดดในช่วงเช้าที่ไม่แรงมาก ก็ทำให้ภายในตัวบ้านไม่ร้อนเช่นกัน โดยรวมแล้วบ้านทั้ง 2 ทิศนั้นมีข้อดีแตกต่างกันไปนะคะ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกให้ความสำคัญกับทิศทางแดด หรือทิศทางลมมากกว่า

จากรูปทัศนียภาพจำลองข้างบนนี้ คือรูปด้านข้างของตัวบ้านที่ทาง A49 มีการออกแบบปรับเปลี่ยนวิธีการจัดวางบ้านใหม่ หลายคนอาจจะเคยชินกับบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ๆ หน้ากว้างหันออกถนนภายในโครงการ แต่แท้จริงแล้วหากมองในด้านการออกแบบ ไม่มีใครกำหนดไว้ว่า “หน้าบ้าน” จะต้องหันออกถนนเสมอไป ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการใช้งานที่คุ้นเคยกันมานาน ในความเป็นจริงแล้วคำว่า “หน้าบ้าน” ขอเพียงให้ด้านยาวนั้นมีพื้นที่ใช้สอยได้เต็มที่ ไม่ว่าจะหันไปทางด้านข้างหรือด้านหน้าของตัวบ้านนั้นขึ้นอยู่กับการจัดวางแบบ โดยจากการศึกษาพบว่าบ้านหน้ากว้างในปัจจุบันที่นิยมกันนั้นดีก็จริง แต่ก็ต้องแลกกับความเสียความเป็นส่วนตัว Privacy  คนสามารถมองเห็นเข้าไปในพื้นที่บริเวณบ้านได้ จึงเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการจัดวางหน้าบ้านใหม่ในผังที่ดินแต่ละแปลง ย้ายหน้าบ้านไว้อยู่ด้านข้างของตัวบ้านแทน และออกแบบให้ผนังด้านข้างของบ้านที่อยู่ติดกันไม่มีช่องเปิด ทำให้พื้นที่ด้านข้างของบ้านถัดไปจัดเป็นพื้นที่ส่วนตัวโดยแท้จริง เนื่องจากการศึกษากลุ่มผู้อยู่อาศัยที่ซื้อบ้านในระดับ Premium ทั้งในกลุ่มหมู่บ้านราคาแพง และประเภทบ้านสร้างเอง พบว่าจะให้ความสำคัญกับความ Privacy สูงมาก ซึ่งการออกแบบหน้าบ้านหันไปด้านข้าง และไม่หันไปเจอกับเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันก็สามารถตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัวได้ดี

ในส่วนของการดีไซน์รูปแบบอาคาร เลือกใช้รูปแบบอาคารที่โค้งบริเวณมุมอาคาร โดยใช้กระจกทรงโค้งเพื่อ Blur เส้นแบ่งระหว่างภายนอกและภายใน ทำให้ห้องเหมือนไม่มีกรอบที่ชัดเจน และในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง ได้วิวในมุมมองที่กว้างมากขึ้นอีกด้วย ต้องบอกว่านอกจากงานดีไซน์ที่ให้ความแตกต่างจากบ้านทั่วไปแล้ว ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างก็สูงแปรผันตามความยากในการก่อสร้างเช่นกัน

แบบบ้านของโครงการนั้นมีอยู่ทั้งหมด 2 แบบ ซึ่งทั้ง 2 แบบนี้มีความแตกต่างกันตรงขนาดความกว้างของพื้นที่ดินเท่านั้นค่ะ แต่ตัวบ้านมีแปลนและขนาดพื้นที่ใช้สอยเหมือนกันทั้งหมด โดยมีที่ดินตั้งแต่ 99.3 – 108.2 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 637.9 – 646.6 ตารางเมตร ภายในมี 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ และ 4 ที่จอดรถ

ชั้น 1 – Open Plan สำหรับแปลนหน้ากว้างจะสามารถจอดรถด้านหน้าได้ 4 คันแบบไม่ซ้อนคัน ซึ่งอีกแบบที่หน้าแคบหน่อยนั้นก็สามารถจอดได้ถึง 4 คันเช่นเดียวกันนะคะ แต่จะเป็นแบบซ้อน 2 + 2 คัน ส่วนทางเข้าบ้านจากที่จอดรถและหน้าบ้านนั้นมีเพียงทางเดียวคือด้านข้าง ซึ่งแตกต่างจากบ้านทั่วไปที่มักจะหันประตูบานเลื่อนกระจกออกหน้าบ้านเลยซึ่งก็ทำให้ความเป็นส่วนตัวลดลง เนื่องจากหน้าบ้านที่ติดถนนใครผ่านไปมาก็สามารถเห็นภายในบ้านได้หมด การทำทางเข้า-ออกอยู่ด้านข้างจึงช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ดีค่ะ เข้ามาก็จะเจอส่วน Foyer ก่อนเข้าสู่ภายในตัวบ้านแล้วจริงๆ

ลักษณะแปลนภายในบ้านเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวไปถึงด้านหลังที่ดิน แบ่งพื้นที่ด้านซ้ายเป็นพื้นที่สวนหรือคอร์ท (สำหรับบ้าน Type ที่จอดรถซ้อน 2+2  คัน จะสามารถเลือกได้ว่าจะเอาพื้นที่สวนหรือทำสระน้ำตื้น) บริเวณคอร์ทจัดเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ที่ทำให้เกิดเป็นช่องลมพัดผ่านเข้ามายังภายในบ้านได้ดี รวมทั้งทำหน้าที่เป็นวิวให้กับฟังก์ชันต่างๆ ภายในตัวบ้านได้ด้วย ส่วนภายในตัวบ้านนั้นเข้ามาถึงจะเจอส่วนรับแขกและพื้นที่รับประทานอาหารที่เชื่อมถึงกัน ด้านข้างเป็นประตูบานเลื่อนกระจกยาวสามารถเปิดรับลมและวิวจากภายนอกได้ดีทีเดียวเลยค่ะ ทางฝั่งขวานั้นเป็นพื้นที่ปิด ไม่มีช่องเปิดทั้งหมด เพื่อความเป็นส่วนตัวมากขึ้นจากเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน ดังนั้นก็จะมีวางฟังก์ชันที่ไม่ต้องการหรือเน้นว่าควรจะต้องช่องเปิด ได้แก่ Shoes Closet, Powder Room, และ Collection Area หรือพื้นที่โชว์สะสมของ ที่ออกแบบให้มีพื้นที่สะสมของเกิดขึ้น เนื่องจากการศึกษากลุ่มผู้อยู่อาศัยระดับนี้มักจะมีของชอบของสะสมต่างๆ พอสมควรและต้องการพื้นที่ที่เป็นสัดส่วนชัดเจนสำหรับการตั้งโชว์ ให้แขกที่บ้านได้ชื่นชมกับของสะสมต่างๆ ไปด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่นการทำส่วน Collection Area เป็นตู้เก็บไวน์ (Wine Cellar) เป็นต้นค่ะ

ถัดจากพื้นที่รับประทานอาหารขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับได้ถึง 8-10 ที่นั่ง ถัดมาเป็นส่วนครัวยุโรป ซึ่งจะเป็นลักษณะครัวเปิด เน้นทำอาหารหรือเครื่องดื่มง่ายๆ จะเพิ่มเติมชุด Breakfast Counter แบบนั่งรับประทานอาหารง่ายๆ ในวันที่เร่งรีบก็ได้เช่นกัน ถัดจากครัวยุโรป จะเป็นส่วนครัวไทยที่เชื่อมระหว่างภายในบ้านและด้านหลังบ้านที่เป็นพื้นที่ของแม่บ้านทั้ง 2 คน ที่ถูกแยกออกมาเป็นสัดส่วนชัดเจน โดยหากเราไม่ต้องการให้แม่บ้านเข้ามาในช่วงไหนก็ตามก็เพียงล็อกประตูห้องครัวได้เลยค่ะ

จากบริเวณที่จอดรถมองไปยังสวน (court) ด้านใน ที่เกิดจากแนวความคิดตั้งต้นที่ต้องการออกแบบบ้านให้รู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด จึงมีการออกแบบพื้นที่ด้านข้างที่เป็นด้านข้างที่เปิดโล่งของบ้าน เป็นพื้นที่ court เพื่อเป็นพื้นที่ว่างระหว่างบ้านติดกัน เกิดเป็นช่องลม ทำให้ลมสามารถพัดผ่านเข้ามายังตัวบ้านได้ดี ซึ่งเป็นหลักการออกแบบ Cross ventilation และ หลักการของธรรมชาติ (Principles of nature ) มาใช้เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน เกิดสภาวะสบาย (Comfort zone ) ทำให้พื้นที่คอร์ทจะสามารถมานั่งใช้งานได้จริงแตกต่างจากสวนแบบกลางแจ้งทั่วไป แต่ยังคงความเป็น Privacy เพราะผนังของบ้านฝั่งตรงข้ามจะเป็นผนังทึบทั้งหมด  

สำหรับบ้าน 2 ยูนิตที่มีพื้นที่ดินแคบ และหันหน้าบ้านไปทางซอยพรีเมียร์ 1 แยก 16 นั้นจะสามารถเลือกว่าจะทำพื้นที่ Court นี้เป็นสวนหรือสระน้ำตื้นค่ะ ข้อดีของบ่อน้ำตื้นคือความเย็นของน้ำที่พัดผ่านเข้ามาในบ้านทำให้ตัวบ้านอากาศเย็นขึ้น และบรรยากาศที่ดูมีชีวิตชีวา แต่ก็แลกมากับการดูแลรักษาสระเพิ่มมากขึ้นอีกหน่อย

เมื่อเข้ามาในบ้านจะเจอ Foyer ซึ่งเป็นจุด transition รับแขกก่อนเข้าสู่โซนภายในตัวบ้าน ซึ่งจะเป็นพื้นที่นั่งเล่นหรือพื้นที่รับแขก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับพื้นที่รับประทานอาหาร ยาวไปจนถึงส่วน Euro Kitchen หรือครัวเปิดสไตล์ฝรั่ง จุดเด่นของพื้นที่นี้คือการทำ Common Area ที่เชื่อมต่อและเข้าถึงกันทั้งหมด เกิดปฎิสัมพันธ์ระหว่างฟังก์ชัน ดูเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งตอบโจทย์ในเรื่องของแนวความคิดขั้นต้นที่ต้องการในสมาชิกในครอบครัวมีพื้นที่ใช้สอยรวมกัน สร้างความผูกพันให้กับคนในครอบครัวมากขึ้น รวมไปถึงสัมผัสความผ่อนคลายด้วยการทำพื้นที่เชื่อมต่อกับสวนภายนอก โดยออกแบบให้ผนังด้านนึงเป็นประตูบานเลื่อนกระจกสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานเปิดรับธรรมชาติภายนอกได้อย่างเต็มที่

หันมาอีกด้านบริเวณส่วนพื้นที่รับแขกนั้นถูกออกแบบให้เป็น Collection Area หรือพื้นที่โชว์ของสะสม ซึ่งจะให้เป็นพื้นที่ค่อนข้างเป็นสัดส่วนชัดเจนและวางอยู่บริเวณตำแหน่งตรงข้ามกับพื้นที่รับแขกเพื่อให้แขกหรือสมาชิกในบ้านเองได้ชื่นชมกับของสะสมที่ตัวเองชื่นชมได้ชัดเจน

ถัดจากพื้นที่รับแขกที่อยู่บริเวณหน้าบ้าน จะเป็นส่วนพื้นที่รับประทานอาหารซึ่งออกแบบให้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับส่วนครัวเปิดภายในบ้าน (Euro Kitchen) สำหรับเตรียมอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ก่อนเสริฟบนโต๊ะอาหาร ในส่วนพื้นที่รับประทานอาหารนั้นทางทีมออกแบบก็ให้ความสำคัญของพื้นที่เช่นกัน นอกจากขนาดพื้นที่ที่ให้มารับรองถึง 10 ที่นั่งเพื่อรองรับครอบครัวขนาดใหญ่ เผื่อครอบครัวหรือมีเพื่อนมาร่วมโต๊ะอาหาร พูดคุยกันแล้ว วิวจากโต๊ะอาหารก็เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งเสริมให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารน่าใช้งานมากขึ้นค่ะ จึงได้ทำประตูบานเลื่อนที่มีความสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานยาวตลอดแนวตั้งแต่พื้นที่รับแขกมาถึงพื้นที่รับประทานอาหาร ส่วนพื้นในชั้น 1 นี้ใช้เป็นพื้น Porcelain ขนาด 80 x 80 ซม. ค่ะ โดยลายของพื้นนั้นจะทำออกมาให้ใกล้เคียงกับรูป Perspective มากที่สุด

ชั้นที่ 2 – Entertainment Plan  เป็นชั้นรวมตัวของครอบครัวอย่างแท้จริง โดยออกแบบให้ทั้งชั้นนี้มีฟังก์ชันที่ใช้ร่วมกันได้ทั้งหมด ยกเว้นส่วนห้องนอนในส่วนด้านหลังบ้านที่ถูกออกแบบให้เป็นห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากอยู่ในชั้นไม่สูงมากนัก ขึ้น Lift ที่มีขนาดสำหรับรองรับ Wheel Chair ได้ด้วยและตำแหน่งลิฟต์ที่อยู่ไม่ไกลจากห้องนอนมากนัก นอกจากนี้การออกแบบโดยให้ห้องผู้สูงอายุนั้นอยู่ในชั้นที่เป็นชั้นศูนย์รวมของคนในบ้านนั้นก็ทำให้ผู้สูงอายุและสมาชิกในบ้านเจอกันได้ง่ายมากขึ้น โดยไม่ต้องขึ้น-ลงไปไหนไกลด้วยนะคะ

ส่วนห้องที่เป็นหัวใจหลักของชั้นนี้เลยค่ะห้อง Family Room ที่อยู่ตำแหน่งด้านหน้าบ้าน จัดเป็นห้องขนาดใหญ่ที่ทำมาเพื่อให้สมาชิกในบ้านได้มารวมตัวกันได้สบายๆ สามารถกั้นพื้นที่เป็นทั้งส่วนนั่งเล่น และส่วนทำงานได้ ภายในมีห้องน้ำให้ในตัวเพื่อจะไม่ต้องออกไปใช้ห้องน้ำในชั้นอื่น และจุดเด่นของห้องนี้คือพื้นที่เชื่อมต่อกับระเบียงของสระว่ายน้ำ ที่เมื่อเปิดประตูบานเลื่อนออกมาก็ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนอนเล่นรับลม ชิลๆ ริมสระว่ายน้ำได้เลย ส่วนฝั่งตรงข้ามกับห้อง Family Room นอกจากห้องนอนผู้สูงอายุแล้วก็จะเป็นห้องอเนกประสงค์ (Multi-Purpose Room) สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามไลฟ์สไตล์ของลูกบ้าน เช่นห้องฟิตเนส ห้องดนตรี หรือกิจกรรมต่างๆ ได้ค่ะ

จากรูปตัด (Section) ตัวบ้านจะเห็นว่าตัวบ้านนั้นแบ่งออกเป็น 2 ปีก (Wing) โดยมีพื้นที่ตรงกลางคือสระว่ายน้ำและส่วนโถงบันไดด้านใน บริเวณที่ห้องต่างๆ ในแต่ละชั้นหันหน้ามาเจอกันนั้นจะใช้วัสดุเป็นกระจกทำให้สามารถมองเห็นกันและกันได้ แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน ทำให้เกิดปฎิสัมพันธ์ภายในครอบครัวมากยิ่งขึ้นจากการที่สามารถมองเห็นกันและกันได้ ดีกว่าการทำห้องเป็นห้องปิดเน้นความเป็นส่วนตัวของสมาชิกในบ้าน ก็จะทำให้ขาดความผูกพันภายในบ้านไป แต่ถึงแม้ในแต่ละชั้นแต่ละห้องจะสามารถมองเห็นกันได้นั้น ก็ไม่ได้จัดให้อยู่ในระยะประชิดเสียทีเดียวนะคะ ด้วยความยาวของสระว่ายน้ำที่ยาวประมาณ 9 ม. ก็เว้นระยะห่างของเพื่อให้ความเป็นส่วนตัวให้สมาชิกในบ้านแต่ละคนไปด้วยนะ

สระว่ายน้ำที่นี่ต้องการออกแบบให้สามารถใช้งานได้จริง ด้วยขนาด 3.6 x 9 ม. สามารถว่ายออกกำลังกายได้ระดับนึง ไม่ใช่เป็นพียงสระไว้แช่น้ำชิลๆ นะคะ แต่ความพิเศษของสระว่ายน้ำนั้นไม่ใช่เรื่องขนาดของสระเพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของระบบสระ ที่นำระบบกำเนิดแสงยูวีเข้ามาใช้ในสระนี้ด้วย สามารถการลดคลอรีนในน้ำของสระว่ายน้ำได้ดีกว่าระบบเกลือปกติที่กำลังฮิตอยู่ในปัจจุบัน ในเรื่องของการดูแลรักษาสระว่ายน้ำ และล้างสระต่างๆ ทางโครงการจะเป็นผู้เข้ามาดูแลให้ในทุกๆ เดือน ซึ่งจะครอบคลุมอยู่ในค่าส่วนกลางเดือนละ 10,500 บาท/ยูนิต ที่ลูกบ้านต้องจ่ายอยู่แล้วค่ะ แต่เมื่อหมดวาระที่ทางโครงการจะดูแลให้เป็นเวลา 1 ปีนั้น เรื่องของงานบริหารและการดูแลต่างๆ จะขึ้นอยู่กับการตกลงกันของลูกบ้านทั้ง 5 ยูนิตต่อไป

และบริเวณโถงบันไดนั้นภายนอกจะใช้หน้าต่างบานกระทุ้งที่สูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน เพื่อให้ลมและแสงธรรมชาติเข้าถึงภายในตัวบ้านบริเวณโถงบันไดได้ดีโดยไม่จำเป็นต้องเปิดไฟ หรือติดเครื่องปรับอากาศบริเวณโถงบันไดในเปลืองค่าใช้จ่าย ในส่วนของรูปลักษณ์ภายนอกอาคารจะเน้นใช้ความโค้งมนไร้ขอบมุมมากที่สุด เพื่อได้มุมมองที่กว้างมากขึ้น ส่วนการตกแต่งด้วยไม้แบบ Reproducting natural wood texture ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเข้าถึงธรรมชาติได้ดี

เข้ามาส่วนห้อง Family Room ซึ่งจัดให้เป็นพื้นที่หลักที่ใช้ร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัว เป็นพื้นที่นั่งเล่น แลกเปลี่ยนประสบการณ์และพูดคุยกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่สามารถมองเห็นวิวสระว่ายน้ำได้จากในห้องเลย ด้วยกระจกทรงโค้งสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดาน และหากพื้นที่ภายในมีขนาดใหญ่ไปสำหรับสมาชิกในบ้านที่มีไม่มากนักก็สามารถเพิ่มฟังก์ชันของห้องนี้เป็นพื้นที่นั่งทำงานได้ เหมือนอย่างที่ทางโครงการได้วางฟังก์ชันไว้ให้ดูเป็นตัวอย่าง

ชั้นที่ 3 – Relaxing Plan เป็นสำหรับการพักผ่อนนะคะ โดยบริเวณหน้าบ้านจะเป็นตำแหน่งของห้อง Grand Master Bedroom ซึ่งภายในห้องนี้จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกันคือ Grand Bedroom, Grand Walk-in Closet ที่สามารถ Built-in ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ได้พร้อม Island โชว์เครื่องประดับต่างๆ ตรงกลางได้, Grand Bathroom ที่ได้อ่างล้างมือแบบ His&Her และ Bath tub ไว้นอนแช่น้ำ และสุดท้ายคือมีระเบียงขนาดกะทัดรัดสำหรับนั่งเล่นชมวิวสระว่ายน้ำจากบนห้องนอนได้ พร้อมพื้นที่ Pocket Garden เล็กๆ เป็นพื้นที่สีเขียวที่กลมกลืนเข้ากับตัวบ้าน

ส่วนด้านหลังบ้านแบ่งออกเป็น 2 ห้องคือ ห้อง Master Bedroom ที่มีห้องน้ำภายในตัว พร้อม Walk-in Closet ที่แยกออกมาเป็นสัดส่วนได้ช่องเปิดหันออกไปยัง Pocket Garden และสระว่ายน้ำในชั้น 2 ส่วนอีกห้องคือห้องอเนกประสงค์ ที่มีจุดเด่นคือเป็นพื้นที่ยื่นออกมาและได้กระจกทรงโค้งเพื่อให้สามารถชมวิวสระว่ายน้ำได้ในมุมกว้าง โดยพื้นที่นี้สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานได้ตามใจไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยเลยค่ะ อย่างทางโครงการได้ออกแบบให้เป็นห้อง Library ขนาดกะทัดรัด เป็นตัวอย่างในการตกแต่งนะคะ เหมาะสำหรับสมาชิกในบ้านที่ต้องการพื้นที่สำหรับอ่านหนังสือหรือทำงานเงียบๆ หาแรงบันดาลใจได้จากการมองวิวสระว่ายน้ำได้

รูปทัศนียภาพภายในโซนเตียงนอนของห้อง Grand Master Bedroom ที่เป็นลักษณะห้องแบบยาวได้พื้นที่กว้าง สามารถวางเตียงขนาดใหญ่ได้สบาย ได้หน้าต่างจากทั้ง 3 ทิศ ทำให้ลมพัดผ่านได้ดีทีเดียว ลักษณะผนังภายในห้องที่โค้งมนตามรูปลักษณ์ภายนอกโครงการก็ทำให้ตัวห้องดูกว้างมากขึ้นเพราะขอบมุมที่หายไป ส่วนพื้นในชั้น 2 ขึ้นไปจะให้พื้น Engineering Wood เป็นหลัก ซึ่งพื้นที่ใช้ไม้จริงมาปิดด้านบน ถือเป็นพื้นที่มีราคาแพงกว่าพื้นลามิเนต หรือไวนิลที่มักนิยมใช้กันกับบ้านทั่วไปนะคะ

ส่วน Grand Walk-in closet จะเชื่อมต่อกับ Grand Bathroom ภายในส่วน Grand Walk-in Closet แบ่งเป็นสัดส่วนเป็นโซนแขวนเก็บเสื้อผ้า ที่สามารถ Built-in ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ได้ และมีพื้นที่ตรงกลางที่สามารถวาง Island เก็บเครื่องประดับ รวมถึงมีห้อง Collection room ให้เก็บกระเป๋าหรือรองเท้าแบรนด์เนมได้อีกด้วย

ถัดมาเป็นห้อง Grand Bathroom ที่นอกจากจะเป็นห้องน้ำขนาดใหญ่แล้ว ยังได้อ่างล้างมือ His & Her อ่างอาบน้ำ พร้อมกับพื้นหินอ่อนลวดลายสวยงาม ดูหรูหรา ภายในดูโปร่งโล่งด้วยหน้าต่างบานใหญ่จากพื้นถึงฝ้าเพดานเช่นกันนะคะ และในเรื่องของความเป็นส่วนตัวว่าได้หน้าต่างกระจกใหญ่แบบนี้จะดูโป๊ไม่เป็นส่วนตัวไหม ในส่วนนี้ก็ไม่ต้องกังวลเพราะ บ้านฝั่งที่ติดกับด้านข้างที่เป็นด้านเปิดโล่งเรานั้นจะเป็นด้านผนังทึบทั้งหมดของเพื่อนบ้านค่ะ สำหรับยี่ห้อสุขภัณฑ์ทั้งหมดในห้องน้ำทางโครงการใช้แบรนด์ Kohler

ชั้น 4 – Private Plan เป็นชั้นบนสุดที่แบ่งห้องนอนออกเป็น 2 ด้านหน้าและหลัง คล้ายคลึงกับชั้น 3 แต่จะได้ขนาดห้องนอนเล็กลงมาหน่อยค่ะ ส่วนฟังก์ชันทั้งหมดยังคงเหมือนชั้น 3 นะคะ มีเพิ่มเติมอีกหน่อยคือพื้นที่สวนเล็กๆ (Pocket Garden) ที่อยู่ด้านหลังบ้าน ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับชั้น 4 ได้ดีทีเดียว ซึ่งต้นไม้ที่ทางโครงการเลือกมาลงนั้นจะเน้นไปที่ต้นไม้ขนาดกลาง ไม่ผลัดใบมาก เพื่อไม่ให้ใบไม้ปลิวไปลงสระว่ายน้ำ ซึ่งช่วยให้ลดการดูแลรักษาไปได้ระดับนึงค่ะ

ภายในห้องนอนฝั่งด้านหน้าบ้าน ดูโปร่งโล่งด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ประกอบกับฝ้าเพดานที่สูง ทำให้สามารถจัดฟังก์ชันภายในห้องนอนได้มากกว่าเพียงการวางเตียงขนาดใหญ่ แต่ยังสามารถเพิ่มฟังก์ชันอย่างพื้นที่ทำงาน เหมือนในรูปทัศนียภาพจำลองด้านบน หรือจะทำเป็นพื้นที่นั่งเล่นวางชุดโซฟาขนาดกะทัดรัดไว้นั่งเล่นอ่านหนังสือริมหน้าต่างได้

เรามาดูภายใน Sale Office กันบ้างนะคะ ซึ่งมีการจำลองบรรยากาศภายในตัวบ้านจริงให้ดูทั้งพื้นที่รับแขกในชั้น 1 และบรรยากาศภายในห้องน้ำ Grand Bathroom ค่ะ

เมื่อเข้ามาเราจะเจอบรรยากาศจำลองพื้นที่รับแขกชั้น 1 กันก่อนเลย ซึ่งในบ้านมาตรฐานนั้นจะได้ผนังลายหินอ่อนบริเวณ Foyer ที่มีลายแบบเดียวกับที่โชว์อยู่บริเวณด้านหลังโซฟาของ Sale Office เลยค่ะ รวมทั้งลายพื้นพร้อมเสป็คพื้น Porcelain ใน Sale Office ก็ใช้วัสดุเดียวกับพื้นภายในบ้านบริเวณพื้นที่รับแขกค่ะ

เข้ามาในส่วนห้องน้ำที่จำลองวัสดุและสุขภัณฑ์ภายในห้อง Grand Bathroom โดยจะได้พื้นและผนังที่กรุด้วยหินอ่อนทั้งหมด

ส่วนอ่างล้างมือแบบ His & Her ตกแต่งออกมาดูหรูหราสวยงามทีเดียวค่ะ วัสดุท็อปอ่างล้างมือกรุด้วยหินอ่อนสีเดียวกับกับพื้นและผนัง ด้านล่าง Built-in ชั้นวางของได้ ส่วนกระจกเงาด้านบนออกแบบมาเป็นกระจกที่สามารถมองตัวเองได้ในหลายมุม เพราะมีการเบี่ยงทิศทางกระจกทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้านในให้

อ่างล้างมือขนาดมาตรฐาน และก็อกน้ำจาก Kohler ส่วนการเก็บขอบหินอ่อนกับอ่างล้างมือทำออกมาได้สวยงามเรียบร้อยดีค่ะ

อ่างอาบน้ำจาก Kohler เช่นกัน เป็นขนาดกำลังดีสำหรับนอนแช่ตัวเพลินๆ

แปลนส่วนห้องน้ำจะไม่ได้เหมือนบ้านจริงนะคะ แต่ให้ดูในส่วนของวัสดุและสุขภัณฑ์ที่ได้ ซึ่งจะได้ตามที่จัดไว้เลยค่ะ

อ่างล้างมือให้ห้องอื่นๆ ที่ไม่ใช่ห้องน้ำ Grand Bathroom ก็จะได้ไซส์เล็กลงมาหน่อยแต่ได้วัสดุและยี่ห้อแบบเดียวกัน

โถสุขภัณฑ์และโถปัสสาวะชายจาก Kohler เน้นดีไซน์ทันสมัย

สุดท้ายนี้นอกจากเรื่องดีไซน์ คอนเซ็ปตัวบ้าน และฟังก์ชันต่างๆ แล้ว ทางโครงการก็ยังมองหาการอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ที่มีนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในตัวบ้านมากขึ้น คือการนำระบบ Home Automation เข้ามาใช้งานเพื่อความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยมากขึ้น โดยจะครอบคลุมทั้งส่วนแสงสว่าง และเครื่องปรับอากาศ ซึ่งระบบแสงสว่างนี้ไม่ใช่เพียงเปิด-ปิดไฟเท่านั้นนะคะ ยังสามารถหรี่หรือเร่งความเข้มแสงได้ด้วยนะ รวมถึง Solar Roof ที่ช่วยดึงพลังงานจากแสงอาทิตย์มาใช้ ซึ่งช่วยให้สามารถประหยัดพลังงาน ค่าใช้จ่าย และยังช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม โดยระบบทั้ง 2 นี้จะมีให้เป็นมาตรฐานในทุกยูนิต

นอกจากนี้ระบบความปลอดภัยก็เป็นอีกระบบที่สำคัญสำหรับบ้านระดับ Super Luxury นี้ ซึ่งทางโครงการก็มีการติดตั้ง Door Window Censor, Motion Censor, Digital Door Lock, VDO Intercom, Emergency Button มาให้พร้อมกับ Guard Tour ในทุกๆ ชั่วโมงอีกด้วยค่ะ

รายละเอียดราคา @ 25 April 2017

  • บ้านเดี่ยว 4 ชั้น ขนาดที่ดินตั้งแต่ 99.3 – 108.2 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 637.9 – 646.6 ตารางเมตร ภายในมี 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ และ 4 ที่จอดรถ ราคาเริ่มต้น 53 ล้านบาท

สนใจข้อมูลโครงการเพิ่มเติม สามารถดูเพิ่มได้จากเวปไซต์ http://www.the-kepler.com/

เบอร์โครงการ 02-286-8899

 

Share

Leave a Reply