เปิดมุมมองการออกแบบคอนโดแนว Timeless Design พร้อมสัมผัสวิวใจกลางเมืองจาก Sindhorn Residence [Point of View ตอนที่ 31]

Sindhorn Residence จาก สยามสินธร โครงการใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ย่านเพลินจิต-ชิดลม หลายคนอาจเคยเห็นโครงการนี้ผ่านหูผ่านตากันมาบ้างแล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่รู้จัก งั้นมาทำความรู้จักกันคร่าวๆกันก่อนกับโครงการนี้นะคะ Sindhorn Residence เป็นโครงการจาก สยามสินธร ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นคอนโดนี้จึงมีลักษณะเป็นแบบ Leasehold หรือการเช่าระยะยาว และตัวอาคารจะออกแบบมาให้มีอายุเกิน 100 ปี โดยที่จะคำนึงถึงวัสดุและการออกแบบในเชิง Timeless Design ไม่เน้นความหวือหวา คงความเรียบง่ายแต่มีสไตล์และเสน่ห์ที่สามารถดูได้นาน เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่ดูเก่าหรือล้าสมัยจนเกินไป และอีกสิ่งหนึ่งที่ทางโครงการให้ความสำคัญคือเรื่องของการเลือกใช้วัสดุที่ทนทานและง่ายต่อการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อไป

เกริ่นมาตั้งนาน หลายคนคงอยากเห็นแล้วว่าโครงการนี้จะออกแบบให้สวยงามขนาดไหน มีวิวอะไรที่ปังๆกันบ้าง งั้นเราไปดูรูปกันดีกว่าค่ะ

Sindhorn Residence เป็นโครงการที่มี 2 อาคาร แบ่งแยกออกจากกัน แต่ก็ยังมีส่วนที่เชื่อมกันระหว่างอาคาร ทำให้ทั้งสองอาคารไม่แบ่งแยกกันโดยเด็ดขาด

Drop-off ของทั้งสองอาคาร จะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จึงทำให้พื้นที่นี้กว้างขวาง สามารถนำต้นจามจุรีขนาดใหญ่มาวางไว้ตรงกลางได้ ซึ่งทำให้จุดนี้นอกจากมีความร่มรื่นแล้ว ยังใช้เป็นพื้นที่เดินรถ สะดวกต่อการรับส่งลูกบ้านอีกด้วย

Facade ภายในโครงการเลือกใช้วัสดุที่เป็นโลหะเคลือบสี ออกแบบให้เป็นระแนงค่อนข้างถี่ เพื่อไม่ให้นกบินมาเกาะได้ และเมื่อแสงแดงส่องผ่านก็จะเกิดเงา ทำให้มีมิติและมีร่มเงาของทางเดินหน้าอาคาร

Lobby อาคาร A เลือกใช้ผนังกระจกตั้งแต่พื้นจรดฝ้า เพื่อนำแสงจากภายนอกส่องไปยังภายใน Lobby และยังคงให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง

ภายใน Lobby อาคาร A ตกแต่งด้วยวัสดุสีขาว ไม่ว่าจะเป็นผนังหรือ Counter Reception ทำให้พื้นที่ดูโปร่งโล่งบวกกับเป็น Triple Space ยิ่งทำให้พื้นที่ส่วนนี้กว้างขวาง นอกจากนั้นตัวผนังมีลูกเล่นของการกรุผนังโดยการใช้ Mosaic ที่มีลวดลายที่ต่างกันมาต่อให้เป็นเงาต้นไม้ผาดผ่านอยู่บนผนัง เป็นการตกแต่งที่ค่อนข้าง Minimal แต่มีสไตล์ที่ลงตัว

Spiral Stair เอกลักษณ์หนึ่งของโครงการที่อยู่ภายใน Lobby อาคาร A เป็นบันไดที่นำไปสู่  Meetting Room, Multipurpose Room ด้านบน เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับลูกบ้านที่จะมาใช้งานพื้นที่ส่วนกลาง

พื้นที่ในส่วนของ drop-off ยังแบ่งมาเป็นพื้นที่จอดรถชั่วคราว ด้านข้างมีทางเดินในร่ม ซึ่งผนังทางเดินเลือกใช้วัสดุที่เป็นหินอ่อน ลดทอนความแข็งของหินด้วยระแรงไม้ด้านบนที่ทำเป็นที่บังแดด

ด้านหน้า Lobby อาคาร B มีสวนที่วางเป็นขั้นบันได ปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น สีเขียวของต้นไม้ตัดกับสีน้ำตาลของตัวอาคาร ทำให้ดูไม่แห้งแล้งและแข็งกระด้างจนเกินไป

Water Feature ยาวต่อเนื่องมาจากด้านหน้า Lobby มาถึงด้านข้าง เชื่อมต่อพื้นที่สีเขียวบริเวณ Lobby เมื่อเข้ามาโซนนี้จะเกิดความรู้สึกเงียบสงบและร่มรื่น

สวนด้านข้าง Lobby อาคาร B จะมีพื้นที่เล่นระดับลงมาอีกชั้น และมี Deck ไม้ ติดตั้งไม้ระแนงบังสายตา เพื่มความเป็นส่วนตัวให้กับลูกบ้านที่กำลังใช้งาน

ภายใน Lobby อาคาร B จะแตกต่างจาก อาคาร A ด้วยโทนสีที่มีสีเข้ม แต่ยังคงเลือกใช้ผนังกระจกพื้นจรดฝ้า เพื่อนำแสงเข้ามาภายใน และยังทำให้พื้นที่ส่วนนี้เป็นพื้นที่มองสวนสีเขียวภายนอกได้จากภายใน ถือว่าว่าเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างสงบทีเดียว

Bridge กลางโครงการ นอกจากใช้เป็นตัวเชื่อมอาคารทั้งสองเข้าหากัน ยังเป็นพื้นที่ที่วาง Facility หลักของโครงการที่ลูกบ้านสามาถมาใช้งานร่วมกันอีกด้วย

สระว่ายน้ำ outdoor ขนาดใหญ่แยกสระเด็กออกจากกัน บริเวณด้านข้างสระว่ายน้ำจะมี Deck ไม้ เมื่อเชื่อมต่อกับขอบสระที่เป็นหินอ่อน จะช่วยลดทอนความแข็งกระด้างของตัวหินอ่อนลงได้ และยังมีพื้นที่นั่งเล่นวางไว้รอบๆเพื่อให้ลูกบ้านได้มาใช้งานกันได้หลากหลายกลุ่มพร้อมๆกัน

พื้นที่นั่งเล่นอีกด้านของสระว่ายน้ำมีการเล่นระดับเพื่อบังสายตา วางชุด Sofa bed ไว้ให้ลูกบ้านนั่งเล่นชมวิวผ่านราวกั้นกันตกแบบกระจกนิรภัย เพิ่มวิสัยทัศน์ให้กว้างมากขึ้น

ด้านปลายของสระว่ายน้ำ มีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง จัดวางชุดโซฟาไว้หลายชุด เหมาะสำหรับการใช้งานพร้อมๆกันหลายกลุ่ม หรือจะจัดปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำก็ยังทำได้

Signature ของชั้นนี้คงไม่พ้นพื้นที่สุดขอบอาคารที่หันหน้าไปทางถนนวิทยุ เป็นพื้นที่เปิดโล่งเชื่อมต่อมาจากพื้นที่ที่วางชุดโซฟา ในส่วนนี้ได้วางเก้าอี้ชายหาดเรียงตามแนวของอาคาร เพิ่มความปลอดภัยด้วยราวกันตกแบบกระจกนิรภัย เหมาะสำหรับการมานอนดูวิวเปิดโล่งในช่วงเวลาแดดร่มลมตก

วิวของชั้น Facility ถือเป็นวิวที่สบายตาและเป็น Hilight ถึงแม้จะมีอาคารสูงเรียงกันเป็นแนวยาว แต่ด้านหน้าของอาคารนั้นก็ยังคงเป็นพื้นที่ของสถานฑูตฮอลแลนด์และสถานฑูตอเมริกา ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว

หลังจากไปดูรอบๆโครงการกันมาพอสมควรแล้ว เปลี่ยนบรรยากาศไปดูภายในห้องกันบ้างว่าข้างในจะตกแต่งกันสวยงามขนาดไหน

ภายในห้อง 2 Bedroom จะให้ความสำคัญกับ Living Area ค่อนข้างมาก ตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาลครีม ทำให้รู้สึกอบอุ่นเมื่อเดินเข้ามา ระเบียงในส่วน Living ค่อนข้างใหญ่ ประตูกระจกยังสูงพื้นจรดฝ้าเพื่อรับวิวด้านนอกได้อย่างเต็มที่

Dining Area เชื่อมต่อกับ Living Area แต่ถูกบังสายตาด้วยผนังของ Living Area และทำให้ดูเป็นสัดส่วนไปในตัว ตัวผนังยังคงเลือกใช้ผนังกระจกต่อเนื่องมาจากประตูระเบียง ทำให้ห้องดูกว้างขวางและเปิดรับวิวได้มากขึ้น

Kitchen Area ก็ยังคงเชื่อมต่อมาจากพื้นที่รับประทานอาหาร ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาว วาง island ไว้ตรงกลางสำหรับใช้เป็นพื้นที่เตรียมอาหาร หรือรับประทานอาหารในมื้อง่ายๆ หรือบางทีอาจจะมานั่งทำงานบริเวณนี้ก็ยังได้

มาดูอีกหนึ่งห้องกับบ้าง 1 Bedroom ยังคุมโทนด้วยสีโทนอ่อน และคงความเป็นผนังกระจกบานใหญ่ สะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้ให้ความสำคัญกับการรับวิวจากภายนอก

ภายในห้องนอนตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เรียบง่าย เลือกสีเดียวกับกับ Living Area แต่ปรับอารมณ์ด้วยการเปลี่ยนมาใช้พื้น Engineering Wood เพื่อให้ความรู้สึกผ่อนคลายนุ่มนวลลง

ดูห้องกันไปพอสมควร อากาศและพระอาทิตย์เริ่มตกดินแล้ว เรารีบขึ้นไปดูวิวจากยอดตึกกันดีกว่า ว่าวิวโดยรอบของโครงการนี้เราจะเห็นอะไรบ้าง แล้วความคึกคักของย่านนี้ในยามเย็นจะเป็นอย่างไร

ทิศตะวันตก จะเป็น City View มีอาคารสำนักงานและคอนโดมิเนียมขึ้นกันอย่างเรียงราย ไม่ว่าจะเป็น 185 ราชดำริ, The Met สาทร, The River และตึกสูงอย่าง Mahanakorn Condo และพื้นที่สีเขียวของสวนลุมทางด้านซ้ายมือ และสนามม้า ราชกรีฑาสโมสร

ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะเป็นวิวย่านราชประสงค์ สยาม และก็ยังคงเห็นอาคารสูงอย่างตึกใบหยก 2

ทิศเหนือจะเห็นได้ว่ามีเพียงตึกใบหยก 2 เท่านั้นที่เป็นอาคารสูงที่ตั้งเด่นท่ามกลางอาคารพาณิชย์ และจะเห็นว่าตัวสถานีรถไฟฟ้าที่เห็นใกล้ๆนั้นคือสถานีชิดลม

ทิศตะวันออก วิวในย่านถนนวิทยุ เลยไปทางสุขุมวิท จะเห็นอาคารสูงอย่าง All Season ที่อยู่ใกล้ๆ แต่เมื่อมองกดลงไปนิดหน่อยจะเห็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของสถานฑูตฮอลแลนด์ และสถานฑูตอเมริกา

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า สีสันบนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำเงินเข้มแซมสีส้มสด เวลาเลยผ่านไปนิดก็เปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีม่วงบ้างทำให้สีสันบนท้องฟ้าดูหลากหลาย มีความสดใส ถึงแม้จะเป็นสัญญาณของการหมดไปอีกหนึ่งวันก็ตาม

ยามค่ำคืนในย่านนี้ก็ยังคงคึกคัก เนื่องจากเป็นย่านที่มีอาคารสำนักงานและคอนโดมิเนียมล้อมรอบ เลยทำให้แสงสว่างจากตัวอาคารต่างๆช่วยกันส่องแสงออกมา ทำให้ท้องฟ้าในยามค่ำคืนไม่หลับใหล

กลับไปดูบรรยากาศยามค่ำคืนของ Facility กันบ้างว่าเมื่อตะวันลับฟ้าแล้วจะให้ความรู้สึกอย่างไรเมื่อไปใช้งานในยามค่ำคืนหลังจากกลับจากการทำงาน

 บริเวณสระว่ายน้ำและพื้นที่นั่งต่างๆ จัดไฟไว้อย่างลงตัว ให้ความสว่างที่ทั่วถึง มีการซ่อนไฟไว้ที่พื้น ต้นไม้ และภายในสระว่ายน้ำ ทำให้เวลามาใช้งานก็ยังคงมีความปลอดภัย

ส่วนมุมทอดอารมณ์ที่เป็นมุม hilight ของชั้นนี้ มีการจัดแสงส่องลงมายังเก้าอี้ daybed ทำให้มาให้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย อีกทั้งวิวด้านหน้าเป็นอาคารสำนักงานที่เปิดไฟกันอย่างสวยงาม ถือเป็นอีกมุมนึงที่เป็นวิวสุดชิลและโรแมนติกเลยก็ว่าได้

ปิดท้ายไปด้วยตัวอาคารของโครงการในเวลาค่ำคืน จะเห็นได้ว่าการจัดแสงของตัวอาคารนี้ จะจัดให้ตัวอาคารมีมิติ ไม่ดูมืดทึบหรือสว่างจ้าเกินไป เมื่อมองจากภายนอก

ขอขอบคุณช่างภาพทุกท่านด้วยค่ะ

– Asita : คุณอสิต มณีสาร

-Pisut J. : คุณหมอพิสุทธิ์

– ETC (GalleryETC) : คุณอุ้ย จักริน

– Mac Patcharapol : คุณแม็ก พัชรร์พล

– Utopia : คุณเต็ก

-Mrm : คุณ M Pongsathast

– Doraemonz : คุณม่อน

– Boom Tharis : Mr.Boom

– Fotografier Nan : แนน

 

Share

1 Comment

Leave a Reply