เจาะลึกการออกแบบโครงการ TYCOON OFFICIA บ้านเดี่ยว 3 ชั้น สุดหรูเพียง 8 ยูนิต ติดถนนบางแวก-กาญจนาภิเษก จาก Norm Marque

December 16, 2016 10:504 comments

cover

สวัสดีครับ… วันนี้เรามีบทความพิเศษ เจาะลึกการออกแบบโครงการ TYCOON OFFICIA จาก Norm Marque  ซึ่งหลังจากบริษัมนอร์มมาร์ค ทำโครงการคอนโด Low Rise ตึกเสร็จไปแล้วชื่อว่า Parque พุทธบูชา และก็ขายจนเกือบหมดแล้วด้วย ก็เลยกระโดดขยับมาทำโปรเจคบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury เพื่อยกระดับตัวเองเลย ตัวบ้านเป็นบ้านเดี่ยว 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 398 – 846 ตร.ม. พร้อมลิฟต์ในตัว ขนาดที่ดินของตัวบ้านตั้งแต่ 100 – 175 ตารางวา ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 48 ล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 400 ล้านบาท บ้านมีการออกแบบสถาปัตยกรรมภายนอกในสไตล์ยูโรเปียนอินดัสเทรียล โดยใช้โครงสร้างแบบอินดัสเทรียลผสมผสานกับความหรูหราแบบยูโรเปียนด้วยหินอ่อนจากอิตาลี

นายภควัฒน์ สุวรรณทวีโชติ ประธานกรรมการ บริษัท นอร์มมาร์ค จำกัด กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ และการบุกตลาดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในทำเลนี้ว่า “ทางบริษัทฯ เล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้ ที่อยากพัฒนาพื้นที่ให้มีคุณภาพ จึงวางแผนต่อยอดในการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวเพิ่มเติม จากการศึกษาตลาดพบว่ากลุ่มเป้าหมายในย่านนี้มีกำลังซื้อเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มเจ้าของกิจการที่มีเป็นจำนวนมาก ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็นกลุ่มทายาทกิจการรุ่นใหม่ที่ต้องการขยายครอบครัว และใช้ชีวิตในทำเลที่อยู่เดิม ทางบริษัทฯ จึงพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่สุดหรูหรา ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่หลากหลายอย่างลงตัว โครงการบ้านเดี่ยว “ไทคูน ออฟฟิเซีย” โดดเด่นด้วยพื้นที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ผู้พักอาศัยได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เข้ากับเจ้าของได้หลากหลาย

%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b8%a5

โครงการตั้งอยู่บนถนนบางแวก ห่างจากถนนใหญ่กาญจนาภิเษกประมาณ 180 เมตร ใกล้ The Paseo Park สามารถไปยังทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกได้ง่าย จากที่ตั้งโครงการยังสามารถใช้เส้นทางไปออกยังถนนต่างๆได้หลายสาย โดยถนนเส้นนี้จะเชื่อมต่อกับถนนจรัญ 13 ที่สามารถไปทะลุถนนจรัญสนิทวงศ์ได้ นอกจากนี้ยังมีถนนพุทธมณฑลสาย 1-4, ถนนกาญจนาภิเษก, ถนนราชพฤกษ์ ซึ่งทุกเส้นจะตัดกับถนนบรมราชชนนีและถนนเพชรเกษม เป็นถนนสายหลักที่ใช้ในการเดินทางเข้า-ออกเมือง ส่วนถนนกาญจนาภิเษกเองก็ใช้วิ่งลงใต้ไปเชื่อมกับพระราม 2 ได้ หรือจะวิ่งขึ้นเหนือไปทางบางใหญ่/บางบัวทองก็ได้เหมือนกัน

จุดเด่นของ ถนนบางแวก เป็นหนึ่งในถนนที่เชื่อมโซนพุทธมณฑล-กาญจนา ไปยังในตัวเมืองย่านฝั่งธนฯ ถึงแม้จะเป็นถนนรองแต่ว่ามีออฟฟิศ ห้างร้าน ตลาดต่างๆให้เห็นตลอดทั้งเส้น ส่งผลให้ถนนบางแวกมีบ้านพักอาศัยค่อนข้างเยอะ เพราะสามารถเดินทางไปยังถนนใหญ่ได้สะดวกและราคาที่ดินไม่สูงเท่าที่ดินติดถนนใหญ่  นอกจากนี้ถนนโดยรอบอย่างถนนกาญจนาฯ เพชรเกษม ถนนราชพฤกษ์ ยังเป็นแหล่งการค้าที่สำคัญย่านฝั่งธนฯ โดยจะมีห้างสรรพสินค้า Community Mall อาคารสำนักงานขนาดเล็กถึงใหญ่ สะท้อนให้เห็นว่าย่านนี้มีเจ้าของธุรกิจแบบ SME รายย่อยถึงรายใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อบ้านราคาหลัก 10 ล้านอยู่

ทำเลที่ตั้งโครงการนี้ถือว่าเป็นของใหม่ในย่านแอเรียนี้นะครับ โดยทั่วไปบ้านหรูระดับราคา 40 ล้านบาทขึ้นไปในละแวกนี้ เกือบทั้งหมดจะเลือกที่จะตั้งอยู่ “ติดถนนใหญ่” แต่ว่าการที่โครงการเลือกทำเลถนนรองในระยะที่ “ใกล้ถนนใหญ่” ทำให้มีข้อดีเพิ่มมา 2 อย่าง คือ 1) การอยู่อาศัยจะได้เสียงรบกวนและมลภาวะที่น้อยกว่าการอยู่ติดถนนหลัก 2) เมื่อเลือกซื้อที่ดินบนถนนรองราคาที่จะถูกกว่า ทำให้โครงการไปเพิ่มสเป็คของตัวบ้าน วัสดุจะได้ดีกว่าโครงการจัดสรรหรูติดถนนใหญ่

%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88

โดยบริบทแล้วย่านนี้ถือเป็นแหล่งชุมชนที่อยู่อาศัยแนวราบที่มีทั้งหมู่บ้านเก่าที่สร้างมานาน  ในปัจจุบันก็มีโครงการใหม่ๆมาขึ้นกันค่อนข้างเยอะ สำหรับความเจริญและความอุดมสมบูรณ์ในระยะใกล้ที่สุดคงจะเป็นร้านค้า ร้านอาหารภายในซอยบางแวก ส่วนห้างใกล้ๆจะมี The Paseo Park บนถนนกาญจนาภิเษก ที่เป็น Community Mall ที่มีร้านค้า ร้านอาหารมากมาย  หรือจะไปบนถนนจรัญสนิทวงศ์ก็มีตลาดเก่าแก่ที่น่าสนใจหลายที่ ห่างออกไปบนถนนเพชรเกษมจะมี เดอะมอลล์ บางแค/Seacon บางแค/Tesco Lotus/Big C ส่วนบนถนนราชพฤกษ์จะมี The Circle/The Crystal/The Walk/Food Villa และร้านอาหารน้อยใหญ่ บนเส้นราชพฤกษ์จะมีความอุดมสมบูรณ์มากหน่อย ถัดไปไกลหน่อยก็จะเป็น เซ็นทรัลปิ่นเกล้า นอกจากนั้นยังไม่ไกลโรงเรียนสำคัญๆอย่าง โรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี  มหาวิทยาลัยมหิดล มี รพ.ธนบุรี2 รพ.เกษมราษฎร์ บางแค และออกไปทางพุทธมณฑลสาย 4 สถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาที่มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่

ปัจจุบันมี ทางพิเศษสายศรีรัช – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ถือเป็นเส้นทางช่วยระบายการจราจรจากทางพิเศษศรีรัช บริเวณสถานีขนส่งหมอชิต 2 ข้ามไปฝั่งตะวันตกของ กทม. และมาสิ้นสุดที่ถนนวงแหวนรอบนอก โดยมีแนวสายทางเริ่มต้นจากถนนกาญจนาภิเษก (ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร) จากนั้นแนวสายทางจะไปทางทิศตะวันออก โดยใช้พื้นที่เขตทางรถไฟสายตะวันตก (สายใต้เดิม) ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณสะพานพระราม 6 จากนั้นแนวสายทางยังคงไปตามเขตทางรถไฟจนถึงจุดเชื่อมต่อกับทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) บริเวณด้านเหนือของสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) ระยะทางรวมประมาณ 16.7 กม. โดยมีรูปแบบเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร มีทางแยกต่างระดับ 2 แห่ง คือ ทางแยกต่างระดับกาญจนาภิเษกและทางแยกต่างระดับบางซื่อ มีทางขึ้น-ลง 6 แห่งคือ

  • ทางขึ้น-ลงบรมราชชนนี
  • ทางขึ้น-ลงราชพฤกษ์
  • ทางขึ้น-ลงบางบำหรุ
  • ทางขึ้น-ลงจรัญสนิทวงศ์
  • ทางขึ้น-ลงพระราม 6
  • ทางขึ้นลง-กำแพงเพชร 2

**วันที่ผมเดินทางไปโครงการ โดยมีการทดลองใช้ทางด่วนนี้ด้วยนะครับ โดยเริ่มจากหมอชิตไปจนสุดเส้นทางกาญจนาภิเษกเลย ด้วยระยะทาง 16.7 กิโลเมตร ผมขับเรื่อยใช้เวลาประมาณ 13-15 นาทีเท่านั้นเอง (เวลาที่เดินทางคือประมาณ 10.00 น.)

%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99

การขึ้นลงทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกสามารถใช้เส้นกาญจนาภิเษก เพื่อขึ้น-ลงทางด่วนได้โดย

  • หากต้องการขึ้นทางด่วน(เส้นสีแดง) จากโครงการสามารถออกไปบนถนนกาญจนาภิเษกแล้วไปยูเทิร์นบนสะพานกลับรถ ตรงไปเรื่อยๆบนถนนกาญจนาภิเษก แล้ววนซ้ายผ่านทางยกระดับบรมราชชนนีไปก็จะเจอด่านเก็บเงินฉิมพลี
  • หากต้องการลงทางด่วน(เส้นสีฟ้า) สามารถเลี้ยวซ้ายที่ถนนกาญจนาภิเษกแล้วตรงไปเรื่อยๆ จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนนบางแวก ตรงไปเรื่อยๆประมาณ 180 เมตร จะเห็นโครงการอยู่ทางซ้ายมือ

โดยการเดินทางวันนี้เราจะใช้เส้นทางการลงจากทางด่วนศรีรัช ผ่านถนนกาญจนาภิเษกแล้วไปยังโครงการกัน

ตอนนี้เราอยู่บนทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกใหม่ วิ่งออกเมือง ให้ขับตามป้ายลงทางด่วนตรงถนนกาญจนาภิเษกไปเรื่อยๆ เมื่อเกือบถึงทางลงทางด่วนให้ชิดซ้ายเพื่อเตรียมลงตรงถนนกาญจนาภิเษก ทางออกที่ 2

ลงทางด่วนมาแล้วครับ จะเป็นถนนเลียบทางรถไฟ ส่วนทางซ้ายมือเป็นอาคารที่พักข้าราชการศาลยุติธรรม เลยไปอีกหน่อยเจอสำนักอัยการจังหวัดตลิ่งชัน

ตรงมาเรื่อยๆจะเจอสะพานกลับรถข้างหน้า โดยถ้ากลับรถจะสามารถไปถนนสวนผักและถนนราชพฤกษ์ได้ ส่วนเราจะตรงเพื่อไปยังถนนกาญจนาภิเษก

ตรงมาสุดทางเราจะเจอทางเลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าสู่ถนนกาญจนาภิเษกนะครับ

ถนนกาญจนาภิเษกเป็นถนน (ทางหลวงหมายเลข 9) เป็นถนนใหญ่ 12 เลน บรรยากาศ 2 ข้างทาง ส่วนใหญ่จะเป็นโชว์รูมต่างๆหลากหลาย อาคารสำนักงานขนาดกลาง มีสลับเป็นบ้านพักอาศัยทั่วไปและโครงการจัดสรร รวมไปถึง Mall ขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ และร้านอาหารน่าสนใจหลายร้าน อย่างทางซ้ายมือนี้มีโครงการชวนชื่น การ์เด้นท์ที่มีร้านนวด และร้านกาแฟ The Grinder Cafe ที่เป็นร้านกาแฟน่ารักในตู้คอนเทนเนอร์

มาถึงตรงนี้เราจะเจอแยกซ้ายมือที่สามารถเลี้ยวไปบนถนนบรมราชชนนีหรือปิ่นเกล้าได้ แต่เราจะตรงไปยังทางแยกต่างระดับฉิมพลีที่อยู่ตรงหน้าต่อ

ขับตรงมาเรื่อยๆผ่านทางแยกต่างระดับฉิมพลี ด้านหน้าจะเจอป้ายเลี้ยวขวาไปนครปฐมได้ แต่เราจะตรงไป

พอลงจากทางแยกต่างระดับฉิมพลีมา เราก็มาอยู่บนถนนกาญจนาภิเษกเหมือนเดิม สองข้างทางของถนนเส้นนี้จะเต็มไปด้วยเต็นท์รถมือสองเจ้าใหญ่ๆค่อนข้างเยอะ

เราขับตรงมาจะเจอ Ptt Lift Plaza อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นปั๊มน้ำมัน ปตท. ปั๊มใหญ่ ด้านในมีร้านอาหารหลากหลาย เช่น แมคโดนัล, นิตยาไก่ย่าง, S&P, Black canyon และด้านหน้าปั๊มตอนกลางคืน จะมีร้านก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้นปิ้งและร้านนมให้มานั่งกินกันได้

ตรงนี้มีร้านอาหารครัวเจ๊ง้อ ที่เป็นร้านอาหารเก่าแก่เปิดสาขาแรกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 จนวันนี้ 17 ปี มีสาขาทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล

ไม่ไกลกันจะเจอปั๊ม ปตท. ฝั่งตรงข้ามเป็น Paseo Park ที่เป็น Community Mall สไตล์ญี่ปุ่น บนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ที่มีคอนเซ็ปต์ “ญี่ปุ่น 3 ยุค”  ได้แก่ ยุคเอโดะ (สมัยโบราณ), ยุคเฮเซ (สมัยปัจจุบัน)  และจำลองบรรยากาศของญี่ปุ่นในอนาคตไว้ด้วย ภายในมีร้านของช็อป ของใช้หลากหลาย หรือใครอยากไปหาของกินก็มีให้เลือกเยอะมาก โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่น โดยที่นี่เปิดบริการทุกวัน 10.00 – 22.00 น.

มาถึงตรงนี้หากเราเห็นป้ายทางไปจรัญสนิทวงศ์ ให้เราเตรียมชิดซ้ายไว้ก่อนแต่อย่าเพิ่งเลี้ยวนะครับ

ข้างหน้าจะเป็นสะพานกลับรถของถนนพระเทพตัดใหม่ โดยเราจะขับตรงไปเรื่อยๆก่อน

มาถึงตรงนี้จะเจอป้ายบอกทางเลี้ยวซ้ายเข้าจรัญสนิทวงศ์ 13 ซึ่งพอเลี้ยวเข้าไปก็จะเป็นถนนบางแวก โดยเราจะเตรียมชิดซ้ายไว้เพื่อเลี้ยวเข้าถนนเส้นนี้กัน

โดยจุดสังเกตคือจะมีเต็นท์รถมือสอง และมีสะพานลอยอยู่ตรงหน้าปากซอย เดี๋ยวเราจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนบางแวก

เลี้ยวซ้ายเข้ามาบนถนนบางแวกเป็นถนน 4 เลน สองข้างทางของถนนเส้นนี้ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารพาณิชย์ บ้านพักอาศัย และตึกแถวเก่าแก่

1

หลังจากเข้าจากถนนกาญจนาภิเษกมาเพียงแค่ 180 เมตร ก็จะถึงที่ตั้งแปลงโครงการแล้วทางซ้ายมือ เรียกว่าอยู่ใกล้กับถนนหลักมาก

มายืนที่ฝั่งหน้าที่ดินโครงการ มองย้อนกลับไปทางถนนกาญจนาภิเษกหน่อย จะเห็นว่าสภาพแวดล้อมช่วงสายๆที่เป็นเวลาคนทำงานกันอยู่ก็ยังมีรถวิ่งผ่านกันพอสมควร มีรถ Taxi วิ่งผ่านตลอดเวลาด้วยเพราะเป็นเส้นที่ไปเชื่อมกับราชพฤกษ์และจรัญฯ ด้านข้างริมสองฝั่งจะเป็นแนวตึกแถว 3-4 ชั้น เป็นร้านค้าต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงร้านอาหารด้วย

ฝั่งตรงข้ามกับโครงการเลย จะเป็นร้านห้างสังฆภัณฑ์ ขนาดใหญ่มากๆ ชื่อว่าแสงแห่งศรัทธา ตรงจุดนี้ป้อมรปภ.ของร้านนี้อยู่ตรงข้ามกับรปภ.ของโครงการเลยนะครับ ช่วยกันสอดส่องดูแลบนรอบๆด้านหน้าโครงการด้วยกันไปอีก

มองไปทางซ้ายเข้าไปในถนนบางแวก สภาพที่เห็นก็จะเป็นแนวอาคารพาณิชย์สลับกับบ้านพักอาศัยทั่วไป ดูรวมๆแล้วไม่วุ่นวายแต่ว่าก็ไม่ได้เปลี่ยวอะไร ค่อนข้างสงบเหมาะกับการอยู่อาศัย

%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%81

ถ้าเลยไปอีกนิดเดียวก็จะมีพวกมินิมาร์ทอย่าง 7-11, Lotus Express และตลาดเต็นท์เล็กๆให้มาซื้อของกินของใช้กันได้ สภาพถนนบางแวกช่วงนี้ก็ยังเป็นอาคารพาณิชย์ที่ติดกันมีทั้งร้านอาหาร ร้านขายยา และร้านขายของใช้ต่างๆให้เห็นกันอยู่ตลอดแนว เนื่องจากย่านนี้มี SME ที่เป็นธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง จึงมีอาคารสำนักงานกระจายอยู่ทั่วพื้นที่

%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%94

คลิกที่รูปเพื่อดูแผนที่ขนาดใหญ่

สภาพแวดล้อมโดยรอบโครงการส่วนใหญ่จะเป็นบ้านพักอาศัยสลับกับที่ดินเปล่าและอาคารอาคารพาณิชน์ 3-4 ชั้น ซึ่งในละแวกนี้จะไม่ค่อยมีตึกสูงอยู่แล้ว อย่างมากสูงสุดก็เป็นพวกอพาร์ทเมนท์ครับ โครงการไทคูน ออฟฟิเชีย เป็นโครงการที่มีความสูง 3 ชั้นพร้อม Roof Top บนชั้นดาดฟ้าอีก 1 ชั้น สำหรับพื้นที่โดยรอบโครงการสรุปได้ดังนี้

  • ทิศเหนือ ติดกับ ที่ดินเปล่าขนาดใหญ่ของบุคคลอื่น
  • ทิศใต้ ติดกับ ถนนบางแวก ตรงข้ามเป็นร้านห้างสังฆภัณฑ์ขนาดใหญ่
  • ทิศตะวันออก ติดกับ ที่ดินเปล่าสลับกับบ้านพักอาศัย 2 ชั้น
  • ทิศตะวันตก ติดกับ ด้านหน้าเป็นตึกแถว 3ชั้น ด้านในเป็นอพาร์ทเมนท์ 4 ชั้น

masterplan

TYCOON OFFICIA มีพื้นที่โครงการมีทั้งหมด 3-2-18 ไร่ เน้นความเป็นส่วนตัวโดยมีจำนวนบ้านในโครงการเพียง 8 ยูนิตเท่านั้น เป็นโครงการบ้านเดี่ยว 3 ชั้น มีทั้งหมด 2 แบบ พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 398 – 846 ตร.ม. พร้อมลิฟต์ในตัว ขนาดที่ดินของตัวบ้านตั้งแต่ 100 – 175 ตารางวา

เริ่มจากทางเข้าหลักของโครงการอยู่ติดกับถนนบางแวก การจัดวางผังจะจัดเป็นแนวยาวตามรูปแปลงขอบเขตพื้นที่ดิน ด้านหน้าจะเจอกับป้อมรปภ.กับซุ้มทางเข้า ระบบตรวจเช็คทางเข้าออกจะเป็นรั้วเหล็กเลื่อนไฟฟ้า ที่ต้องผ่านการตรวจสอบจากรปภ.ที่จะประจำอยู่จุดนี้ 2 นายตลอดเวลา พอเข้าไป ถนนในโครงการเป็นเส้นตรงไปสุดขอบเขตที่ดินเลย ความกว้างของถนนประมาณ 9 เมตร มีต้นไม้ปลูกตามแนวทางเดินริมถนน และไฟฟ้าลงใต้ดินทั้งหมด / เมื่อเข้าสู่โครงการทางซ้ายมือจะเจอกับ ClubHouse ของโครงการ เนื่องจากโครงการนี้ไม่ได้เป็นรูปแบบจัดสรรนะครับ แต่ว่ามี ClubHouse ให้แก่ลูกบ้าน ซึ่งภายในพื้นที่ของ ClubHouse ส่วนกลางนี้จะเป็นสวนหย่อมกับ Fitness ที่ทางนอร์มมาร์คเค้ามีให้ลูกบ้านและให้ใช้ “ฟรี” ระยะเวลา 10 ปีนะครับ แต่ว่าถ้าผ่านไปถึง 10 ปีผืนที่ดินแปลง ClubHouse นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของนอร์มมาร์ค ซึ่งอนาคตยังไม่มีแปลนว่าจะเป็นยังไงต่อ / การวางตำแหน่งบ้านซึ่งที่นี่มีบ้านแค่ 2 แบบเท่านั้น โดยแบ่งเป็นฝั่งขวา 4 ยูนิตเป็นขนาดเล็ก Type Florence และฝั่งซ้าย 4 ยูนิตเป็นขนาดใหญ่ Type Barletta

paa

งานสถาปัตยกรรมภายนอก ที่นี่เลือกใช้บริษัท PAA โดยผลงานที่ผ่านมาที่นี่ออกแบบไว้หลากหลายมากๆทั้งอาคารออฟฟิศสำนักงาน รีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ คอมมูนิตี้มอลล์ และได้ออกแบบบ้านเดี่ยวสุดหรูในย่านพร้อมพงษ์ในปีที่ผ่านมาอย่าง 749residence

pia

งานออกแบบตกแต่งภายใน ที่นี่เลือก PIA เป็นบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่มีมากกว่า 25 ปีของประสบการณ์ที่หลากหลายในการออกแบบและการดำเนินการของที่พักอาศัยส่วนตัว, โรงแรมและรีสอร์ท, สำนักงาน, พื้นที่ค้าปลีกและอาคารสาธารณะ  PIA มีประวัติผลงานที่ประสบความสำเร็จทั้งในประเทศและต่างประเทศ

shma

งานภูมิแบบสถาปัตยกรรม ที่นี่เลือกใช้ Shma ภูมิสถาปนิกมากประสบการณ์  “ชมา” แปลว่า แผ่นดิน จึงเป็นชื่อที่เหมาะกับงานภูมิสถาปัตย์ เพราะเป็นงานที่อยู่กับผืนดินจริงๆ ภูมิสถาปัตย์ไม่ใช่แค่เรื่องของต้นไม้ แต่รวมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับผืนดินและต้นไม้ทั้งหมด โดยที่นี่ผ่านผลงานมามากมายกตัวอย่างแค่ส่วนนึง ได้แก่ Smart Makkasan, Central Plaza เชียงราย, Bloc 77, Via 31 และ Via 49 เป็นต้น

โดย Shma ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ The quality space for living and working เลือกใช้ต้นไม้ขนาดใหญ่ สร้างความร่มรื่นให้โครงการ  พิถีพิถันโดยการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพตั้งแต่ประตูทางเข้าโครงการที่ทำจากหินอ่อนธรรมชาติ และประตูเหล็กฉลุ (monogram pattern) ขนาดใหญ่  เพิ่มความหรูหราให้พื้นที่ด้วยประติมากรรม

2

(รูปบน) เป็นภาพจำลองบรรยากาศ บริเวณด้านหน้าซุ้มทางเข้าออกโครงการ / (รูปล่าง) เป็นของจริงที่หน้าไซท์ที่ดินโครงการ โดยจะเห็นว่ามีการปรับเพิ่มต้นไม้ใหญ่เข้าไป 1 ต้นบริเวณติดกับซุ้มรักษาความปลอดภัย

ถนนภายในโครงการทั้งหมดจะเป็นสแตมป์คอนกรีตพิมพ์ลายแบบนี้ ด้านนอกโครงการมีการตกแต่งผนังด้วยการเลือกใช้หินอ่อนโทนสีอ่อน ตรงจุดนี้จะมีรปภ.ประจำอยู่ 2 คนตลอดเวลา คอยเช็คลูกบ้านและเปิดให้เข้าออก โดยรูปแบบประตูเป็นรั้วเหล็กโปร่งเลื่อนไฟฟ้า ด้านบนมีหลังคาโครงเหล็กกับโพลีคาร์บอเนตกันฝนแต่ให้แสงแดดส่องลงมาได้

%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2

ที่ตรงนี้มีการติดป้ายสัญลักษณ์ชื่อโครงการเอาไว้ ด้านข้างมีประตูทางเดินส่วนเข้าออก แต่ว่าก็ต้องผ่านการสแกนจากรปภ.อยู่ดีครับ พื้นที่ด้านหน้าตรงนี้เป็นจุด Drop Off จอดรถได้ 1 คัน สำหรับเวลามาส่งแล้วกลับรถ หรือมาติดต่อชั่วคราว

%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3

พอพ้นรั้วโครงการเข้ามาแล้วถนนในโครงการเป็นเส้นตรงไปสุดขอบเขตที่ดินเลย ความกว้างของถนนประมาณ 9 เมตร (แต่ว่าจะมีต้นไม้ปลูกตามแนวทางเดินริมถนนสองฝั่ง ทำให้เวลารถวิ่งจริงๆจะเหลือแค่ 6 เมตร) และไฟฟ้าลงใต้ดินทั้งหมด

%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9bgallery

เดี๋ยวจะพาเดินไปดู Sales Gallery ที่เค้าจำลองขนาดอาคาร ส่วนประกอบวัสดุที่ใช้ภายนอกและภายในบางส่วนกับบ้านจริง

%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9bgallery2

หันมาทางซ้าย เดี๋ยวเราจะเดินไปรอบด้านนอกก่อนนะครับ โดยติดกับทางเดินฝั่งนี้ตกแต่งเป็นบ่อน้ำล้นรอบ Gallery

เข้าสู่พื้นที่ ClubHouse ที่ลานด้านนอกเป็น GardenCourtyard ที่นอกจากจะโดดเด่นด้วยวัสดุหินอ่อนแล้ว ฟังก์ชันที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ (wet or dry) ก็เป็นอีกสิ่งที่โดดเด่นเช่นกันโดยเลือกให้มีองค์ประกอบของน้ำที่ช่วยเพิ่มทัศนียภาพและสุนทรียภาพให้โครงการ หรือปรับเป็นที่พื้นที่อเนกประสงค์ได้โดยทำให้น้ำหายไป ยิ่งอนาคตต้นไม้โตกว่านี้เต็มวัยจะได้ความร่มรื่นมากกว่านี้ ส่วนทางขวามี Sales Gallery อนาคตจะทำเป็นห้อง Fitness ให้

Sales Gallery ที่จำลองย่อส่วนบ้านมาจากฟังก์ชั่นห้อง Double Volume Space ที่ชั้น 3 (เลื่อนลงไปดูแปลนบ้านได้) คือเค้าทำให้ดูว่า ฟังก์ชั่นห้องนี้ที่ภูมิใจนำเสนอจะเป็นพื้นที่นั่งเล่นอเนกประสงค์ที่สูงโปร่ง เกือบ 6 เมตร ได้ช่องแสงมากรอบด้าน โดยวัสดุเฟรมจะเป็นอลูมิเนียมสั่งทำพิเศษสีซาฮาร่า ตัวกระจกเป็นกระจกนิรภัย(tempered glass) เคลือบฟิล์มลามิเนต

%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87

ที่ด้านนอกตัวบ้าน บริเวณห้อง Double Volume Space ที่ชั้น 3 (ถ่ายจาก Sale Gallery ที่ไซท์โครงการ) นอกจะมีช่องแสงขนาดใหญ่แล้ว ยังมีการกรุหินอ่อน Cremafel ตกแต่งที่ภายนอกที่ส่วนนี้เพื่อเพิ่มความสวยงาม หรูหราแบบยูโรเปียนด้วยหินอ่อนจากอิตาลี

ภายในห้องนี้จะได้บรรยากาศที่ดูโปร่ง สบายตา เป็นเสมือนห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก Showcase มองเห็นมุมต่างๆรอบบ้านของเราเอง ฟังก์ชั่นของห้องนี้นั้นแล้วแต่เจ้าของบ้านจะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสไตล์และความต้องการของเจ้าบ้านนะครับ

– นอกจากนี้การวางผังห้องต่างๆของที่นี่ยังมีการใช้ฮวงจุ้ยเข้ามาเสริมด้วย ตามหลักที่นิยมใช้กันหลายบ้าน

  • ตำแหน่งของห้องน้ำ ไม่ซ้อนทับกับตำแหน่งของหัวเตียงในแต่ละชั้น
  • ตำแหน่งของห้องน้ำ ที่ไม่หันออกหน้าบ้าน
  • ตำแหน่งของหัวเตียง ไม่ติดกับห้องน้ำ
a2

ภาพจำลองบรรยากาศภายในโครงการ และเห็นภายนอกบ้าน Type A : Florence

Type A – Florence ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอย 398-543.6 ตร.ม. ที่ดิน 100-102.4 ตร.ว. มี 5 ห้องนอน 10 ห้องน้ำ 2 ห้องรับแขก 2 ห้องครัว 1 ห้องแม่บ้าน 2 ห้องนั่งเล่น 1 ห้องทำงาน 1 ห้องเก็บของ และที่จอดรถ 6 คัน

ก่อนที่จะอธิบายแปลนของตัวบ้าน ขอเกริ่นนิดนึงนะครับ รูปแบบโครงการบ้านระดับไฮเอนด์ ที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่ากว่า 400 ตร.ม.การจัดฟังก์ชั่นตำแหน่งในบ้าน นั้นสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ทุกส่วนได้ตามใจชอบ ตามความต้องการใช้งาน สะท้อนไลฟ์สไตล์ของตนเองที่ต้องการพักอาศัยอยู่แล้ว ดังนั้นแปลนที่นำมาให้ดูเพียงเป็นไกด์ประกอบเผื่อเป็นไอเดียความต้องการที่อาจจะตรงกับผู้อยู่อาศัยก็ได้ โดยโครงการเค้าจัดฟังก์ชั่นของบ้านให้เป็นแบบอยู่อาศัยและเป็นออฟฟิศในตัวที่อยู่ร่วมกันได้ (คำว่า OFFCIA ที่ถูกต่อท้ายจากชื่อโครงการนั้นหมายถึงการที่ผู้อยู่อาศัยสามารถปรับเปลี่ยน Planning ต่างๆที่เป็นสัดส่วน รองรับทุกฟังก์ชั่นในการใช้งาน ณ ที่นี่นั่นเอง)

ชั้น 1 – ของตัวบ้าน Type A จะประกอบด้วยพื้นที่ใช้งานหลัก ได้แก่ ส่วนที่จอดรถ, โถงทางเข้าด้านหน้า, บันไดและลิฟท์โดยสาร, ส่วนห้องแม่บ้าน พร้อมห้องน้ำ, ห้องเก็บของ, ครัวไทย, ห้องนอน และห้องนั่งเล่น สามารถจอดรถบริเวณด้านหน้าได้ทั้งหมด 6 คัน เมื่อเข้ามาภายในตัวบ้านจะเป็นพื้นที่โถงเชื่อมต่อไปยังบันไดหลักสำหรับเจ้าของบ้านเพื่อขึ้นไปชั้นบนของตัวบ้าน หรือจะเลือกใช้ลิฟท์โดยสารเพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน กรณีมีผู้สูงอายุ หรือยกสิ่งของไม่สะดวกในการเดินขึ้น บริเวณโถงนี้ถ้าเลือกจัดเป็นออฟฟิศ ก็จะเป็นพื้นที่ของ Reception & Guest Area ไปได้เลย

พื้นที่ถัดไปฝั่งขวา จะเป็นพื้นที่ของครัวไทยซึ่งเป็นครัวปิด มีประตูแบ่งพื้นที่เพื่อป้องกันกลิ่นและควันจึงเหมาะกับการประกอบอาหารหนักๆหรืออาหารไทยที่มีกลิ่นแรง โดยส่วนของครัวใช้ชุดครัวนำเข้าจากอิตาลี แบรนด์ Scavolini โดยดีไซน์เนอร์ชื่อดังอย่าง Ora-Ito, ชุดเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ Hob&Hood, ไมโครเวฟ และเตาอบ ได้ของ Smeg, ตู้เย็น Fisher & Payke นอกจากนี้ยังมีห้องเก็บของและแบ่งพื้นที่สำหรับที่พักของแม่บ้านพร้อมห้องน้ำไว้เรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีส่วนของห้องนอนผู้สูงอายุและห้องนั่งเล่นรับแขกที่ถูกจัดวางไว้ฝั่งหน้าบ้านเพื่อให้แสงธรรมชาติส่องมาได้มากหน่อย โดยทั้งสองห้องจะมีห้องน้ำในตัวที่มีฟังก์ชั่นอาบน้ำได้ด้วย

ชั้น 2 – เมื่อขึ้นมายังชั้น 2 ของตัวบ้าน แบ่งพื้นที่ใช้งานหลักได้แก่ โถงบันไดและลิฟท์, ห้องประชุม, ห้องทำงาน, ห้องนอนเล็ก, ห้องนอนมาสเตอร์ การจัดพื้นที่ภายในจะมีประตูการแบ่งการใช้งานของแต่ละห้องอย่างเป็นสัดส่วน ถ้าดูจากในแปลนจะมีการใช้วัสดุพื้นที่แบ่งแยกโซนกันชัดเจนว่าส่วนพักอาศัยจะใช้พื้นเป็นไม้ธรรมชาติ และส่วนที่เป็นออฟฟิศจะใช้หินอ่อน ด้วยความที่เป็นบ้านทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบหน้ากว้าง ทำให้มีช่องเปิดฝั่งหน้าบ้านที่กว้างและสูงเต็มบานมีหน้าที่นำแสงธรรมชาติและเป็นช่องลมเข้าสู่ใจกลางบ้านและกระจายไปยังทุกห้อง ทำให้พื้นที่ภายในบ้านดูโล่งโปร่ง

ฝั่งซ้ายส่วนของออฟฟิศที่เป็นห้องทำงานขนาดใหญ่ สามารถจัดวางโต๊ะทำงานได้ประมาณ 6-10 ที่นั่งโดยไม่เบียดกัน ภายในห้องนี้ประกอบไปด้วย Pantry สำหรับชงเครื่องดื่มหรือทำอาหารเบาๆ ด้านข้างติดกันมีห้องน้ำในตัวเป็นแบบ Powder Room(ไม่มีที่อาบน้ำ) ออกไปด้านนอกห้องเจอกับห้องประชุมขนาดกลาง 6-8 ที่นั่งที่ติดกับประตูทางออกไปยังระเบียงขนาดใหญ่รูปทรงตัว L / ส่วนของฝั่งขวาโซนพักอาศัย ด้านบนจะเป็นส่วนของห้องนอนเล็กสำหรับลูกมีห้องน้ำในตัว ฝั่งตรงข้ามจะเป็นห้องนอนมาสเตอร์ขนาดใหญ่ ที่มีฟังก์ชั่นครบในตัวทั้งนอน นั่งเล่น ระเบียง Walk in Closet และห้องน้ำมาสเอตร์ขนาดใหญ่ที่มีอ่างล้างหน้า His&Her และอ่างอาบน้ำ พวกวัสดุจะได้ของ KOLHER รุ่น Premium, ฉากกั้นอาบน้ำ HAFELE

ชั้น 3 – จะถูกออกแบบการใช้งานแตกต่างจากชั้น 3 ของบ้านทั่วไปที่โดยส่วนมากจะจัดเป็นห้องนอนไว้ทั้งหมด โดยผู้ออกแบบได้เพิ่มแนวคิดออกแบบเป็น Option ตัวเลือกจากแปลนบ้านปกติ ออกแบบให้พื้นบ้านชั้น 3 เป็น Penthouse ซึ่งหมายถึง ห้องที่ดีที่สุด อยู่ชั้นบนสุดและมีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่กว่ามาตรฐาน โดยพอขึ้นบันไดหรืออกจากลิฟท์มาจะเป็นส่วนของ Living Area ขนาดใหญ่ ทางซ้ายเชื่อมต่อไปยังห้อง Master Suite Bedroom & Bathroom ส่วนฝั่งขวานั้นเป็นไฮไลท์ของบ้านนี้เลย คือเป็น Double Volume Space ที่มีความสูงถึงเกือบ 6 เมตร สามารถจัดเป็นห้องอเนกประสงค์ตามไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้าน มีห้องน้ำในตัวเป็นแบบ Powder Room (ห้องนี้คือตัวอย่างที่เป็น Sales Gallery ที่ไปดูตอนแรกด้านบนครับ)

Rooftop – ชั้นนี้ต้องเดินขึ้นมาจากบันไดเท่านั้นนะครับ พอขึ้นมาแล้วจะเป็นพื้นที่ทางเดินไปยัง Private Sky Pool ที่เอาไว้นั่ง นอนแช่น้ำ โดยสามารถติดตั้งเป็นจากกุชชี่เพิ่มมาพักผ่อนได้

a1

ภาพจำลองบรรยากาศภายในโครงการ และเห็นภายนอกบ้าน Type B : Barletta

Type B – Barletta พื้นที่ใช้สอย 636-846 ตร.ม. ที่ดิน 158-175 ตร.ว. มี 5 ห้องนอน 10 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 2 ห้องครัว 1  ห้องแม่บ้าน 2 ห้องนั่งเล่น 2 ห้องทำงาน 2 ห้องเก็บของ และที่จอดรถอีก 10 คัน

สำหรับบ้าน Type B ขนาดของที่ดินและพื้นที่ใช้สอยของบ้านจะขยายใหญ่ขึ้น รองรับสำหรับครอบครัวที่ใหญ่กว่าหรือมีสมาชิกมากกว่า แบ่งพื้นที่ใช้งานภายในเป็น 5 ห้องนอน 10 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 2 ห้องครัว 1 ห้องแม่บ้าน 2 ห้องนั่งเล่น 2 ห้องทำงาน 2 ห้องเก็บของ และที่จอดรถอีก 10 คัน และเหมือนเดิมยังมี Private Sky Pool อยู่ชั่น Rooftop

ชั้น 1 – ของตัวบ้าน Type B จะประกอบด้วยพื้นที่ใช้งานหลักไล่ไปตั้งแต่หน้าบ้าน ได้แก่ ส่วนที่จอดรถ > Reception, Lift Hall, Guest Area > ถัดไปเป็นครัวไทย ที่เชื่อมต่อไป Back of house ของบ้านส่วนที่พักของแม่บ้านพร้อมห้องน้ำในตัว แยกการใช้งานของแม่บ้านไว้เป็นสัดส่วน > กลางบ้านเป็น Living Room ที่มีห้องเก็บของและห้องน้ำแบบ Powder Room มีทางออกไปนอกบ้านที่ตรงนี้ด้วย > ชั้นนี้มีห้องนอน 2 ห้องที่มีขนาดเท่ากันหันหลังให้กันโดยมีห้องน้ำในตัวทั้งคู่

ชั้น 2 – ขึ้นมาที่ชั้น 2 ด้วยบันได ขึ้นมาบริเวณนี้จะเป็น Foyer ที่อยู่ในห้องประชุมขนาดใหญ่ได้ 8-10 ที่นั่ง ห้องนี้มีทางออกไประเบียงด้วย ถัดไปด้านล่างนั้นจัดเป็นพื้นที่ออฟฟิศทำงานฟังก์ชั่นจะเหมือนแบบแรกคือมี Pantry และ Powder Room ในตัว กลับออกไปยังโซนหน้าโถงลิฟท์ซึ่งเชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่นและมีห้องน้ำในตัว ส่วนของห้องนอนทั้งสองห้องต้องผ่านทางนี้นะครับ โดยห้องนอนเล็กจะอยู่ตำแหน่งขวาบนมีฟังก์ชั่นมาตรฐานครบปกติ แต่ทางซ้ายมือจะเป็นส่วนของ Master Suite Bedroom & Bathroom ซึ่งห้องนอนนี้มีการแยก His&Her Walk in Closet เป็นสัดส่วนคนละมุมด้วย

ชั้น 3 – ยังคงคอนเซ็ปท์ Penthouse อยู่นะครับ โดยพอขึ้นบันไดหรืออกจากลิฟท์มาจะเป็นส่วนของ Flexible Space หรือก็คือพื้นที่อเนกประสงค์นั่นเองตรงนี้จัดได้ตามความต้องการของเจ้าของบ้านเลยว่าอยากจะทำเป็นห้องการใช้งานแบบไหน เพราะติดกันมีช่องแสงขนาดใหญ่จากพื้นถึงฝ้าเพดานอยู่ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ดูโปร่งสบายตา ส่วนทางด้านล่างฝั่งติดกับหน้าบ้านบริเวณนี้เป็นส่วนของ Master Bedroom ที่มีฟังก์ชั่น Living, Walk in Closet, Master Bathroom ในตัว

ออกจาก Flexible Space ขึ้นไปฝั่งด้านบน พื้นที่นี้จัดเป็นห้องทานอาหารขนาดใหญ่ ซึ่งภายในห้องนี้มีทั้ง Kitchen Space(ครัวฝรั่ง), ห้องเก็บของ และห้องน้ำ Powder Room ห้องทานอาหารนี้ยังเชื่อมต่อกับพื้นที่ไฮไลท์เหมือนบ้านแบบแรกที่เป็น Double Volume Space ที่มีความสูงถึงเกือบ 6 เมตร สามารถจัดเป็นห้องอเนกประสงค์ตามไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้าน แต่การแบ่งโซนของทั้งสองห้องไม่ได้มีฉากกั้น แต่ว่าใช้วัสดุของตัวพื้นเป็นตัวตัดแบ่งโซนที่มีทั้งไม้จริงธรรมชาติและหินอ่อนนั่นเอง

Rooftop – ชั้นนี้ต้องเดินขึ้นมาจากบันไดเท่านั้นนะครับ พอขึ้นมาแล้วจะเป็นพื้นที่ทางเดินไปยัง Private Sky Pool ที่เอาไว้นั่ง นอนแช่น้ำ โดยสามารถติดตั้งเป็นจากกุชชี่เพิ่มมาพักผ่อนได้ เหมือนกับ Type แรกแต่ว่าขนาดของ Pool จะใหญ่กว่านิดหน่อย



floor

พื้นของที่นี่เรียกว่าให้มาสมราคาบ้านหรูจริงๆ โดยทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็นหินอ่อนและไม้จริงธรรมชาติ ดังนี้

  • Marble : Emperado Grey (ใช้บริเวณ Reception, Office area, Multipurpose area, Lift Hall, Stair)
  • Marble : White Volagus (ใช้บริเวณ Master Bathroom, Master Suite Bathroom)
  • Marble : White Venus (ใช้บริเวณ Living area, Dinning Area, Western Kitchen area)
  • Solid Oak พื้นไม้ธรรมชาติ (ใช้บริเวณห้องนอนทุกห้อง)
  • Granito Tiles : White Volagus (ใช้บริเวณห้องน้ำยกเว้นห้องน้ำมาสเตอร์, ครัวไทย)
  • สุขภัณฑ์ : KOLHER รุ่น Premium / ฉากกั้นอาบน้ำ HAFELE

scavolini

  • ชุดครัวนำเข้าจาก Italy แบรนด์ Scavolini โดยดีไซน์เนอร์ชื่อดังอย่าง Ora-Ito
  • ชุดเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ Hob&Hood, ไมโครเวฟ และเตาอบ ได้ของ Smeg
  • ตู้เย็นนำเข้าจากอิตาลีเช่นกันอย่าง Fisher & Paykel ที่ขึ้นชื่อเรื่องควบคุณอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี
  • ลิฟท์ใช้ของ Mitsubishi

ภายในส่วนของห้อง Double Volume Space ที่ชั้น 3 นั้น ห้องนี้จะเป็นห้องที่สูงที่สุดในบ้านถึง ประมาณ 5.80 เมตร โดยโครงการจะให้ผ้าม่านไว้เลยนะครับ ม่านที่ได้ก็ไม่ธรรมดาเหมือนทั่วๆไป จะเป็นม่านม้วนระบบไฟฟ้า ควบคุมโดยระบบอัตโนมัติรีโมทคอนโทรล เนื้อผ้าม่านเป็นชนิดพิเศษป้องกันไฟลามได้ จาก จิม ทอป์สัน (Jim Thomson)


ทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดและรายละเอียดในการออกแบบของโครงการ TYCOON OFFICIA ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าทางโครงการมีความใส่ใจในรายละเอียด ในการออกแบบภายนอก ภายใน ภูมิสถาปัตยกรรม และเลือกใช้วัสดุทั้งหมดภายในบ้าน ให้มีความเป็นเอกลักษ์ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งทาง Think of Living ก็อยากจะให้มีบ้านสวยๆ ที่กล้าคิดกล้าทำแบบนี้ออกมาให้ชมกันอีกเรื่อยนะครับ

  • สนใจข้อมูลโครงการเพิ่มเติม ดูได้จากเวปไซต์หลักโครงการ TYCOON OFFICIA คลิกที่นี่
  • หรือสอบถามข้อมูลโครงการได้ที่เบอร์ : 02-410-2222

Share

4 Comments

  • อยากเห็นรูปห้องข้างในห้องด้วยจังค่ะ

    • มีรูป Perspective (ภาพจำลอง) ภายในบ้าน อยู่ในส่วนท้ายๆรีวิวครับผม

  • ซอยบางแวกบอกเลย รถติดหนักมากๆ นรกแทบแตก

  • คนเขียนบทความเคยอยู่บ้านหรูติดถนนใหญ่รึเปล่า
    เห็นบทความแนวทำเลด้อยลึกเข้าไปก็จะบอกว่าสงบกว่าตลอด
    ทั้งๆที่จริงแล้วเสียงแอร์ในห้อง เสียงเครื่องบินผ่าน เสียงนกร้อง ยังดังกว่าเสียงจากถนนใหญ่อยู่เยอะ
    ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการบ้านเงียบวังเวงระดับห้องดับจิตไว้ทำ home recording studio

Leave a Reply