วิศวะจุฬาวิจัย “EM ไม่ได้ช่วยในการบำบัดน้ำเสีย” และ “เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค”

November 4, 2011 18:549 comments

EM Ball

หลังจากที่ผมได้หาข้อมูลว่า EM Ball คืออะไร จากการไปสอบถามตามที่ต่างๆและค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แต่ก็พบว่ามีข้อขัดแย้งเชิงวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ใจความมาดังนี้

“EM จะใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ และในช่วงเวลาดังกล่าวจะส่งผลทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงและไม่เพียงพอได้  กล่าวได้ว่าการเติม EM อาจส่งผลทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียจากการขาดออกซิเจนที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม จากการลดลงของปริมาณออกซิเจนในน้ำ รวมถึงเพิ่มสูงขึ้นของปริมาณสารอินทรีย์”

ลองอ่านทั้งบทความดูแล้วตัดสินใจกันนะครับว่าจะใช้ EM Ball ดีหรือไม่?

บทความ EM และน้ำหมักชีวภาพ แก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียได้จริงหรือ ?

โดย กลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในช่วงเวลาปัจจุบันมีหลายหน่วยงานและหลายภาคส่วนได้สนับสนุนการใช้ EM (Effective Microorganisms) เพื่อบำบัดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นและน้ำเน่าเสียในบริเวณน้ำท่วมขัง ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายรวมถึงประชาชนทั่วไปเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะอธิบายข้อเท็จจริงและให้ความรู้ในด้านต่างๆ เกี่ยวกับ EM และจะกล่าวถึงกรณีศึกษาในการบำบัดน้ำเสียของต่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน ทั้งนี้ บทความนี้มิได้มีเจตนาที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งแต่อย่างใด แต่มุ่งหวังถึงประโยชน์สูงสุดในการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมในสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน

ปัญหาน้ำเน่าอาจกล่าวได้ว่าเกิดจากการที่สารอินทรีย์ในน้ำมีปริมาณสูง เมื่อเกิดการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์จึงส่งผลให้ออกซิเจนในน้ำมีปริมาณลดลง และในที่สุดอาจก่อให้เกิดสภาวะไร้อากาศซึ่งส่งกลิ่นเหม็น และส่งผลเสียต่อปลาและสัตว์น้ำต่าง ๆ ค่าการละลายออกซิเจนนับเป็นพารามิเตอร์หนึ่งที่สามารถบ่งบอกคุณภาพน้ำได้ โดยในแหล่งน้ำที่สะอาด ไม่เน่าเสีย โดยทั่วไปจะมีค่าการละลายออกซิเจนประมาณ 3 – 7 มิลลิกรัมต่อลิตร การย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะที่มีออกซิเจนสามารถอธิบายอย่างง่ายดังนี้

EM (Effective Microorganisms) เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีความสามารถเฉพาะทาง ประกอบด้วยจุลินทรีย์ 3 กลุ่มหลัก คือ 1) กลุ่ม Lactic acid bacteria 2) กลุ่ม Yeast และ 3) กลุ่ม Phototrophs (Purple bacteria) ซึ่งได้รับการพัฒนามาจาก Professor Teruo Higa ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงได้มีการประยุกต์ใช้งานในหลากหลายด้าน อาทิ ด้านการเกษตร ด้านการหมักขยะมูลฝอยเพื่อทำปุ๋ย และด้านการย่อยสลายสารอินทรีย์ในสุขา (โถส้วม) เป็นต้น โดยทั่วไป จุลินทรีย์ใน EM สามารถทำงานได้ทั้งในสภาวะที่มีออกซิเจน (Aerobic conditions) และไม่มีออกซิเจน (Anaerobic conditions) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงการประยุกต์ใช้งาน EM ในสภาวะที่ในน้ำท่วมขังซึ่งมีปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ (Dissolved Oxygen, DO) อยู่อย่างจำกัด กล่าวได้ว่า EM จะใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์ และในช่วงเวลาดังกล่าวจะส่งผลทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงและไม่เพียงพอได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าน้ำในบริเวณดังกล่าวมีสารอินทรีย์ปนเปื้อนอยู่มาก รวมถึงมีการใส่ EM ในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม (ปริมาณที่มากไปหรือใส่เข้าไปในสภาวะหรือรูปแบบที่ไม่เหมาะสม) ดังนั้น กล่าวได้ว่าการเติม EM อาจส่งผลทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียจากการขาดออกซิเจนที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

อีกประเด็นสำคัญที่ควรคำนึงถึงเกี่ยวกับการเลือกใช้งาน EM กล่าวคือ จุลินทรีย์ใน EM ทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวไม่มีความสามารถในการสร้างออกซิเจนแต่อย่างใด นอกจากนี้ องค์ประกอบของ EM ball หรือ Micro ball ซึ่งมีการปั้นโดยใช้องค์ประกอบเป็นสารอินทรีย์ต่างๆ เช่น กากน้ำตาล และ รำข้าว เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างผลกระทบของสารอินทรีย์ข้างต้นต่อการเน่าเสียของแหล่งน้ำ อาทิ

  • กรณีกากน้ำตาล ที่ส่งผลต่อปัญหาน้ำเน่า เช่น การลักลอบทิ้งน้ำเสียจากโรงงานน้ำตาล และกรณีเรือน้ำตาลล่มในแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นข่าวใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา
  • กรณีรำข้าว อาจพิจารณาการที่เรานำรำข้าว หรือ เศษอาหาร ไปทิ้งไว้ในน้ำในปริมาณมากๆ และเป็นระยะเวลานาน ก็ย่อมส่งผลให้น้ำเน่าเสียเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อโยน EM ball ลงในแหล่งน้ำจึงเปรียบเสมือนการเพิ่มปริมาณสารอินทรีย์ให้กับแหล่งน้ำในบริเวณที่มีการท่วมขังอีกทางหนึ่ง โดยสารอินทรีย์ดังกล่าวที่ยังคงเหลืออยู่ย่อมก่อให้เกิดความต้องการออกซิเจนในน้ำที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลงได้  และแม้แต่จุลินทรีย์ใน EM เอง เมื่อตายไปก็นับเป็นแหล่งสารอินทรีย์ในน้ำเช่นกันซึ่งก็ยังต้องใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายเช่นกัน  ดังนั้น กล่าวได้ว่าการเติม EM นอกจากจะไม่ช่วยสร้างออกซิเจนแล้ว ยังส่งผลทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมจากการลดลงของปริมาณออกซิเจนในน้ำ รวมถึงเพิ่มสูงขึ้นของปริมาณสารอินทรีย์ (ดังที่กล่าวถึงข้างต้น)

ทั้งนี้ การย่อยสลายสารอินทรีย์ในแหล่งน้ำท่วมขังควรกระทำภายใต้สภาวะที่มีอากาศหรือออกซิเจนเท่านั้น  การย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะไร้อากาศถือได้ว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในแหล่งน้ำ โดยสรุป เราสามารถกล่าวได้ว่าการบำบัดสารอินทรีย์ในแหล่งน้ำมีลักษณะแตกต่างจากการบำบัดสารอินทรีย์ในสุขา และการหมักขยะเพื่อทำปุ๋ย  (ซึ่งมีการใช้ EM ร่วมด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นด้านออกซิเจนละลายน้ำ (DO) ที่เป็นพารามิเตอร์ที่บ่งบอกถึงคุณภาพแหล่งน้ำ รวมถึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างมากต่อคุณภาพแหล่งน้ำดังที่กล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้ (http://www.eng.chula.ac.th/?q=node/3881)

ถึงแม้ EM ต้นแบบ (ลิขสิทธิ์ Professor Teruo Higa) ซึ่งอ้างว่ามีความสามารถในการกำจัดกลิ่นและทำให้น้ำใส แต่ก็เป็นการช่วยบรรเทาปัญหาชั่วคราวในระยะสั้นเท่านั้น แต่หากสารอินทรีย์ในน้ำยังคงอยู่ และออกซิเจนในน้ำไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าน้ำนั้นสะอาดจริง กล่าวคือน้ำดังกล่าวยังไม่ปลอดภัยที่จะนำมาใช้และไม่ปลอดภัยต่อสัตว์น้ำแต่อย่างใด และอาจยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคต่างๆ ได้อยู่  นอกจากนี้ หากมองถึงประเด็นการผลิตน้ำหมักชีวภาพ หรือ EM ในแบบต่างๆ ด้วยตนเอง จุลินทรีย์ที่ได้อาจมีองค์ประกอบที่แตกต่างจากจุลินทรีย์ใน EM ต้นแบบ และหากไม่ได้ผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพที่ดีพอ EM และ น้ำหมักชีวภาพอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคได้ ซึ่งนับเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ควรระวังและไม่ควรมองข้ามสำหรับทุกๆ หน่วยงานและภาคส่วนที่มีสนับสนุนการใช้ EM เพื่อบำบัดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นและน้ำเน่าเสียในบริเวณน้ำท่วมขัง

ผู้ทรงคุณวุฒิ จากประเทศญี่ปุ่น (ซึ่งไม่สามารถเอ่ยนามได้ เนื่องจากไม่ได้ขออนุญาตไว้) ได้ให้ข้อมูลว่าจากเหตุการณ์สึนามิในประเทศญี่ปุ่นก็ได้มีการพยายามจัดการแก้ไขปัญหาน้ำเสียในพื้นที่ต่างๆ ขององค์กรอิสระต่างๆ ที่รณรงค์ร่วมกันใช้ EM เพื่อบำบัดน้ำเสีย อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่น (กระทรวงสิ่งแวดล้อม) ได้ทำการทดลองเพื่อศึกษาความสามารถของ EM ในการบำบัดน้ำเสีย และพบว่า EM ไม่ได้ช่วยในการบำบัดน้ำเสียแต่อย่างใด ในการนี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมของประเทศญี่ปุ่นจึงไม่แนะนำการใช้ EM ในการบำบัดน้ำเสียในสถานการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ จากเหตุการณ์สึนามิซึ่งระบบบำบัดน้ำเสียถูกทำลาย ทางหน่วยงานรัฐบาลของญี่ปุ่นได้ทำการแก้ไขปัญหาระยะสั้นโดยการเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคลงในท่อบำบัดน้ำเสีย  และเลือกใช้การตกตะกอน (Sedimentation) และการฆ่าเชื้อโรค (Disinfection) เพื่อบำบัดน้ำเสียในระบบบำบัดน้ำเสียชั่วคราว รวมถึงได้มีการวางแผนจะพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียชั่วคราวโดยใช้ระบบบำบัดทางชีวภาพร่วมกับการตกตะกอน และการฆ่าเชื้อโรค  (Biological treatment – Sedimentation – Disinfection) ส่วนในบริเวณชนบทนั้น ดำเนินการบำบัดน้ำเสียโดยทำการรวบรวมน้ำเสีย และทำการการฆ่าเชื้อโรค จากนั้นปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จนกระทั่งระบบบำบัดขนาดเล็กได้รับการฟื้นฟู

ทั้งนี้ทางกลุ่มอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าใจดีถึงความปรารถนาดีของทุกฝ่ายในการช่วยกันร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น หากแต่อยากนำเสนออีกแง่มุมหนึ่งของ EM เพื่อประกอบการตัดสินใจ เพื่อเลือกวิธีการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมที่สุดในการฟื้นฟูปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากภาวะน้ำท่วมในปัจจุบัน

ต้นฉบับ: เวปไซต์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬา

Share

9 Comments

  • เรียนมาพอสมควร

    โดยส่วนตัว สนับสนุนแนวคิดอาจารย์จุฬานะคะ เพราะที่เรียนมา ง่ายๆคือ การจะให้สิ่งมีชีวิตเจริญเติบโต ต้องใช้อากาศ แต่ในเมื่อก่อนจะใช้ EM Ball นี้ ก็มีปัญหาเรื่องค่า DO(ออกซิเจนละลายน้ำ- มันก็คือปริมาณที่มีออกซิเจนในน้ำนั่นแหละค่ะ) มันมีปัญหา DO ต่ำอยู่แล้ว ยิ่งน้ำสีเข้ม การสังเคราะห์แสงก็ไม่เกิดได้ยาก หากนำสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ ออกซิเจนกับแสงอดดสังเคราะห์เพื่อให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตและบำบัด(ไม่อยากเรียกว่าบำบัดเลย) มันต้องมี 2 ปัจจัยนี้ ตอนี้เรามีออกซิเจนให้มันแต่น้อยมาก มันก็ดึงไปใช้ แต่มันไม่มีแสงมันก็ตาย กากน้ำตาลเป็นสารอินทรีย์ ยิ่งเน่าไปใหญ่ + รำและแกลบ ยังเป็นตะกอนไปอุดรูระบายน้ำอีก มันจะแทบไม่มีประโยชน์เลย

    ส่วนในกรณีที่น้ำไหล นั่นอีกเรื่องนึง มันใช้ได้แน่นอน แต่ถ้าน้ำนิ่งนี่ซิ มันจะเป็นปัญหานะคะ

  • คนใช้

    วิศวะจุฬาฯให้ข่าวมั่วมาก ตอนนี้หน้าแหกไปเรียบร้อยแล้วครับ

  • เป็นนักวิชาการชำนาญการ กรมอนามัย ศูนย์อนามัย เขต14 ที่นครราชสีมา มีประสบการและหน้าที่รับรองคุณภาพบริการต ามกระบวนการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ เกณฑ์กรมอนามัยมาแล้ว 7 ปี หลักการและวิธีการแพร่หลายในการบำบัดน้ำเสีย ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อให้ปลอดภัยต่อสุขภาพประชาชน ก่อนอนุญาตให้ปล่อยสู่ระบบระบายน้ำสาธาณะได้ คือ ให้ผ่านกระบวนการได้รับออกซิเจน(เครืองปั่นกังหัน),เติมคลอรีน และทำคลองวังวน(รพ.30เตียงขึ้นไป) ให้ไหลแล้วตกตะกอน ให้น่ำปลอดภัยต่อไหลสู่สาธารณะได้ หรือ วางท่อเป็นหลุ่มที่เปิดฝาได้4-5ระยะ เพื่อเปิดเติมคลอรีนหรือวัดระดับความสะอาดของน้ำหลุ่มถัดๆไป ( รพ.10 เตียง)น้ำท้วมขังน่าจะกำจัดขยะเป็นอันดับแรก
    หากมีการทดลอง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการประปาแล้วเผยแพร่เหมือนวิศวจุฬาฯ(ดิฉันจบMaster of Nursing Adm:Health Adninจุฬาฯ ) ถึงความคุ้มหากสนับสนุนคลอรีนประชาชนกลุ่มเสี่ยงนาจะดี หรือวิธีประหยัดที่สุดก็คงขอช่วยกันระบายให้น้องน้ำรีบมาแล้รีบผ่านไป คงแก้ที่สาเหตุได้ตรงที่สุด ขอบคุณโอกาสให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ อีกความเห็นหนึ่ง

  • เป็นงานวิจัยออกมาแล้วหรือ อยากให้เอางานวิจัยมาให้อ่าน

  • EM มีประโยชน์ และใช้ได้จริงครับ ทั้งเรื่อง ปรับปรุงดิน กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เกิดจาก สารอินทรีย์ แต่การ ย่อยสลายของจุลินทรีย์ต้องใช้ ออกซิเจน ด้วย ดังนั้นในน้ำที่ เน่าเสียมาก และมีออกซิเจนน้อยอยู่แล้วจึงไม่เหมาะที่จะใช้ ครับ

  • แย่ละคะ เอา em แบบน้ำร่วม 80ลิตรเทเข้าไปในบ้านพื้นที่ประมาณ 100 ตรม.ความสูงของน้ำประมาณ 80 ซม. แล้วปิดประตูไว้อาทิตย์กว่าแล้ว ถ้ากลับเข้าไปตอนนี้จะเป็นงัยบ้างคะ ใครรู้บ้างช่วยบอกทีคะ ถ้ามันเน่าหนักกว่าเดิมจะอันตรายมั้ยคะแล้วควรแก้ไขอย่างไร

  • อ่านให้ละเอียดหน่อยนะ

    คุณjuz1002ไม่ได้อ่านเนื้อความหรือว่า อ่านไม่เข้าใจครับ
    เขาก็บอกอยู่ว่ามันใช้ได้ในกรณีที่มี oxigen เพียงพอ

  • ตกลงว่าทีมมึงวิจัยกับเขาไม่ใช่เหรอทำไมมาว่าทำน้ำเสียวะ

    • ไม่ทราบทำไมต้องด่ากันเสียหาย วิชาการมีหลายด้าน แล้วแต่มุมมอง ถ้ามองกันอย่างละเอียดตามหลักวิชามีทั้งข้อดีเสีย ข้อควรระวัง ก็อย่างหนึ่ง ตามการใช้งานที่เคยใช้กันได้ก็ ถูกต้อง แต่ถ้าศึกษาทั้งสองฝ่ายให้รู้สิ่งที่เป็นทั้งโทษและประโยชน์ และควรระวังไว้ก็ดี ทุกฝ่ายก็หวังดีทั้งสิ้น แต่กลายเป็นทะเลาะกันได้เพราะยึดติดว่า เราหรือพวกเรา หรือข้างเราถูกอย่างเดียว มันผิดที่คิดกันอย่างนั้น ทำไมเป็นอย่างนั้นไปได้ คนไทยกำลังเป็นอะไรกันหมดแล้ว ตั้งสติกันด้วยครับ

Leave a Reply